BLUE BIRD
posted on 26 Feb 2007 00:22 by shikakฉันเคยอ่านหนังสือภาพเล่มหนึ่ง
ในหนังสือเล่มนั้นเขียนไว้ว่า
ทุกคนล้วนมีนกสีสีน้ำเงินด้วยกันทุกคน
นกของทุกคนต่างกระพือปีกๆบินไปบนท้องฟ้า
BLUE BIRD นกสีน้ำเงิน
นกสีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข
หนังสือเล่มนั้นเขียนความหมายไว้แบบนี้
ถ้าหากทุกคนมีนกสีน้ำเงินของตัวเองจริง
ฉันคิดว่า
นกสีน้ำเงินของฉัน คงเป็นนกที่ปีกหัก
*
*
ชีวิตฉันเหมือนคนที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วไม่ได้
ฉันวิ่งไม่ได้
ด้วยโรคภูมิแพ้เรื้อรังขนาดหนัก
มันเป็นตั้งแต่ฉันเด็ก จนตอนนี้ฉันอายุ 14 แล้วแต่อาการมันก็ไม่ได้ดีขึ้น
ทุกอาทิตย์ฉันต้องไปฉีดยาที่เจ็บมากๆที่โรงพยาบาลในเกาะนี้
ฉันอาศัยอยู่ในเกาะภูเก็ต มันเป็นเกาะที่เจริญมากๆ
บางครั้งฉันรู้สึกว่ามันขัดกับฉัน
ชีวิตของคนที่ไร้ความสุขอย่างฉัน
น่าจะอยู่ในที่ๆเงียบๆสมถะ น่าจะเข้ากับชีวิตฉันได้
ฉันจึงได้หาที่ๆเหมาะกับฉัน
ทุกวันตอนเย็นฉันจะค่อยๆเดินจากบ้านมาอยู่ที่ชายหาดทรายเรียบๆ
ไร้ผู้คนที่หาดเงียบๆนี้ ที่มันไม่ค่อยมีคนฉันก็คงเข้าใจ
หาดทรายที่หยาบ และสีที่หม่นกว่าหาดทรายรอบๆภูเก็ต
ที่ฉันชอบมานั่งแถวนี้ เพราะฉันชอบเอาหนังสือภาพเล่มนั้นมาอ่าน
หนังสือภาพเรื่อง นกสีน้ำเงิน เป็นเรื่องราวกล่าวถึงนกสีน้ำเงิน
กล่าวพรรณนาไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าสุดท้ายคงเป็นวิธีที่จะเห็นนกสีน้ำเงินของตัวเอง
โดยมีรูปวาดทะเลสีฟ้า หาดทราย ตั้งเเต่พระอาทิตยขึ้น จนพระอาทิตย์เริ่มตก
แต่โชคช่างไม่เข้าข้างฉัน หน้าสุดท้ายของหนังสือได้ขาดหายไป
ฉันพยายามตามหาหนังสือภาพเล่มนี้จากร้านหนังสือต่างๆทั่วเกาะภูเก็ต
ก็ไม่มีวี่แววทั้งตัวหนังสือ และคนเขียน
เพราะฉันบังเอิญเจอมันที่ซอกร่องเตียงเมื่อปีที่แล้ว
ก่อนฉันจะตาย ฉันขอเห็นนกสีน้ำเงิน
นกแห่งความสุขของฉันนั้นสักครั้ง
*
*
ทุกครั้งที่ฉันนั่งอยู่ที่นี่
ฉันจะคิดถึงพ่อทุกครั้ง
ฉันจำความไม่ได้ ว่าพ่อของฉันหน้าตายังไง
จำได้แค่แม่เล่าว่า พ่อตายด้วยอุบัติเหตุ
ที่ทางโค้งตรงแถวทะเลสีหม่น
และฉันก็ไม่รู้เรื่องราวอื่นๆของพ่ออีกเลย
ฉันรู้สึกอิจฉาคนรอบข้างฉันเสมอ
วลิต เพื้อนชายที่มีครอบครัวอบอุ่น
พ่อแม่ร่ำรวย ชีวิตของเขาดูสุขสบาย
ฉันอยากมีพ่อเหมือนเขา
อารยา เพื่อนสาว เธอเป็นคนเรียนเก่ง
ทั้งๆที่เธอดูเป็นคนเล่นๆ ไม่ใส่ใจอะไร
แต่คะแนนออกมาเธอมักจะได้ 1 เสมอ
ฉันอยากเรียนเก่งโดยไม่ต้องพยายามอะไรมากแบบเธอจัง
ทินกร เพื่อนชายอีกคน
ที่ดูเหมือนจะร่าเริงตลอดเวลา
มักจะเรียกเสียงฮาให้เพื่อนๆทุกครั้ง
ฉันอยากจะเฮฮาเหมือนเขา
เช่นเดียวกับวันนี้
ฉันนั่งคิดถึงนกสีฟ้า และพลางอิจฉาถึงเพื่อนทั้งสามคน
ก่อนที่จะมีบางอย่างที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
เธออิจฉาพวกเขาจริงเหรอ
เสียงผู้หญิงจากที่ไหนไม่รู้ดังขึ้น
ฉันหันไปข้างๆและพลางตกใจกับคำถาม เธอรู้ได้อย่างไรกัน
และอีกอย่างฉันไม่ทันได้สังเกตขนาดที่มีผู้หญิงมานั่งข้างๆ
โดยที่ฉันไม่รู้ตัวก่อนเลยเหรอ เป็นไปได้ยังไง
เธอใส่เสื้อสีขาว กางเกงสีดำ ใส่หมวกเหมือนคาวบอยสีขาว
และที่สำคัญ เธอสวยมาก
ว่าไง เธอจ้องหน้าฉันนานและนะ ตอบคำถามของฉันก่อน
ฉันตอบกลับไปว่า
เธอรู้ได้ยังไงว่า ฉันกำลังอิจฉา
เธอยิ้มและหัวเราะ
เพราะฉันเห็นเธอมาที่นี่ทุกวันยังไงล่ะ
เธอยิ้มอีกครั้ง
ฉันแปลกใจ ผู้หญิงคนนี้เห็นเราทุกวัน
แต่ทำไมฉันไม่เคยเห็นเธอมาก่อนเลย
ก่อนที่ฉันจะเอยปากถาม
เธอก็พูดอะไรบางอย่างออกมาซะก่อน
อยากเจอนกสีน้ำเงินของเธอมั้ย
ฉันตกใจกับคำถามแปลกๆของเธออีกครั้ง
แต่เพราะอะไรไม่อาจรู้ได้ มันทำให้ปากของฉัน
พูดไปว่า
ใช่ ฉันอยากเจอนกสีน้ำเงิน
เธอยิ้ม และบอกว่าลุกขึ้นมาสิ
เธอยืนขึ้น ฉันค่อยๆลุกขึ้นตาม
เธอมองมาที่ฉันแล้วบอกอะไรบางอย่าง
มองที่ตาของฉันนะ จ้องที่ตาฉัน
ฉันทำตามที่เธอพูด ฉันจ้องตาของเธอ
ทันใดนั้น ทุกอย่างก็เหมือนจะขาวโพลน
สว่างจ้าไปหมด
*
*
ฉันลืมตาอีกที
มองไปรอบๆฉันกำลังนอนอยู่บนผืนทรายสีหม่น
ในยามเช้า ฉันตกใจ พลางพยายามลุกขึ้น
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฉันแค่จ้องตาตามที่ผู้หญิงคนนั้นบอก
แต่ทันใดที่ฉันยืนขึ้น สิ่งที่ฉันเห็นทันที
ตู้ไปรณีย์สีแดง......ตั้งอยู่ตรงหน้าฉันกลางหาดทรายสีหม่น
มันดูตัดกับทรายข้างล่างเหลือเกิน
ฉันตกใจ มันมาจากไหนกัน ฉันมาที่นี้ทุกวัน แต่ฉันไม่เคยพบมัน
ฉันมองไปข้างๆเหลือบไปเห็นตู้แบบเดียวกันอยู่ไกลๆ
อยู่ห่างไปประมาณ 200 เมตร
มันคือตู้อะไร.....มันคือตู้อะไร ประโยคนี้วนเวียนอยู่ในหัวของฉัน
ฉันอมนิ้วตัวเองพลางคิด
หนูๆ หนูมาทำอะไรที่ชายหาดตั้งแต่เช้าๆแบบนี้นี่
มีเสียงผู้ชายมาจากด้านหลัง
ฉันหันหลังไปตามเสียงนั่น พลางตกใจถึงขีดสุด
รูปภาพ มีรูปภาพจำนวนมากเรียงทับซ้อนกันเต็มไปหมด ปกคลุมเป็นร่างเหมือนคน
เหมือนคนที่ถูกเอารูปภาพมาติดเต็มตัวจนมองไม่เห็นอะไร นอกจากรูปภาพสุมๆกัน
หนูมาทำอะไร
เสียงนั้นถามอีกครั้ง
หนูมาเดินเล่นค่ะ
ฉันตอบกลับไปอย่างหวาดๆ
อ่องั้นก็เดินดีๆนะ แถวนี้เคยมีข่าวว่าเคยมีคนเห็นคนแปลกหน้าแปลกๆแถวนี้ระวังด้วยล่ะ
เขาพูดเสร็จพลางเดินกลับไป
แต่ที่น่าตกใจอีกครั้งก็คือเขาเดินไป รูปต่างๆก็ตกลงมาตามทางที่เขาเดิน
รูปที่เขาคุยกับฉัน มันตกและถูกดูดลงไปในกล่องไปรณีย์สีแดง
มันค่อยๆดูดจนชายคนนั้นออกจากระยะ 200 เมตร
ฉันค่อยๆเดินไปที่กล่องไปรณีย์สีแดงนั้น พลางลองแตะลงไป
แล้วพลันมีสีแดงจ้าเกิดขึ้น
หลังจากสีแดงจ้าหายไป
ฉันอยู่ในห้องสีแดงที่กลางห้องมีโซฟาสีขาวบริสุทธิ์
และข้างหน้าที่เต็มไปด้วยหน้าจอทีวีสีขาวมากมาย
ฉันนั่งลงที่โซฟา มองไปข้างหน้ามันคืออะไรกัน มันคืออะไร
สงสัยเหรอมันคืออะไร
ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว ฉันหันไปทางขวาเธอนั่ง พลางยิ้มให้ฉันข้างๆ
ฉันจะอธิบายให้ฟังนะ
ที่เธอเห็นอยู่ข้างนอกมันคือ ตู้สอดแนมของสวรรค์
มันเป็นตู้ที่คอยบันทึกหลักฐาน การกระทำของคนทุกคน
มันมีอยู่ทั่วโลก ระยะห่างกันไม่เกิน 250 เมตร ปักอยู่ทั่วไปทั่วทั้งโลก
ทั้งบนบก ในน้ำ และเหนืออากาศ
มันจะคอยดูดรูปภาพจากผู้คนเหล่านั่นออกมา
หากคนเดินเข้ามาที่อาณาเขตของมัน
แต่มันจะบันทึกลงในส่วนกลางของทั้งหมด
และหมายถึงห้องนี้ด้วย
เธอก็เห็นแล้วใช่มั้ย
คนเราประกอบด้วยรูปภาพต่างๆของความทรงจำต่างๆทับซ้อนในร่างกายของเรา
ภาพที่ซ้อนๆกันเหล่านั้นรวมๆกันกลายเป็นภาพที่เธอเห็นภาพหนึ่ง
ภาพหนึ่งๆที่เธอเห็นจะมารวมๆกันในตู้นี้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหว
ในห้องๆหนึ่ง เช่นห้องนี้คือห้องตรวจการ ห้องหนึ่ง
สวรรค์ใช้รูปภาพเหล่านั้นล่ะ เก็บไว้เป็นหลักฐาน ยามคนที่ตาย
และเมื่อตายคนเราจะต้องผ่านศาลก่อนขึ้นสวรรค์ไงล่ะ เธอพูดจบพลางยิ้มให้ฉันอีกครั้ง
แล้วเธอพาฉันมาที่นี้ทำไม
เพื่อให้เธอได้เจอคำตอบที่เธออยากจะเจอยังไงล่ะ
ทันใดนั้นเธอก็จับมือฉันขึ้นมาพลางแบมือฉันก่อนจะนำของๆสิ่งหนึ่งให้
ฉันเหลือบไปมอง มันคือ กุญแจสีน้ำเงิน
หากเธออยากเห็นรูปภาพ เห็นความทรงจำของใครให้นำมันไปไขที่ตัวของคนๆนั้น
ไม่ต้องกลัวนะว่าคนๆนั้นจะรู้ ทุกคนยกเว้นเธอในตอนนี้ไม่มีใครมองเห็นตู้สอดแนมสวรรค์
และรูปภาพที่ออกมาจากตัวพวกเขาหรอก
เธอแค่นำกุญแจนี้แตะลงไปที่ตัวของคนๆนั้น เท่านั้นล่ะ
เธอจะได้พบรูปภาพที่ก่อตัวเป็นความทรงจำของเขา
ในห้องแห่งความทรงจำประจำตัวเขา คนทุกคนจะมีห้องแยกๆเป็นประจำตัวด้วยน่ะ ฉันลืมบอกไป
อีกอย่าง เวลาที่เธอเดินเข้าไปในห้องแห่งความทรงจำเวลาข้างนอกจะหยุดลง
และสุดท้าย เธอมีเวลาจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน กุญแจเรือนนี้จะหายไป
พร้อมกับการที่เธอมองเห็นตู้สอดแนมสวรรค์ด้วย เธอยิ่มให้ฉันอีกครั้ง
แต่ก่อนที่ฉันจะพูดถามอะไรออกไป เธอก็ได้หายตัวไปอีกแล้ว
ฉันกำกุญแจนี้แน่น พลางคิดถึงคนที่ฉันจะดูรูปภาพ
คนที่ฉันอิจฉาทั้งสามคน
*
*
ฉันค่อยๆเดินกลับบ้าน
พลางรีบใส่ชุดไปโรงเรียน
ก่อนที่แม่จะถามฉันว่า
เมื่อคืนลูกไปไหนมา
ฉันก็ชิงรีบเดินออกมาเสียก่อน
พลางขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน
ฉันมองจากรถเมล์คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนถูกดูดรูปภาพต่างๆ
เข้าไปในตู้สอดแนมเป็นสายพันกันไปทั่วตัดกับท้องฟ้าที่สดใสอยู่เบื้องบน
เป็นสีต่างมากมายสลับละเลงไปมา ดูสดใส และน่าประหลาดพิลึก
มันเหมือนเป็นวัตถุที่สัมผัสไม่ได้ ได้แค่เห็นจากดวงตาของฉันเท่านั้น
มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคาดคิดว่าในชีวิตนี้จะได้พบเจอ
มันช่างน่าตื่นเต้นสำหรับฉันจริงๆ
แต่เมื่อฉันไปถึงโรงเรียน และเจอเพื่อนทั้งสามคนนั่งด้วยกัน
ในที่เดิมที่พวกเขามักจะนั่งคุยกันทุกวัน
ฉันเริ่มนำกุญแจที่เธอคนนั้นให้นำมาแตะ และไขที่ตัวพวกเขา
โดยเริ่มจาก
วลิต ทันทีที่ฉันแตะกุญแจลงไป
แสงสีแดงวูบก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
เข้ามาที่ห้องสีแดง และโซฟาสีขาวบริสุทธิ์อีกครั้ง
ภาพของวลิตมากมายติดทับๆสุมๆกันบังทีวีเหล่านั้นอยู่
ฉันคิด แล้วจะดูทีวีได้ยังไงกันล่ะแบบนี้
ฉันพยายามไปละเลงรูปออก
รูปภาพต่างๆมากมาย
ตั้งแต่รอบนอก
วลิตที่ยิ้มแย้มแจ่มใสกับพ่อแม่ที่โรงเรียนที่ฉันเห็น
วลิตที่คอยคุยกับฉัน พลางยิ้มเสมอ
วลิตที่ใช้ของดีๆอย่างคนร่ำรวย
เข้ามาเรื่อยๆ
ภาพวลิตที่ร้องไห้อยู่คนเดียว.....
ภาพที่พ่อแม่ของวลิตทะเลาะกัน ตบตีกันต่อหน้าวลิต....
ภาพชู้ของพ่อวลิตที่พ่อวลิตนำเข้ามาในบ้าน
ฉันละเลงไป ใจของฉันก็เริ่มเต้นเร็วขึ้นกับสิ่งที่เห็น
หลังจากที่ละเลงเสร็จ
ภาพบนจอทีวีก็ปรากฏ
เป็นเรื่องราวของวลิตมากมายที่ฉันไม่เคยรู้
หลังจากที่ฉันดูเสร็จ
ฉันเปิดประตูสีแดงเพื่อออกจากห้องความทรงจำของวลิต
ก่อนที่จะมาแตะดูห้องแห่งความทรงจำของอารยา
มันเหมือนห้องของวลิต
ภาพต่างๆที่ทับอยู่ตรงทีวี
ที่ฉันต้องไปละเลงออก
ภาพที่อารยา ได้คะแนนสอบที่1
ภาพที่เธอเล่นกับเพื่อน ขี้เล่น ไม่เครียด
ภาพที่อารยาหลังกลับบ้านที่เคร่งเครียด
อ่านแต่หนังสือจนดึกดื่น
กินยาแก้ปวดก่อนนอนทุกครั้ง
และภาพความทรงจำมากมาย ความสุข ความเครียด ความพยายามบนจอทีวี
และสุดท้ายฉันนำมันมาแตะที่ทินกร
ภาพที่ทินกรสนุกเฮฮากับเพื่อนอยู่รอบนอก
ภาพที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
จนเข้าไปลึกๆ
ภาพที่ทินกรต้องทำกายภาพบำบัด
ภาพที่ทินกรต้องกินยาประจำทุกคืน
ภาพทินกรนอนร้องไห้
ก่อนที่ทีวีจะเล่นภาพเคลื่อนไหว
จนได้ความว่าทินกรเป็นโรคทางสารสื่อประสาท
หลังจากที่ฉันออกจากห้องความทรงจำทั้งสามคน
สิ่งที่ฉันทำอย่างแรกคือ
การไปห้องพยาบาล
ฉันรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง
สิ่งที่ฉันเห็นมันไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดเลย
ทั้งสามคนที่ฉันคิดว่าเขามีความสุข
มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเขา
รูปภาพที่อยู่ส่วนนอก
มันเสมือนสิ่งที่เขาแสดงเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น
และรูปภาพในๆต่อมามันเหมือนเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยทราบ เป็นสิ่งลึกๆข้างใน
เป็นเรื่องที่ส่วนตัวของเขา
ยามที่ฉันไม่ได้เห็นเขา
เข้าไปเรื่อยๆ
ทั้งสามคนเหมือนกัน
ต่อหน้าที่ฉันเห็น มันเป็นเพียงฉากๆเพียงด้านเดียวในชีวิตของพวกเขาเท่านั้น
แต่ลับหลัง ทุกคนก็มีเรื่องทุกข์ มีเรื่องเครียดของทุกคน
ทุกคนต่อสู้กับเรื่องนั้นๆ ทุกคนดิ้นรน เสียใจ ร้องไห้
กัดฟันเพื่อสู้กับมัน เพื่อตื่นขึ้นมาอีกวัน ด้วยรอยยิ้มเหมือนทุกวัน
มันทำให้ฉันคิดได้ว่า
ทุกคนมีเรื่องเครียด มีปัญหากันหมดทุกคน
แต่ไม่มีใครจะแสดงความเจ็บปวดนั้นออกมาให้เราเห็นต่อหน้าหรอก
ทุกคนล้วนแต่แสดงความสุขออกมาให้เราเห็นเสมอ
ความสุขในมุมมองของตัวของพวกเขาเอง
แต่ในที่จริงไม่มีใครในโลกที่มีความสุขตลอดเวลา
ในใจของพวกเขา ก็ทั้งเจ็บและทรมานกับเรื่องที่พวกเขามีเหมือนกัน
ไม่ใช่ฉันคนเดียวในโลกที่มีเรื่องเครียด เจ็บปวด
ทุกคนมีเรื่องเครียด เรื่องเศร้ากันทุกคน
แล้วทำไม ฉันจะต้องมานั่งจมปลักกับเรื่องแค่นี้
ต้องมานั่งเศร้า ร้องไห้
ทั้งๆที่ทุกคนก็ต่อสู้เหมือนกันทุกคน
ทำไมฉันถึงไม่ลุกขึ้นมา และต่อสู้กับมัน
ยิ้ม และหาความสุขในมุมมองของตัวเอง
ฉันก็เป็นคนมีความสุขบนโลกนี้คนหนึ่งเหมือนกัน
ที่ฉันมีแม่ที่คอยเป็นห่วง มีเพื่อนๆที่น่ารัก
นกสีน้ำเงินของฉันไม่ได้ปีกหัก
ต่อไปนี้ฉันจะไม่อิจฉาใครอีกแล้ว
ฉันคิดพลางเผลอหลับในเตียงห้องพยาบาล
*
*
กว่าฉันจะตื่นก็ 4 โมงเย็น
อาจารย์ที่ห้องพยาบาลเป็นคนปลุก
ฉันรู้สึกสดชื่นสบายอย่างไม่เคยเป็น
พลางนั่งรถกลับบ้านในสิ่งที่ฉันได้พบ
พลางมองออกไปข้องนอก
ฉันเริ่มรู้สึกชอบสายรูปภาพที่มันพันกันไปกันมา
ลอดผ่านเสาไฟฟ้ามั่ง ทะลุออกมาจากกระจกร้านค้ามั่ง
มันดูแปลกตา ช่างดูสดใส และพิศวง
แต่ก่อนที่ฉันจะกลับบ้าน
สิ่งที่ฉันจะทำคือ
การไปนั่งอยู่ริมหาดทรายสีหม่น
พระอาทิตย์ค่อยๆตกดิน
กูญแจที่อยู่ในมือฉันค่อยๆจางหายไป
ก่อนที่ฉันจะวิ่งเล่น กระโดด หมุนตัวไปมารอบๆหาดทราย
ด้วยความรู้สึกสนุกสนาน และแข็งแรง
อย่างไม่เคยเป็น และไม่เคยทำได้มาก่อน
เงาสะท้อนจากการหมุนตัวกระโดดไปมา
มันช่างเหมือน
นกที่กำลังกระพือปีกโบยบินไปท่าวกลางทะเลสีฟ้าครามจริงๆ
แต่งเรื่องได้เก่งมากๆเลยขอรับ
ความหมายก็ดี ได้แง่คิดหลายๆอย่าง
ชอบจริงๆนิ
#1 By KilZ -_- on 2007-02-26 00:28