Fight The Greys

posted on 02 May 2008 00:01 by shikak





-Fight The Greys-

ตอนนี้ผมกำลังเดิน

เดินกับใครอีกคนเพื่อไปอีกฝั่งของถนน
พวกเราทั้งสอง กำลังถือบางสิ่งบางอย่างไปด้วย
บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายใต้ผ้าสีขาว
ถนนที่เต็มไปด้วยรถ การจราจรที่หนาแน่น....
ควันสีเทามากมายที่ถูกปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย

มันฟุ้งกระจายอบอวลอยู่เบื้องหน้า
ผมกำลังเดินข้ามไปอีกฝากของถนน
เพื่อไปจุดหมายที่อยู่ตรงหน้า

มันอยู่เพียงครึ่งทางของถนน
ผมก็จะถึงที่หมาย
สถานที่ สิ่งปลูกสร้าง ที่ผมต้อง
กระทำการบางสิ่งบางอย่าง
*
*
ผมเป็นนิสิตคณะประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง
ผมสอบเข้ามาด้วยคะแนนอันดับที่หนึ่งของคณะ
ความจริงคะแนนสอบของผมนั้น
สามารถเข้าคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเมืองไทยก็ยังได้
ซึ่งมันคือ คณะที่ครอบครัว พ่อแม่ ตลอดจนครูบาอาจารย์ของผม
ได้ปรารถนาอยากให้ผมได้เข้าไปเล่าเรียนมันเหลือเกิน
แต่มันไม่เคยอยู่ในสาระบบความคิดของผมที่จะเข้าไปเรียนแพทย์เลย
เพราะผมมีสิ่งที่ผมอยาก และใฝ่ฝันมาเป็นเวลานาน

ผมอยากเรียนประวัติศาสตร์
ผมยังคงจำครั้งแรกที่ผมหลงรักมันได้
ในสมัยมัธยมตอนต้น ในช่วงเวลาของการพักกลางวัน
ผมไปยืมหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งมาจากห้องสมุด
หนังสือประวัติศาสตร์ที่บรรณาธิการโดย
กาญจนี ละอองศรี และธเนศ อากรณ์สุวรรณ

ชื่อหนังสือนั้นชื่อว่า
กระจกหลายด้านฉายประวัติศาสตร์

ทำไมผมถึงหลงรักมันตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านหนังสือเล่มนี้ อย่างนั้นหรือ
เพราะมันเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่ผมรู้สึกว่า มันมีคุณค่ามากสำหรับผม และสำหรับมนุษย์
มันเป็นศาสตร์หนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผม ฉลาด ขึ้น
เหตุผลของความฉลาดที่ผมว่านั้น มันสืบเนื่องมาจาก
ประวัติศาสตร์มันสอนให้ผมรู้จัก "คิดเป็น"
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตย่อม

เหมือนกระจกเงาที่สะท้อนมาถึงปัจจุบัน และอนาคต
บางทีเราอาจคิดว่า บางเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มันไม่น่าจะมีผลต่อเนื่อง
ผลกระทบมาถึงปัจจุบันได้
แต่สำหรับผม
ผมคิดว่า

ทุกเหตุการณ์ในอดีตย่อมมีผลส่งต่อมาถึงปัจจุบัน และอนาคต มันมีผลไม่มากก็น้อย
มันอาจจะทับซ้อนกันไปมาเป็น ฐานของฐานซึ่งกันและกัน

อย่างเช่น การสร้างกำแพงเมืองจีน บางคนอาจจะมองในปัจจุบันว่า
มันก็แค่กำแพงธรรมดาที่อาจจะต้องตกใจกับขนาดใหญ่ และยาวลัดเลาะไปตามภูเขาของมัน
อาจจะน่าทึ่งอีกนิดที่ว่าเทคโนโลยีการสร้างในสมัยนั้นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก
แต่สำหรับความคิดของผม
ผมมองอีกจุดหนึ่ง อีกจุดหนึ่งที่ผมคิดว่ามัน น่าทึ่งมาก สำหรับกำแพงเมืองจีน

ผมคิดว่ากำแพงเมืองจีนทำให้คนจีนในสมัยนั้นหลุดพ้นจากกรอบเก่าๆ
กรอบที่ยึดติด ที่กักขังพวกเขาไว้ตั้งแต่สมัยโบราณ
ทำให้พวกเขารู้จักพัฒนาสิ่งอื่นๆตามมา
จากการอ้อนวอนขอฝน ก็พัฒนาเป็น การสร้างฝนเทียม
ตลอดจนการสร้างเขื่อนที่มีมาเป็นร้อยๆปีก่อนคริสต์ศตวรรษ
เพราะผลของ สิ่งที่คนจีนคิดว่า มันไม่น่าเป็นไปได้
แต่มันกลับสำเร็จขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างใหญ่โตของ กำแพงเมืองจีน
ผมคิดว่า กำแพงเมืองจีนทำให้คนจีน เชื่อว่า

สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันสามารถเป็นไปได้

และแน่นอนมันมีผลต่อสิ่งต่างๆต่อมาของการคิดค้นไม่ว่าจะในตัวจีนเอง
หรือกระทั้งต่อโลกของเรา
*
*
แต่ผมไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่ง
ในสิ่งที่ผมต้องเจอตั้งแต่ผมเลือกเข้าเรียนที่คณะนี้
ผู้คนที่เคยรักใคร่ผมถึงได้เปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้
ทั้งพ่อแม่ที่แต่ก่อนเคยเอาใจใส่ผม ภูมิใจในตัวผม
กลับเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ตอนท่านรู้ว่าผมแอบเลือกแอดมิดชั่นคณะประวัติศาสตร์ไว้เป็นอับดับที่หนึ่ง
ท่านทั้งสองได้ตวาด และเกี้ยวกราดผมอย่างหนัก
ผมยังจำคำของพ่อ และแม่ในวันนั้นได้

"หากแกคิดจะเข้าคณะนี้ พ่อจะไม่สนใจใยดีอะไรแกอีก"
"ทำไมลูกทำให้แม่ผิดหวังขนาดนี้ ทำไมถึงเลือกคณะที่คะแนนต่ำแบบนี้
ทั้งๆที่ลูกมีคะแนนสูงมากขนาดที่จะได้คณะแพทย์ หรือวิศวะ อย่างแน่นอนอยู่แล้ว"

แต่ไม่ว่าผมจะโต้เถียงกลับไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ไม่ว่าจะด้วยความชอบ หรือรักที่จะเรียนมันขนาดไหน

ผมก็ต้องเจอเหตุผลเดิมๆของพ่อ และแม่ตามมาเสมอ

"ไอ้ลูกไม่รักดี มึงโง่หรือเปล่า เรียนเพราะรักอย่างนั้นเรอะ แต่จบมามึงจะเป็นยังไง
อย่างมากก็แค่ครูประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย แล้วมึงจะทำอะไรกิน
จะเอาเงินที่ไหนแดก
โลกแห่งความจริงมันมีเพียงเงินเท่านั้นที่ครองโลก
จำคำของพ่อมึงเอาไว้นะ"


"ทำไมลูกถึงไม่เรียนแพทย์ ลูกไม่รู้เหรอว่า แม่อยากให้ลูกเรียนมากขนาดไหน
ลูกไม่อยากให้คนทั่วไปนับถือลูกหรือ พ่อกับแม่จะได้มีหน้ามีตากับพวกเพื่อนฝูงด้วย
ว่ามีลูกเรียน แพทย์ ทำเพื่อแม่ไม่ได้เหรอลูก"

แต่ถึงจะกี่ร้อยเหตุผลจากพ่อกับแม่ ผมก็ยังยืนกราน และแน่วแน่ในการเรียนประวัติศาสตร์
แม้ผลที่ตามมาหลังจากนั้น พ่อแม่ของผมจะสนใจ และพูดคุยกับผมน้อยลงกว่าเดิมมาก
ท่านเอาเวลาไปคุยกับน้องชายคนเล็กที่ยังอายุน้อยของผม
แถมเหมือนท่านกำลังป้อนยากล่อมประสาทเด็กใส่เข้าไปที่น้องของผม
มันคงเป็น
ยาแห่งความคิดอันเป็นผู้ใหญ่ ที่อยากให้ลูกได้ดีกระมัง

แต่ถึงกระนั้นที่ผมมาเรียนที่คณะนี้ บางสิ่งบางอย่างที่ผมตั้งใจ และคาดหวังไว้
มันอาจเกิดการผิดพลาด และพังทลายลงบ้าง
ไม่ว่าจะอาจารย์หัวหน้าสาขาประวัติศาสตร์ ที่ผมมีเรียนกับท่าน
มันทำให้ผมรู้สึกเซ็ง และแย่ เหมือนตอนที่ผมกำลังเรียนชั้นมัธยมต้น-มัธยมปลาย
เพราะเบื่อระบบการสอนของเมืองไทยในช่วงชั้นนั้นมาก

การสอนแบบรับจากผู้ให้ฝ่ายเดียว
เพียงจดจำ เข้าใจ แต่ไม่ได้คิดอะไรเลย
ผมรู้สึกว่าระบบการสอนแบบนี้
ยิ่งเรียน มันเหมือนทำให้ผมยิ่ง โง่มากขึ้นเท่านั้น

แต่ผมก็ไม่นึกว่า ผมจะต้องมาเจอแบบนี้อีกในตอนเรียนมหาวิทยาลัย
อาจารย์เกือบครึ่งค่อนคณะที่ผมเรียนมาร่วมสองปี
มีเพียงไม่กี่ท่านที่ผมชอบ และศรัทธา
เพราะท่านสอนให้นิสิตผู้รับสาร รู้จักคิดตาม และตั้งข้อสงสัยไปตลอดการสอน
นอกนั้นที่ผมเห็นก็แค่การ ฉายสไลท์แผ่นใส จดๆจำๆ
เพื่อไปสอบ มันมีเพียงเท่านี้...
แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่ได้ทำอะไร และยอมที่จะเป็นไปตามเกมที่เหมือนจะถูกระบุไว้
โดยแน่ชัดจากอาจารย์ผู้สอน

ผมเคยไปคุยกับท่านอาจารย์หัวหน้าสาขาวิชา
กับสิ่งที่ผมรู้สึก
ผมเพียงพูดกับท่านดีๆในเชิงของ การแสดงความคิดเห็น ซึ่งไม่น่าจะมีผิด หรือถูก
ในสิ่งที่ผมอยากให้ท่านสอน และแนะแนวทางในการคิดให้บ้าง

ให้แทรกเข้าไปกับการสอนด้วยแผ่นสไลท์ และเลคเชอร์จดไปวันๆบ้างก็ยังดี
แต่ท่านกลับตอกผมกลับอย่างแรง

"ทำไมเธอถึงก้าวร้าวกับครูบาอาจารย์แบบนี้ ฉันอายุเท่าไรแล้ว
เกิดก่อนเธอไม่สิ ฉันเกิดก่อนแม่เธอ ไม่รู้กี่ปีแล้วด้วยซ้ำ
อาบน้ำร้อนมาก่อนแกมานักต่อนักแล้ว
อย่าคิดสะเออะมาแนะนำอะไรฉันอีก
ไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม"

ผมรู้สึกช็อคกับครั้งแรกที่ผมได้ยินประโยคนี้จากปากของหัวหน้าภาควิชามาก
ผมเพียงต้องการแนะนำ และแสดงความคิดเห็นเท่านั้น
แต่ที่ท่านทำเหมือนผมไปล่วงเกินท่าน
หรือเด็กไทยจะไม่มีสิทธิมีเสียงในการออกความคิดเห็นใดๆต่อผู้ใหญ่ หรือต่อบ้านเมืองกันนะ
และไม่ใช่เพียงแค่คำด่าแล้วจบ หลังจากนั้นในคาบ หรือวิชาที่ผมต้องเรียนกับท่าน
ผมจะต้องเจอคำพูดเสียดสีแดกดันมากมาย
หรือกระทั้งการให้คะแนนข้อสอบที่ดูท่าจะน้อยเกินปกติที่ผมควรจะได้
*
*
ผมรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างบอกไม่ถูกบ่อยครั้ง
เช่นเดียวกับช่วงเวลานี้
ผมกำลังเดินกลับบ้าน
และในช่วงไหนที่ผมรู้สึกเบื่อหน่าย
ผมจะมีที่ๆผมอยากไปอยู่ที่หนึ่ง
ในครึ่งทางของมหาวิทยาลัยของผม กับ บ้านของผม
มีร้านขายของเก่าอยู่ร้านหนึ่ง แต่มันอาจเป็นร้านที่แปลกสักหน่อย
เพราะมันเป็นร้านที่ขายสินค้าเพียงประเภทเดียว
สินค้าที่ว่า นั่นคือ


กระจก

ผมชอบเข้าไปคุยกับเจ้าของร้านที่ดูจะเป็นผู้หญิงอายุราวๆสักสามสิบกว่าๆ
เธอเป็นคนมีความรู้ และความคิดในทางเชิงประวัติศาสตร์ดีมาก
ดีมากซะจนผมตกใจ ผมมักจะถามเธอทุกครั้งว่า

พี่รู้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร
พี่เป็นคนที่เกิดในสมัยนี้จริงๆหรือ

และทุกครั้งๆที่ผมถามแบบนี้ พี่เจ้าของร้าน เธอมักจะหัวเราะออกมาเบาๆ
แล้วตอบผมกลับเสมอว่า

"บางทีพี่อาจเป็นจุดบอดของประวัติศาสตร์ก็เป็นไปได้กระมัง"

นอกจากประวัติศาสตร์แล้ว
ผมมักจะเข้าไปพูดคุย และระบายกับเธอทุกครั้ง

ไม่ว่าจะเรื่องพ่อแม่ คณะ หรือเรื่องเพื่อนร่วมคณะ
ที่ไม่เคยมีความคิดอยากเรียนคณะประวัติศาสตร์เลย
พวกเขาเพียงเข้ามาเพื่อให้ได้ขึ้นชื่อว่า
จบจาก มหาวิทยาลัยรัฐบาล เพียงเท่านั้น

เช่นเดียวกับความเบื่อหน่ายของผมในวันนี้
ผมเดินเข้าไปในร้านของเธอ

บรรยากาศของร้านยังเต็มไปด้วยความขลัง
อาจจะเพราะความมืดสลัวแล้ว
มันยังเงียบสนิท ไร้ผู้คน
และเต็มไปด้วยกระจกเก่าแก่น้อยใหญ่มากมาย
ผมลองเรียกชื่อพี่เจ้าของร้าน

"พี่ต้อง นี่ผมชินเองนะ พี่อยู่ในร้านหรือเปล่าครับ"

แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากพี่เขา
แต่ถึงกระนั้นผมคว้าไฟฉายขนาดไม่ใหญ่นักที่ตั้งอยู่หน้าร้าน
ไม่ใช่อะไรหรอก บางทีผมชอบใช้ไฟฉาย
มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังค้นหาสมบัติในร้านที่มีแต่ของเก่าๆแบบนี้
ดูน่าสนุกชอบกล...
ผมเดินดูของในร้านไปเรื่อยๆ

เพราะ พี่ต้อง เจ้าของร้าน
เธออนุญาตให้ผมเข้ามานั่งเล่น เดินเล่น

ในร้านได้ตลอดเวลา หรือกระทั่งมานอนค้างที่ร้านก็ยังได้

ผมเดินดูกระจกไปตามทางในร้านไปเรื่อยๆ
โดยใช้แสงของไฟฉายส่องไปมา
จนเดินมาถึงมุมซ้ายสุดของด้านในร้าน
ก่อนที่เท้าข้างหนึ่งของผมจะเดินเหยียบเชือกรองเท้าผ้าใบอีกข้างของตัวเอง
แต่ตรงหน้าผม
มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมไม่ครุ่นตา
กระจกที่ผมไม่เคยเห็นในร้านมาก่อน
มันเป็นกระจกขนาดไม่ใหญ่นัก ประมาณครึ่งตัวของคน
ตัวกรอบของกระจกเป็นสีทองลายปรำปะรา มันถลอกไปมากพอควรตามอายุของมันที่น่าจะมากโข
ผมยืนดูกระจกบานนั้น บางส่วนของบานกระจกแตกหักหายไปบ้างเล็กน้อย
แต่ก่อนหน้าที่ผมจะเข้าไปส่องมันใกล้ๆ ผมก้มตัวลงไปหน้ากระจก
พร้อมกับผูกเชือกรองเท้าผ้าใบข้างที่ผมเหยียบเมื่อตะกี้
ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นมา พร้อมกับนำไฟฉายส่องเข้าไปที่กระจกบานนั้น
และผมก็ต้องตกใจถึงขีดสุด

ภาพที่ผมเห็นจากการสะท้อนของกระจก
มันคือใบหน้าผม ครึ่งตัวของผมตามปกติ
แต่ที่ผมตกใจคือ มีบางสิ่งบางอย่างมันติด และเกาะอยู่ที่ด้านหลังของผม
ตัวอะไรบางอย่าง ร่างกายคล้ายๆมนุษย์
เพียงแต่ลำตัว แขนขาของมันเล็ก ผอมแห้ง สีของร่างกายมันเป็นสีเทา
หัวของมันโล้น มันไม่มีคิ้ว มันไม่มีจมูก ปากของมันสีขาว เปลือกตาของมันปิดอยู่
ตัวของมันติดอยู่กับหลังของผม

ในสภาพที่มันยืน และคอของมันเอียงเหมือนกำลังหลับอยู่

ผมตกใจ พร้อมกับร้องตะโกนลั่นร้าน
ไฟฉายร่วงหล่นลงพื้น

"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก"

ขาของผมอ่อน ผมทรุดตัวนั่งลง
ผมพยายามที่จะจับหลังของตัวเอง และเอาตัวสีเทาน่าเกลียดนั่นออกจากตัวของผม
แต่เมื่อผมสัมผัสเข้าไปที่หลังของผม มันไม่มีสิ่งใดเลย...
มันว่างเปล่า

ก่อนที่ประตูสู่หลังร้านจะเปิดออก

"เป็นอะไรไปชิน" พี่ต้องเจ้าของร้านวิ่งออกมาจากด้านหลังของร้าน

"พี่ต้องครับ ผมเห็นบางสิ่งบางอย่างในกระจกบานนี้" ผมพูดขณะตัวสั่นด้วยความกลัว
พร้อมกับเอามือชี้ไปที่หน้ากระจกบานนั้น ถึงตอนนี้ภายในความมืดไม่มีตัวอะไรในกระจกอีกแล้ว

"อ๋อ....ชินไม่ต้องตกใจไป ดูที่กระจกดีๆอีกทีนะ พี่จะส่องให้ชินดู"

พี่ต้องพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
ที่กระจกบานนั้น สะท้อนภาพในสิ่งที่ผมเห็นตะกี้
ก่อนจะทำอะไร พี่ต้องก็เดินไปกดเปิดสวิทซ์ไฟนีออน

และผมจะมองไปที่กระจก และเห็นตัวแบบเดียวกันที่ติดอยู่ที่หลังของผม
มันก็เกาะอยู่ที่หลังของพี่ต้องเช่นกัน เพียงแต่มันตัวเล็กกว่าตัวของผม

"พี่ต้องมันคือตัวอะไรครับ"

ผมหายจากการตัวสั่นด้วยความกลัวขึ้นมาบ้าง
เพราะอย่างน้อยไอ้ตัวประหลาดที่เกาะติดผม
นั้นมันก็ไม่ได้เกาะผมอยู่เพียงคนเดียว

"มันคือ Grey (ตัวสีเทา) ค่ะน้องชิน" พี่เขาตอบกลับมา

"สีเทา...ตัวสีเทาเหรอครับพี่ และมันคืออะไร ทำไมมันถึงเกาะอยู่หลังผม กับพี่ต้อง
หรือเพราะกระจกบานนี้มันผิดปกติ"

"ไม่หรอกมันคือสิ่งที่ตาของคนเรามองไม่เห็นเองต่างหาก
แต่กระจกบานนี้สามารถสะท้อน และทำให้เรามองเห็นมันได้

แต่มีข้อแม้ ต้องส่องมันเฉพาะตอนที่มีแสงเท่านั้นถึงจะเห็นมัน
ไม่ว่าจะแสงจากดวงอาทิตย์ หรือแสงจากหลอดไฟนีออน

แต่ว่าจะให้พี่กำหนดนิยามมันอย่างไรดี...ว่ามันคือตัวอะไร....อืม"

พี่ต้องเงียบเหมือนกำลังครุ่นคิดไปชั่วขณะ ก่อนที่จะพูดอะไรออกมาอีกครั้ง

ตามความต้องการของพี่ พี่ไม่อยากบอกชินว่ามันคืออะไร
พี่อยากให้ชินทราบ และรู้ว่ามันคืออะไรด้วยตัวของชินเอง

แต่ตัวสีเทานี้มันเกาะ และติดกับคนทั่วทั้งโลกเลย รวมถึงที่เมืองไทยนี้ด้วย

"พี่ต้องให้คนมาส่องกระจกบานนี้บ่อยหรือครับ ถึงเห็นตัวสีเทาของพวกเขา"
"เปล่าหรอก พี่เอาบางส่วนของกระจกบานนี้ไปสังเคราะห์กับอะไรบางอย่าง
ผสมกับด้านหน้าของคอนแทคเลนส์ เพียงเล็กน้อย
ทำให้ไม่มีผลต่อการมองเห็น
แล้วสวมมันเข้าที่ดวงตาพี่ พี่เลยมองเห็นเหมือนที่กระจกสะท้อนออกมา
แต่ก็เช่นกันมีข้อแม้เฉพาะตอนที่มีแสงเท่านั้น"


ความอยากรู้อยากเห็นของผมในตอนนี้ มันกระสันมากกว่าทุกที
ผมฟังแล้วก็ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่พี่เขาบอกนัก
เพราะวิจารญาณของผม มักต้องพิสูจน์ด้วยตัวของผมเอง
มากกว่าการที่
ให้ใครมาบอก

เอานี่" พี่ต้องพูดพลางควักบางสิ่งบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
มันคือ คอนแทคเลนส์ พี่เขาส่งมันมาให้ผม

"ถ้าสงสัยอะไร ก็ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง ให้เห็นแจ้งรู้ชัดกับตาของเราเอง
พี่รู้นิสัยเราดีจากการที่เราคุยกันบ่อยๆ"

พี่ต้องขอตัวกลับไปหลังร้าน เพื่อทำอาหารเย็นต่อ
และผมออกจากร้าน เพื่อเดินกลับบ้าน
พร้อมคอนแทคเลนส์คู่หนึ่งที่ได้จากร้าน
*
*
ผมใช้กุญแจไขประตูบ้าน
บ้านทาวเฮาส์เล็กๆขนาดสี่ชั้น
พร้อมเปิดประตูเข้าไป
เหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือเวลาหกโมงสิบนาที

"ผมกลับมาแล้วนะครับ คุณพ่อ คุณแม่"

ผมพูดออกไป
แต่ไม่มีเสียงขานรับใดๆตอบกลับมา
ถ้าหากเป็นเมื่อก่อน พ่อ หรือแม่ก็คงถือน้ำดื่มเย็นๆมาให้


ผมเดินขึ้นไปที่ชั้นสองเข้าไปในห้องของผม
ผมกดเปิดสวิตซ์ไฟตรงผนังห้อง
เดินเข้าไปหน้าตู้เสื้อผ้าที่มีกระจกบานธรรมดาขนาดไม่ใหญ่มากติดอยู่
ผมมองไปที่กระจก ด้านหลังของผมยังว่างเปล่าปกติ
ก่อนที่ผมจะบรรจงใส่คอนแทคเลนส์ที่ได้มาจากพี่ต้องเจ้าของร้าน
และส่องมันอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมเห็นไอ้ตัว สีเทาตัวเล็กๆ เกาะอยู่ที่หลังผมแล้ว
จนถึงบัดนี้มันก็ยังเหมือนจะหลับใหลอยู่

"เกาะๆ" เสียงเคาะประตูดังขึ้น

ผมเปิดประตูออกไป
เห็นน้องคนเล็กผมที่อายุประมาณสิบเอ็ดขวบ
ที่บัดนี้มีไอ้ตัว สีเทา นั้นเกาะอยู่ที่หลังเหมือนกับผม
แต่น่าแปลกที่ตัวของน้องผม มันเท่าๆกับตัวที่เกาะที่หลังของผมเลย
ทั้งๆที่มันน่าจะตัวเล็กกว่า เมื่อเทียบกับขนาดร่างกายของผม และน้อง

"พี่ชินครับ แม่กับพ่อให้ลงไปกินข้าวที่โต๊ะอาหารได้แล้วครับ"
น้องผมพูดก่อนที่จะเดินลงบันไดไป

ผมเดินตามน้องลงไป ตรงไปที่โต๊ะอาหาร
แต่มีบางสิ่งบางอย่างทำให้ผมต้องตกใจอีกครั้ง
ตัวสีเทา มันเกาะที่พ่อกับแม่ของผม
มันคงแปลก ที่ผมตกใจ ถ้าหากมันไม่ตัวใหญ่มากขนาดนี้
มันตัวใหญ่เท่าร่างกายจริงๆของ พ่อ และแม่ของผมเลย

ผมนั่งลงบนเก้าอี้ของโต๊ะอาหาร
แต่สายตาของผมไม่ได้อยู่ที่บนโต๊ะอาหารเท่าไรนัก
สายตาของผมยังคงจดจ้องมองไปที่ตัวสีเทาตัวใหญ่สองตัวนั้นของพ่อ และแม่

พวกเราทั้งครอบครัวนั่งกินอาหารกัน
และมันก็เป็นไปตามปกติ พ่อ กับแม่พูดคุยกับน้องอยู่คนเดียว
มันเริ่มเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่ผมแอดมิดชั่นเข้าคณะประวัติศาสตร์

"ลูกเชน กินกับข้าวเยอะๆนะจ๊ะ"
"โตขึ้นจะได้ฉลาดๆ แล้วจะได้รู้จัก ทดแทนบุญคุณของพ่อแม่"

ผมเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ดวงตาของตัวสีเทาของพ่อและแม่
มีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป พวกมันลืมตา...
ตาทั้งสองข้างของมัน นัยน์ตาเต็มไปด้วยสีขาว แต่มีจุดสีแดงสดเล็กๆอยู่กึ่งกลาง

"พ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณที่สุดในชีวิตของคนเรารู้มั้ยเชน
เพราะฉะนั้นไม่ว่าพ่อแม่บอก หรือคาดหวังอะไรลูกต้องทำตามทุกอย่างนะจ๊ะ"

ผมตกใจถึงขีดสุด ตัวสีเทาของพ่อ และแม่อ้าปาก
มันพ่นสาย เหมือนสายใยสีเทาอะไรบางอย่างออกมาจากปาก
สายใยนั้นมันตรงไปยังจุดเดียวกัน
ที่กระหม่อมส่วนหัวของตัวสีเทาของน้องเชน น้องชายของผม


"เชนดูนี่สิ วารสารการแพทย์ และการทดลองทางชีวะ พ่อซื้อมาให้เชนเลยนะ"
พ่อพูดพร้อมหยิบหนังสือสองเล่มออกมาจากกระเป๋าข้างใต้
บทสนทนายังคงดำเนินต่อไป

สายใยที่พ่นจากตัวสีเทาของพ่อ และแม่ก็ยังคงเกาะติดที่ส่วนหัวของตัวสีเทาของน้อง
มันเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ภายในสายใยสีเทาที่ส่งต่อจากตัวสีเทาของพ่อ และแม่
ไปยังตัวสีเทาของน้องผม
ทำให้ตัวสีเทาของน้องผม โตขึ้น โตขึ้น มันเหมือนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย


ผมอึ้งในสิ่งที่เห็นก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้ และตรงไปที่ห้องนอนผมอย่างรวดเร็ว
พร้อมเสียงตามหลัง

"ช่างมันเถอะ ยังไงไอ้ลูกคนนั้นมันก็เลี้ยงเสียข้าวสุกอยู่แล้ว"

ผมปิดประตูทบทวนในสิ่งที่ผมเห็น
หรือนั้นคือ อะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น....
ผมกดขมับตัวเอง...ก่อนที่จะตรงขึ้นไปนอนบนเตียง
ขบคิดอะไรบางอย่าง....
*
*
ตอนเช้าตื่นขึ้นมา
ผมแต่งตัวด้วยชุดนิสิตเพื่อไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเช่นเคย
วันนี้มีวิชาที่ผมไม่ค่อยชอบมากนัก
สืบเนื่องมาจากผู้สอน คือ หัวหน้าสาขาวิชา นั่นเอง
ผมเดินออกจากบ้าน และเดินไปขึ้นรถเมล์ที่ป้าย
ตลอดเวลาในตาของผมยังคงมีคอนแทคเลนส์ที่ได้มาจากพี่ต้อง
และแน่นอน ผมเห็นตัวสีเทาที่ติด เกาะร่างกายของคนทุกคน
ซึ่งส่วนมากที่ผมเห็น ตัวของมันมักจะใหญ่พอๆกับร่างกายของคนๆนั้นเป็นส่วนใหญ่
มีเพียงน้อยมากที่จะตัวเล็กๆเท่ากับตัวของผม

ผมมาถึงตึกคณะที่ผมมีเรียน
การสังเกตตัวสีเทาในระหว่างการเดินทาง
ทำให้ผมมาถึงห้องเรียนสาย
มันเป็นห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่
ที่นั่งของนิสิตเป็นสโลป
มีโต๊ะอาจารย์ตั้งอยู่หน้าสุดตรงกลาง

ผมเปิดประตูเพื่อจะเข้าไป แต่แล้วผมก็ต้องตกใจถึงขีดสุด
ภาพที่ผมเห็น
ตัวสีเทาขนาดใหญ่เท่าตัวอาจารย์หัวหน้าสาขา

มันปล่อยสายใยสีเทาแพร่กระจายไปทั่วห้อง ไปยังนิสิตคณะที่นั่งเรียนอยู่
ที่สำคัญ ....ตัวสีเทาของนิสิตส่วนใหญ่รับสายใยสีเทานั้นจากตัวสีเทาของหัวหน้าสาขาวิชา
และพวกมันตื่นอยู่ ไม่ได้หลับใหล
พวกมันเอามือสองข้างอันผอมแห้งของมัน
ปิดปากนิสิตที่กำลังเรียนอยู่....
ภาพที่เห็นทำผมทั้งขนลุกด้วยความสยอง และ
ขบคิดในการการกระทำของพวกมัน


ผมเดินไปนั่งลงใกล้ๆกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม
ไอ้ชุน เพื่อนผู้ชาย ผู้ที่ดูจะสนใจประวัติศาสตร์คล้ายๆกับผมบ้าง
แต่มันเป็นคนตัวใหญ่ แต่ขี้ป็อด และใจร้อน นั่นคือข้อเสียของมัน
ตัวสีเทาที่ติดอยู่ที่หลังของไอ้ชุนตัวใหญ่กว่าผมเพียงเล็กน้อย

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมไม่มีกะจิตกะใจที่จะฟัง และเรียนในสิ่งตรงหน้า
เพราะสายตาของผมมองไปยังตัวสีเทามากมายของทุกคนที่อยู่ในห้อง

"นักเรียนคิดว่า ทำไมกัมพูชาถึงมีการทะเลาะขัดแย้ง สงครามกลางเมืองบ่อยครั้ง
อะ ครูถามคำถามแล้วนะ เผื่อนิสิตบางคนจะไม่พอใจกับการสอนของครู"

คำถามประชดประชันมาจากอาจารย์หัวหน้าภาคที่สอนอยู่เบื้องหน้า
แต่สิ่งที่ผมคิดตอนนี้มันไม่มีสิ่งที่เขาสอน หรือคำถามของเขา
มันไม่อยู่ในหัวของผมเลย...


เสียงของนิสิตในห้องเงียบกริบ

"เห้ยไอ้ชิน ทำไมมึงไม่ตอบวะ มึงเก่งอะมึงตอบดิ"
"กูไม่ได้เรียน...มึงตอบที" ผมบอกไอ้ชุนกลับไป
"ไอ้บ้า ไม่เอาอะ เดี๋ยวกูตอบผิด ขายหน้าคนอื่นแย่ อีกอย่างกูอายวะ"

มันพูดบอกผม พร้อมนิ่งเฉย แต่ภาพที่เห็น
ตัวสีเทาของไอ้ชุน ลืมตาขึ้นมา พร้อมกับเอามือทั้งสองข้างของมันปิดปากไอ้ชุนเอาไว้...

สิ่งตรงหน้าที่ผมเห็นจากไอ้ชุน ยิ่งทำให้ผมครุ่นคิดไปใหญ่

"ไม่มีใครตอบเลย แม้แต่ นายวลิต สงสัยครูคงไม่ต้องถามอีกแล้วล่ะมั้ง"

อาจารย์หัวหน้าสาขายังคงพูดแดกดันผม
แต่ตอนนี้ผมไม่มีกะจิตกะใจที่จะพูดแก้ตัว ตอบโต้ หรืออะไร
ผมยังคงนั่งเงียบไปจนหมดชั่วโมง

"เห้ยไอ้ชิน วันนี้มึงเป็นเหี้ยอะไรป้ะวะ กูเห็นมึงเงียบมาทั้งคาบ
ปกติมึงไม่เป็นแบบนี้นิ มึงคอยยกมือถามอาจารย์ในสิ่งที่มึงสงสัย
ในสิ่งที่มึงอยากรู้ นอกบทเรียนเสมอ วันนี้มึงเป็นอะไร เครียดอะไรหรือเปล่าวะ"

ไอ้ชุนพูดกับผม

"ไม่เป็นไรเว้ย กูแค่เพลียๆ เมื่อคืนนอนดึกว่ะ
เห้ยวันนี้กูขอตัวก่อนนะ อยากนอนเต็มที่แล้วว่ะ"
ผมแกล้งพูดไป

ผมเดินแยกจากไอ้ชุนบนชั้นตึกเรียน
ก่อนที่จะเดินลงบันได
เจอนิสิตหญิงสองคนเดินสวน

"เห้ยแก ไอ้เป้ย อะแม่งทำศัลยกรรมว่ะ จริงๆแม่งไม่ได้สวยหรอก เราว่า"
แม่งไม่สวยจริงนี่หว่า

ผมได้ยินสิ่งที่นิสิตหญิงคนหนึ่งบอกเพื่อนไป
มันทำให้ผมหยุดครุ่นคิดถึงแต่ไอ้เรื่องตัวสีเทาไปได้สักพักหนึ่ง
พร้อมกับความคิดในหัวว่า

คนไทยนี่แปลก ทีดาราไทยทำศัลยกรรมนี่โจมตีด่า
แต่ดารา-นักร้องเกาหลีทำนี่ ไม่มีการตอบโต้ แถมชมเสมอว่า สวย หล่อ
ปกป้องเขายิ่งกว่า พ่อแม่ตัวเองอีกแม่ง
หรือเพราะไม่มีการสร้างชาตินิยม ถึงได้ดูถูกประเทศตัวเอง
แต่ไปชื่นชมของนอกกันขนาดนั้น

ผมเดินลงมาจนถึงใต้ตึกคณะ
ใต้ตึกคณะมีโทรทัศน์ที่ติดอยู่ตรงที่นั่งของนิสิต
ประมาณ สามถึงสี่เครื่อง

ผมหยุดนั่งลงบนเก้าอี้
พร้อมมองไปที่โทรทัศน์ ทั้งสามเครื่องเปิดช่องเดียวกัน
มันคือ การกล่าวปราสัยของนายกรัฐมนตรี

ผมเหลือบไปเห็นนายกกำลังพูด
พร้อมตกใจถึงขีดสุด
ตัวสีเทาของนายก คือตัวสีเทา ที่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา
และ ระหว่างที่นายกกำลังพูด
ตัวสีเทาขนาดใหญ่ที่เกินร่างของท่านนั้น กำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่หูของนายก
ตลอดเวลา....

ความจริงผมไม่เคยรู้สึกชื่นชอบนายกคนนี้เลย
นายกคนนี้รัฐประหารยึดอำนาจขึ้นมาจากรัฐบาลชุดก่อน
อีกทั้งยังเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เพื่อให้ตัวเองพ้นผิดเสมอ
ทำสิ่งที่ผิดให้กลายเป็นถูก...
ไม่ว่าจะการทำร้าย หรือฆ่าพวกคนประท้วงที่ไม่เห็นด้วยกับตน

ผมดูไปได้สักพัก
ผมทุบลงไปที่โต๊ะอย่างแรง
ผมทนไม่ไหวแล้ว


คนรอบข้างหันมามองผมด้วยความหวาดๆ
ผมลุกขึ้น พร้อมกับเดินออกไป
ไปยังที่ๆทำให้ผมเห็นตัวสีเทาเหล่านี้
*
*
ผมเดินเข้าไปในร้านขายของเก่า
เจอพี่ต้องอยู่ในร้าน

"พี่ต้องครับ" ผมเรียกพี่เขา

"ว่าไงชิน ได้เห็นตัวสีเทามากมายที่เกาะอยู่บนหลัง
คนกรุงเทพแล้วหรือยัง"

"เห็นแล้วครับ"
แล้วรู้หรือยังว่ามันคืออะไร
คิดว่า...รู้แล้วครับ...เอ่อพี่ต้องครับ

"หือ"

"พี่ต้องผมอยากให้คนอื่นรู้ถึง Grey (ตัวสีเทา) ที่เกาะติดอยู่ที่หลังของพวกเขา

พวกเขาจะได้คิด และทำให้ตัวเองเป็นอิสระทางความคิดมากกว่านี้
ผมว่าประเทศไทยถูกค่านิยม รากเหง้าเก่าๆที่กักขังพวกเราไว้มากเกินไป
ทำตามประเทศที่พัฒนาทุกรูปแบบจนขาดความคิด ของตนเอง
ที่ผมพูดไม่ใช่เพราะผมมีความคิดดีประเสริฐกว่าคนอื่นนะครับ
ผมไม่ได้เก่ง หรือฉลาดไปกว่าใครเลย แต่ผมอยากจะช่วยพวกเรา

พี่ต้องผมขอยืมกระจกบานที่ส่องแล้วเห็นตัวสีเทาหน่อยได้มั้ยครับ"

"ถ้าเพียงให้ยืม พี่ให้ได้เสมอ แต่เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
คนๆเดียวไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอกนะ
ยิ่งอยู่ในประเทศประชาธิปไตยแบบนี้..."

"ผมว่าประเทศไทยก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยเท่าไรหรอก
ผมว่าตัวของคนไทยเองมีความเป็นเผด็จการลึกๆ
มันลึกมากกว่าประชาธิปไตยในตัวคนไทยเสียอีก
พวกเราชอบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แล้วตัดสินคนอื่น

ผมว่าพวกผู้นำพยายามที่จะให้คนไทยคิดแต่อยู่ในกรอบ
อย่างกรณีของกระทรวงวัฒนธรรม ที่แทนที่จะส่งเสริมความหลากหลายของวัฒนธรรมให้อยู่ร่วมกันได้
แต่ไม่ กระทรวงกลับคิดกรอบขึ้นมา และพยายามให้วัฒนธรรมทั้งประเทศเหมือนกันหมด


แม้กระทั้งการเซนเซอร์ ผมมองว่าคนเซนเซอร์ในเมืองไทยนั้น
นอกจากจะตัดสินคนอื่นจากตัวเองแล้ว ยังจิตใจคับแคบอีก
พวกเขามองสิ่งที่
ดี เป็นอย่างเดียวคือ ความดีงาม
ทั้งๆที่มันมีสิ่งที่ดีบนโลกนี้หลายรูปแบบ
เฉกเช่นเดียวกับดนตรี ว่าทำไมถึง ต้องมีเพลงเเจ๊ส
,เพลงร็อค ,เพลงพ็อพ
ทำไมถึงไม่มีเพลงสไตล์ใด สไตล์หนึ่งเพียงแบบเดียว

หรืออย่างตอนแอดมิดชั่น เด็กทั้งประเทศไม่เห็นด้วยกับระบบใหม่
แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่มติประชุมของ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
ผมว่ามันเป็น อธิการบดีธิปไตย มากกว่า ประชาธิปไตย เสียอีก

นิสัยอย่างหนึ่งที่ผมเกลียดเสมอของพวกผู้นำของรัฐบาล
ก็คือ การเอาตัวเองไปตัดสินชีวิตคนอื่น โดยไม่ฟังเสียงของพวกเขาเลย"

"แล้วกับการที่คนอื่นเห็นตัวสีเทา
แล้วมันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเหรอชิน
ค่านิยมมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงได้ ภายในเวลาไม่กี่ปีนะ
มันต้องเปลี่ยนเป็นศตวรรษ บางค่านิยมกว่ามันจะสูญหายไป
มันอาจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโคตรเลยนะ" พี่ต้องตอบ

"แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร มันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อะไรทุกอย่างบนโลกใบนี้มันก็ต้องเสี่ยงอยู่แล้ว
ผมเชื่อว่า มีคนที่รู้เห็นถึงตัวสีเทาเหมือนกับผม และพี่ต้องอย่างแน่นอน
คงเป็นกลุ่มคนด้วย ไม่ใช่เพียงคนๆเดียว
เพียงแต่พวกเขาอาจไม่ได้ทำการอะไร และหากไม่ได้ทำอะไร
คิดแต่ไม่ได้ทำ คิดแต่เป็นไปไม่ได้มันก็ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรดีขึ้น
ดูดั่งกำแพงเมืองจีนสิครับพี่ต้อง...
มันยังเปลี่ยนความคิดของคน
จาก สิ่งที่เป็นไม่ได้ ให้เป็นไปได้แล้วเลย"
ผมพูดตอบพี่ต้องกลับไป


พี่ต้องนิ่งเงียบ

"นะครับพี่ต้อง ถ้าหากเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้น ผมจะไม่มีทางให้มัน
มาซัดทอด หรือมีผลถึงตัวพี่ต้องแน่นอนครับ"

พี่ต้องไปหยิบกระจกบานนั้นออกมา
พร้อมกับนำผ้าสีขาวห่อมันเอาไว้


"ถ้าหากจะทำสิ่งใด ไม่ต้องเป็นห่วงพี่
พี่บอกชินเสมออยู่แล้วไม่ใช่หรือว่า
พี่เป็นจุดบอดของประวัติศาสตร์"

นี่คือคำทิ้งท้ายของพี่ต้อง

ก่อนที่ผมจะพยักหน้ารับ และขอคอนแทคเลนส์อีกหนึ่งคู่จากพี่ต้อง
คอนแทคเลนส์สำหรับ
ไอ้ชุน
*
*
ผมข้ามถนนจนมาถึงสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ตรงหน้า
สิ่งปลูกสร้างบางอย่างที่ดูสวยงาม
รอบสี่ด้าน มีเสาสีครีมขาว สี่เสา รูปร่างคล้ายใบเรือ
รอบๆข้างสิ่งปลุกสร้างนั้นไม่ค่อยมีผู้คน

ผมเริ่มก้าวเท้าเข้าไปที่สิ่งปลูกสร้างตรงกลาง
พร้อมกับเริ่มปีนมันขึ้นไป พร้อมแขวนโทรโข่งไว้ที่บนบ่า
เช่นเดียวกันกับอีกคน เขาปีนไปพร้อมกับผม
พร้อมหนีบอะไรบางอย่างที่ห่อด้วยผ้าขาวเอาไว้ที่ซอกแขน


ในวันนั้นผมยังพูดคุยกับพี่ต้องต่อ

ผมยังสงสัยเกี่ยวกับตัวสีเทาครับพี่ต้อง
ถ้าหากตัวสีเทาคือค่านิยม และรากเหง้าแล้วนั้น
มนุษย์ที่เกิดมาทุกสังคมบนโลก ต้อง แบก ค่านิยม หรือรากเหง้า

ทั้งค่านิยมที่ดี และไม่ดีเอาไว้ ไม่มากก็น้อย มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะเราเกิดขึ้นมาในสังคม หลายๆสังคมรวมเป็นประเทศ

ตัวสีเทาที่ผมเห็นเกาะอยู่นั้นมันเหมือนการแสดงมันออกมาในแบบของ

รูปธรรม จากนามธรรมของค่านิยม และรากเหง้าที่เรามองไม่เห็นอีกที
ใช่มั้ยครับ เราคงไม่มีทางหลุดพ้นจากมันใช่มั้ยครับพี่ต้อง


ฉลาดมากชิน ที่ชินพูดมันใช่ทั้งหมด แต่เรื่องหลุดพ้นนั้นพี่ก็ไม่รู้ว่า
มีใครเคยหลุดจากตัวสีเทานั้นได้หรือเปล่า
ตามปกติ ตัวสีเทามันก็ไม่ทำอะไรหรอก มันเพียงแค่เกาะติดอยู่หลังของคนเท่านั้น

อาจมีผลต่อการกระทำบ้างนิดๆหน่อยๆ
แต่ถ้าค่านิยม หรือรากเหง้าของสังคมนั้นๆ
มีผลต่อมนุษย์ผู้นั้นเป็นอันมาก มากจนเป็นผลเสีย
สูญเสียอิสระในความคิดของตนจนมากเกินไป Grey มันก็จะสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรม
ทั้งการปิดปาก กระซิบ หรืออะไร

"ไอ้ชุน กูมีอะไรขอร้องให้มึงช่วยกูว่ะ
ในฐานะที่กูกับมึงคบกันเป็นเพื่อนสนิทมาสองปี
นี่เป็นครั้งแรกที่กูขอร้องมึง"

"อะไรวะ"

"มึงลองใส่คอนแทคเลนส์นี่ดูก่อน"

ผมส่งคอนแทคเลนส์ให้มัน ก่อนที่มันจะใส่
แล้วตกใจร้องลั่น เมื่อเห็นตัวสีเทาที่เกาะติดอยู่ที่หลังของผม
*
*
ผมกับไอ้ชุน ปีนขึ้นไปได้สัก หนึ่งส่วนสาม ของสิ่งปลูกสร้าง
ผู้คนรอบข้างบนถนน ในรถ เริ่มหันสายตามาที่ผมกับไอ้ชุน
*
*
ผมเล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวสีเทา
สิ่งที่ผมจะทำ
ให้ไอ้ชุนฟัง

กระจกที่กูได้มา มันคือกระจกที่สะท้อนให้เห็นตัวสีเทาเหล่านี้
มันจะส่องให้เห็นได้นั้นต้องมีแสงเป็นองค์ประกอบ

เมื่อกูยกมือให้สัญญาณ มึงแค่ถอดผ้าสีขาวออก
และยกมันขึ้นมา บริเวณที่เราจะทำการมันมีแสงจากสปอตไลท์
และรถยนต์ มากพออยู่แล้ว

ทันทีที่มันสะท้อนแสงจากเหล่าแสงนั้น
เข้าตาผู้คนรอบข้างแถวนั้น
พวกเขาก็จะเห็นตัวสีเทา เหมือนกับที่กูกับมึงเห็น
*
ผมกับไอ้ชุนปีนขึ้นไปจนสุดบนสิ่งปลูกสร้างนั้น
ผมยืนอยู่บนบางสิ่งบางอย่างสีทอง
บานสิ่งบางอย่างที่คล้ายพาน

บนสิ่งปลูกสร้างที่ผู้คนต่างเรียกกันว่า

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ที่บัดนี้ผู้คนรอบข้างเริ่มทยอยเข้ามาที่นี่
เพราะเห็นผมกับไอ้ชุนยืนอยู่ข้างบนนี้
ผมไม่รีรออะไร
ยกโทรโข่งขึ้นมาตะโกนสุดเสียง

"ท่านผู้เกิดบนแผ่นดินนี้ทั้งหลาย ท่านผู้เรียกตัวท่านเองว่าเป็น คนไทย
ได้โปรดฟังผมทางนี้"....

ผู้คนรอบข้างเริ่มทำท่ามึนงง
พวกเขาล้วนมีตัวสีเทาเกาะติดอยู่ที่หลัง

"ตลอดเวลาที่ท่านเกิดมา ท่านเคยคิดมั้ยว่า
ตัวท่านนั้นเป็นอิสระทางความคิดมากน้อยเท่าไร
เป็นตัวของตัวเองเพียงใด
มีสิ่งใดที่จะมาคอยปิดกั้นความคิดของท่านบ้างหรือไม่"

เวลาผ่านไปประมาณสิบนาที
หวอ หวอ
เสียงรถตำรวจเริ่มใกล้เข้ามา
และแน่นอนคงตรงมาที่ผม

"ผมอยากให้ทุกคนได้รู้
ในสิ่งที่อาจเรียกว่าค่านิยม และรากเหง้าที่มีผลเสีย
ผมไม่ได้บอกนะครับว่า ค่านิยม และรากเหง้าเป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด
มันมีทั้ง ค่านิยมที่เรียกว่า ดี และไม่ดี มันมีสองด้านเหมือนทุกสิ่ง"

ตำรวจเริ่มเข้ามาประจำการตรงหน้าอนุสาวรีย์ที่ผมกับไอ้ชุนยืนอยู่ข้างบน
ผมสังเกตถึงความกลัวของไอ้ชุน มันเริ่มตัวสั่น...
ตำรวจยกปืนขึ้น และเล็งมาที่ผม
พร้อมกับผมเอามีดสั้นขึ้นมาจ่อไว้ที่คอตัวเอง
ผมไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตาย
แต่มันเป็นวิธีที่จะห้ามไม่ให้ตำรวจเข้ามาขัดขวาง
ในสิ่งที่ผมจะกระทำได้

"เห้ยอย่าทำไรบ้าๆน่า ยังเด็กยังเล็ก
ลงมาจากข้างบนนั้นซะ โทษที่ทำในตอนนี้ยังไม่หนักหนาอะไรหรอก"

แต่ผมไม่สน ผมจะทำในสิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนรู้ต่อ

"ผมคิดว่าพวกเราถูกค่านิยม รากเหง้าที่มันฝังรากลึก
ในวัฒนธรรมไทย มันบีบเรามากจนเกินไป
บีบจนเราไม่เป็นอิสระต่อตนเอง
เราแคร์ค่านิยมเหล่านั้น มากกว่าจิตใจของตนเอง
มันถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องต่อสู้กับมัน
สู้กับมันสิ ไอ้ตัวสีเทาเหล่านั้น
ถีบมันออกไปจากตัวของเรา

ประกาศอิสรภาพ และให้อิสระแก่ตัวของพวกเรา"

ผมพูดจบ พร้อมกับเสียงของผู้คนรอบข้างที่ชุมนุมข้างล่าง
พวกเขาตะโกนโหวกเหวก

"อ๋อ มึงจะบอกว่า ผู้ใหญ่มันผิดใช่มั้ย สิ่งต่างๆเก่าๆที่ทำมามันไม่ดีพอสินะ"
เสียงผู้ใหญ่คนหนึ่งตะโกนขึ้นมา

"เปล่า นะครับ คือ...."

"เป็นเด็กเป็นเล็กคิดว่าตัวเองเป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหนวะ
มาพูดเรื่องราวด่าผู้ใหญ่ดูอายุของตัวเองเสียก่อน
ก้าวร้าว ห่าเด็กสมัยนี้" เสียงอีกเสียงตะโกนเข้ามา

และมีอีกหลายเสียง ทีนี้มันดังขึ้นไปอีก
ดังซะจนกลบเสียงโทรโข่งของผมมิด จนผมไม่สามารถที่จะพูดต่อในสิ่งที่ผมจะพูดได้

ผมมองไปข้างๆเห็นไอ้ชุน มันตื่นตระหนก ด้วยความกลัวมากกว่าเดิม เหงื่อมันไหลท่วมตัว
ก่อนที่ผมจะยกมือให้สัญญาณกับไอ้ชุน
เพราะพูดไปก็คงไม่มีประโยชน์
คงต้องให้พวกเขาเห็นด้วยตาของพวกเขาเอง
ไอ้ตัวสีเทาอันหนักอึ้งที่พวกเขาต่างแบกกันเอาไว้ตลอดเวลา

ไอ้ชุนถอดผ้าสีขาว ยกกระจกขึ้นมา
กระจกสะท้อนแสงจากไฟรถยนต์
และสปอตไลท์เบื้องล่างของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


มันสะท้อนได้สว่างจ้า อย่างน่าประหลาด

ผมรอจนแสงสว่างวูบหายไป
แต่แล้วภาพที่ผมเห็นเมื่อลืมตา

พวกคนเบื้องล่าง
พวกเขาล้วนเอามือทั้งสองข้างของตนเอง

มือของพวกเขาเอง...

ปิดตาของพวกเขาเองเอาไว้....
หาใช่มือของตัวสีเทาไม่...

พร้อมเบื้องหลัง ตัวสีเทาของพวกเขาลืมตา
พวกมันเพยิบปากสีขาวน่าเกลียดของพวกมัน
ยิ้มเยาะ ดูน่าขยะแขยง


นี่มันอะไรกัน...

"แสงบ้าอะไรวะ สว่างจ้า"
"มันมาจากไอ้เด็กเวรคนนี้ " คนๆหนึ่งเบื้องล่างชี้ไปทางไอ้ชุน

พวกคนที่ชุมนุมข้างล่าง ลุกฮือขึ้น
พร้อมกับวิ่งตรงเข้ามาที่ผม และไอ้ชุน


ก่อนที่ไอ้ชุนจะ ตัวสั่นอย่างหนักด้วยความกลัว
มือมันสั่นไปหมดจนปล่อยกระจกหลุดมือไป

กระจกแห่งความหวังของผม
หล่นลงสู่เบื้องล่าง
มันแตกละเอียด...


ไอ้ชุนไม่พูดอะไร มันดึงมือผม
กระโดดลงไปเบื้องล่าง
มันคงคิดจะหนี

ไอ้ชิน วิ่ง วิ่งสุดชีวิต มันตะโกน

มันลากผมออกวิ่ง ขาของผมเวลานี้ช่างอ่อนแรง
แต่ทันใดนั้น


ปัง.... เสียงปืนจากตำรวจดังขึ้น

กระสุนพุ่งตรงเข้ามาที่หน้าอกของผม
แต่ทว่าวินาทีนั้น มันไม่มีเลือดออกมาสักหยด...
ผมหันหลังกลับไป...

มองเห็นตัวสีเทาของผมเอง
มันกระเด็นออกไปจากตัวผมด้วยแรงกระสุนปืน


ผมเป็นอิสระ...

มือของผมยังคงจับที่หน้าอก
แต่บัดนี้มีเลือดไหลซึม
มันหลั่งไหลออกมา


สติของผมเริ่มพร่ามัว
ผมรู้ตัวเองดีว่าเวลาของผมคงเหลือไม่มากนัก

ผมยอมที่จะจบชีวิตลง
แม้จะไม่มีใครนับถือในสิ่งที่ผมเลือกกระทำ
แม้จะไม่มีใครคิดว่าผมประสบความสำเร็จในชีวิต

แต่ผมยินดี ถ้าผมได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระทางความคิดของตัวเองที่สุด
ไม่ว่าคนทั้งโลกจะคิดว่าผมพ่ายแพ้
ไม่ว่าผลสุดท้ายมันจะจบลงอย่างไร
แต่ขอเพียงให้ผมได้เลือกทางเดินชีวิตของผมด้วยตนเอง

และโดยเฉพาะ

ผมเป็นอิสระต่อตัวสีเทาพวกนั้น....
มันคือ ความภาคภูมิใจ ที่สุดในชีวิตของผม
ที่ตัวเองเป็นอิสระต่อมัน
ผมอาจจะเป็นคนเดียวในโลกที่สลัดมันออกได้...
มันเป็นตัวตัดสินเเล้วว่า

ผมเป็นมนุษย์ที่เป็นอิสระในความคิดตัวเอง เหนือกว่า พวกเขาตรงหน้าผม

แม้จะเป็นวินาทีสุดท้ายก่อนที่ผมจะจมลงไปสู่ความตาย

มันดีกว่าผู้คนบางคนที่สังคมต่างยกย่อง ต่างสรรเสริญพวกเขา
ว่าประสบความสำเร็จ เก่งเลิศ
แต่พวกเขาไม่เคยได้ทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆเลย
พวกเขามีพวกตัวสีเทาตัวใหญ่เกาะติดอยู่ที่หลัง
พวกมันควบคุมกักขังความคิดของพวกเขา
ไม่ต่างจากโดนพวกมันชักใย ดั่งหุ่นกระบอก

ช่างน่าสมเพช...


ผมทำภารกิจสุดท้ายของผมไม่สำเร็จ
มันไม่ใช่ผมไม่ดี
แต่เพราะพวกเขา เลือก เอง...
ทั้งเลือกที่จะมองไม่เห็น ไม่มอง
หรือเห็นแล้วเลือกที่จะให้มันติดตัวต่อไปโดยไม่ทำสิ่งใด

เฉกเช่นมือของพวกเขา ที่ปิดตาของพวกเขาเอาไว้เอง

แต่ถึงอย่างไร
ถึงแม้ว่าจะไม่มีกระจกบานนั้น หรือบานไหน
ที่จะสามารถสะท้อนตัวสีเทาเหล่านี้ให้ผู้คนได้เห็น


แต่ผมเชื่อว่าสักวันทุกคนจะได้รับรู้ถึงมัน

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกมันล้วนเป็นดั่งกระจก
มันสะท้อนอะไรออกมา คนล่ะด้าน คนล่ะมุมโยงใยกันไปมา

และสิ่งที่สะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างได้ดีที่สุด
ก็ไม่ใช่อะไรอื่นใด
นอกเสียจาก
ตัว และสิ่งที่แสดงออกมาจาก

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า

"มนุษย์"

ผมค่อยๆล้มลงไป
ในสภาพนอนหงาย
เลือดสีแดงฉานไหลนองพื้น

ผมยังคงเห็นผู้คนรอบข้าง
พวกเขามามุงมองผมที่กำลังจะจมไปกับกองเลือด
แต่แน่นอน พวกเขามาพร้อม ตัวสีเทาอันหนักอึ้งของพวกเขา
พวกเขาทำหน้าเย้ยหยัน ซิบซุบนินทาผม
ยังมีเสียงออกมาจากพวกเขามากมาย

"สมควรตายแล้วอย่างมัน"
"อยู่ไปก็หนักแผ่นดิน"

ผมได้ยินพร้อมกับที่ผมหัวเราะออกมาเเบบสุดชีวิต
"แม่งจะตายแล้วยังบ้า"

ผมไม่ได้บ้า
ผมเเค่สมเพชพวกเขา
ถึงอย่างไร
ไม่ว่าเขาจะด่า จะเยาะเย้ยอะไรผมเท่าไร
ผมก็ยังรู้สึกว่าผม เหนือ กว่าพวกเขา

อย่างไรผมก็สะบัดตัวสีเทาของผมหลุดไปได้
ไม่เหมือนกับพวกเขา

ก่อนที่ผมจะรู้สึกแปลกถึงอะำไรบางอย่าง

ผมเห็นภาพสุดท้ายในชีวิตผม
ภาพอันติดตา
เบื้องหน้าตรงหน้าอกอันโชกไปด้วยเลือดของผม
มีบางสิ่งบางอย่างที่ค่อยๆคลืบคลานเข้ามา

ตัวสีเทา ตัวสีเทาที่ผมคุ้นเคย
ปากมันกระซิบอะไรบางอย่าง
ดวงตาของมันเบิกกว้าง

ตัดสินคนอื่น....ตัดสินคนอื่น....หึหึ

ก่อนที่มันจะเข้ามาเกาะติดแน่น บีบรัดที่หน้าอกของผม
ปากของมันมีน้ำสีเทาไหลเยิ้ม เจือผสมเข้าไปกับเลือดของผม
ทำให้เลือดสีแดงของผมเข้มขึ้น เข้มขึ้น...

มันช่างเเดงฉานเหมือน ธงชาติไทย เหลือเกิน


-----------------------------------

เรื่องสั้น เรื่อง สุดท้ายของ

The Mirror smoke creator EP ครับ

"Fight the Greys"

ตัวเเทนของ

"กระจก"

ขอบคุณส้มมากๆสำหรับการให้ข้อมูล ช่วยแก้ไขสำหรับเรื่องนี้

**หมายเหตุ เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องราวสมมุติ ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ
เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง**

MUSIC



ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น และ Comment ต่อเรื่องสั้นครับ...

รูปอีกเวอร์ชั่นของ EP ครับ




สุดท้าย เตรียมพบกับเรื่องสั้นเรื่องใหม่เร็วๆนี้ครับ
+ ประมาณปลายเดือนผมคงมีอะไรมา เซอร์ไพร์!! ในบลอคนี้
เตรียมตัวกันให้ดีครับ ตอนนี้ขออุบไว้ก่อน
ตึง!