HEART STATION
posted on 04 Mar 2008 00:00 by shikakเชื่อมั้ยครับ
ว่าหัวใจของคนเราทุกคน
ที่ทุกคนต่างบอกกันว่า
เรามีมันเพียงดวงเดียว
ที่อยู่หน้าอกทางด้านซ้ายของเรา
จริงๆเเล้วพวกเรามีหัวใจอีกดวงหนึ่ง
หัวใจดวงที่คุณไม่อาจสัมผัส
*
*
ถ้าผมบอกเช่นนี้ทุกคนจะเชื่อมั้ย
ผมที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร
ตัวเองชื่ออะไร
ผมรู้เพียงว่าต้องทำหน้าที่บางอย่าง
อยู่ที่ตรงนี้
บนที่ๆคนที่นี่เรียกว่า สถานีหัวใจ
ทั้งๆที่ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลยสักนิด
ผมรู้เพียงว่า มนุษย์ทุกคนมีหัวใจอยู่ที่หน้าอกด้านซ้าย
เเต่หัวใจนั้น มันเป็นเพียงเเค่ รูปธรรม เป็นของร่างกายเท่านั้น
เพราะมนุษย์เรายังมีหัวใจอยู่อีกดวงโดยที่พวกเขาไม่เคยรู้ตัวเลย
พวกเขามองไม่เห็น
เเละ สัมผัสมันทางกายภาพเเบบหัวใจที่อยู่ทางซ้ายของหน้าอกของพวกเขาไม่ได้
หัวใจอีกดวงที่ผมว่ามันมีรูปร่างเหมือน ลูกโป่งสวรรค์
เพียงเเต่ตัวลูกโป่งแทนที่จะรูปทรงกลมๆรีๆกลับกลายเป็นรูปหัวใจเเทน
มีสายบางๆสีขาวผูกมันติดไว้บนข้อมือด้านซ้าย
ผมขอเรียกมันว่า หัวใจของความรู้สึก
หัวใจดวงนี้มี จังหวะ/ความถี่ การเต้นของหัวใจเฉกเช่นเดียวกับหัวใจบนหน้าอก
เพียงเเต่ มันเป็นเอกลักษณ์
ไม่มีเสียงการเต้นของคนใดบนโลกที่จะเหมือนกันทั้งหมด
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้
ไม่เเปลกครับว่าทำไม
เพราะผมทำงานอยู่ที่สถานีหัวใจแห่งหนึ่ง
สถานีที่ลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า คล้ายคลึงกับประภาคารที่ตั้งบนผิวน้ำ
เเต่ไม่มีมนุษย์คนไหนมองเห็น หรือสัมผัสถึงที่นี่
สถานีหัวใจเป็น ที่ๆส่งต่อหัวใจที่ผูกติดบนข้อมือด้านซ้ายนี่เเหละครับ
ที่สถานีหัวใจพวกเขารับหัวใจเหล่านี้มา เเต่ผมไม่รู้หรอกนะว่าเขารับมาจากไหน
สร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร
มันเป็นความลับสุดยอดของสถานี
ก่อนที่จะส่งลงไปให้กับคนที่กำเนิดขึ้นมาทุกคนบนโลกบนจุดที่เเต่ล่ะสถานีรับผิดชอบ
เเบบเมื่อทารกออกมาจากครรถ์มารดาปุ๊บ
หัวใจก็จะถูกปล่อยจากสถานีนี้ที่อยู่เหนืออากาศลงไปปั๊บ
ผูกไว้ที่ข้อมือด้านซ้าย พอๆกับที่หัวใจบนหน้าอกด้านซ้ายของทารกเต้น ตึ๊บๆ
เเละเสียงร้อง อุเเว้ อุเเว้ ดังขึ้น
ที่บนสถานีหัวใจมีที่ๆหนึ่งที่ผมชอบเข้าไปอยู่มาก
มันคือ
ห้องที่ใช้สำหรับส่งมอบหัวใจให้ทารก
มันเป็นห้องที่กว้างมาก
ผมชอบมาที่นี่ ไม่รู้เพราะอะไร
ห้องสีขาว ที่มีหลุมเล็กๆน้อยๆมากมาย ภายในหลุมนั้นเมื่อมองลงไป
จะเห็นเเสงสีม่วงเรืองรอง บนเพดานที่ตรงกับหลุมจะมีท่อที่ส่งต่อมาจากอีกห้อง
คอยปล่อยหัวใจออกมาเป็นระยะๆ ให้เเก่ทารกที่เกิดขึ้นมาบนโลก
เเต่ที่ผมชอบมาที่นี่ไม่ใช่เพราะผมจะมานั่งดูหลุมพวกนี้ หรือหัวใจที่จะส่งให้ทารกหรอกนะ
ผมชอบเดินมาอีกมุมหนึ่งของห้อง มุมที่มีทางเดินต่อไป
ทางค่อยๆเเคบไปเรื่อยๆเดินต่อไปจนพบพื้นที่วงกลม
ที่มีบันไดหินให้เดินขึ้นไปอีกระยะ ก่อนจะพบพื้นที่หนึ่งที่เหมือนชั้นลอย
ที่ชั้นลอยนั้นมีบานประตูที่เปิดเเง้มไว้ตลอดเวลา เเละเเน่นอน
ที่ๆตรงนี้มีเเสงสีม่วงเรืองรองส่องประกายไปมาอย่างสวยงามเสมอ
ผมชอบที่จะมานั่งคิดอะไรที่นี่ เเต่ก็มาได้ไม่ตลอดเวลา
เพราะที่นี่บางทีก็ปิดไว้เพื่อทำอะไรบางอย่าง
เเต่ผมก็ไม่รู้ว่าที่ประตูนี้ไว้ทำอะไร
ผมเคยถามท่านผู้อำนวยการสถานีหัวใจที่นี่
เเต่หลายครั้งที่ท่านพยายามกลบเกลื่อนเปลี่ยนเรื่อง
เเล้วบอกผมว่า "ไปทำงานได้เเล้ว เจ้าเด็กน้อย" เสมอ
*
*
งานของผมนั้นไม่ใช่งานที่ทำอยู่บนสถานีหัวใจบนฟ้าที่นี่หรอก
ผมทำงานอยู่บนโลกนั่นเเหละครับ
แต่งานที่ผมทำ...ถ้าผมบอกคุณ คุณอาจจะไม่เข้าใจ
เอาเป็นว่า ถ้าคุณเชื่อว่า คิวปิ๊ด มีอยู่จริง
คุณอาจนึกไม่ถึงว่า มีคนที่ทำงานเเบบผมอยู่ด้วย
หากคิวปิ๊ดมีหน้าที่ยิงศรรัก ให้คนบนโลกตกหลุมรัก เเละรักกัน
ผมคงทำงานตรงกันข้ามกับพวกเขา
ผมทำหน้าที่ช่วยเเยกให้พวกเขาออกจากกัน ให้ความรัก ความหลงนั้นเบาบางลง
เเต่อย่าพึ่งมองว่าผมเป็นตัวร้าย เหมือนนางอิจฉาในละครน้ำเน่านะครับ
ผมทำไปเพราะช่วยพวกเขา เเละมันเป็นเจตนารมณ์ของท่านผู้อำนวยการ
"ยามหัวใจของคนที่ตกหลุมรักใครมาก มากจนหลง
เอาตัวเอง เอาความรู้สึก ไปผูกติดไว้กับคนอีกคน ขึ้นตรงต่ออีกคนเสียทุกอย่าง
จนบางคนเสียหลักทำร้ายตัวเองไป นั่นเเหละคือสิ่งที่เราต้องช่วยพวกเขา"
นี่คือคำพูดของท่านผู้อำนวยการสถานีหัวใจ ที่จริงรูปร่างท่านนั้นไม่เหมือนผู้เฒ่าคนเเก่เลย
ดูเป็นผู้ชายอายุประมาณสามสิบต้นๆเท่านั้น เเต่ถ้าเผลอไปถามอายุท่าน
คุณอาจจะต้องตะลึงไปเลย
ท่านจะสวมชุดเสื้อ กางเกง รองเท้าทั้งชุดเป็นสีม่วงสดทั้งหมด
ส่วนงานของผมน่ะเหรอ
ปี๊ดๆ...เสียงอะไรบางอย่างดังมาจากอุปกรณ์คู่กายชิ้นแรกของผม
มันคือที่จับความถี่การเต้นของหัวใจของเป้าหมาย
ผมคงอยู่ใกล้เป้าหมายเเล้ว
ผมบินโฉบลงมาด้วยปีกสีดำ เข้าไปในสวนสาธารณะเเห่งหนึ่ง
เเต่งตัวด้วยชุดยูนิฟอร์มของการทำงาน
ชุดสีเทา เเขนกุด ตรงรอบๆคอเสื้อมีหินสีดำเล็กๆร้อยเรียงราย
รองเท้าเเตะสีเทารูปร่างเเปลกตา ที่มีที่หนีบตรงหัวเเม่เท้า
ผมพบเป้าหมายเเล้ว
เด็กผู้หญิงวัยรุ่นอายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบเเปดปี เธออยู่กับคู่รักชายอายุวัยกลางคน
ที่ข้อมือซ้ายของเธอว่างเปล่า....
ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีหัวใจเเห่งความรู้สึก
เเต่มันถูกผูกติดไว้กับหัวใจอีกดวงบนข้อมือของชายวัยกลางคน
หัวใจของชายวัยกลางคนนั้นเป็นสีม่วงอ่อน ส่วนหัวใจของเธอนั้นเป็นสีม่วงเข้ม
ผมคงลืมบอกไปสินะเกี่ยวกับสีของหัวใจ
ปกติคนเราเวลาเกิดอุเเว้ๆออกมาทันทีสีหัวใจที่ผูกติดไว้จะเป็นสีเเดงอมชมพู
เเต่เมื่อคนเรามีความรักหัวใจก็จะค่อยๆกลายเป็นสีม่วง
สีม่วง สีที่มีทั้งความสดใส และความหม่นในตัวของมัน
มันคือ สีเเห่งความรัก
ถ้ามันยังคงม่วงอ่อนอยู่นั่นก็หมายถึง
เขามีความรัก ไม่ว่าเขาจะรักใครหรืออีกฝ่ายมากเเค่ไหน มากเท่าไร เเต่ยังสามารถควบคุมสติเอาไว้ได้
เเต่ถ้ามันม่วงเข้มขึ้นๆมากขึ้นเท่าไหร่นั้นเเปลว่า ความรักนั้นได้ก่อตัวมากขึ้นๆ
จนบางทีความรักนั้นมันได้ควบคุมจิตใจ ความรู้สึก เเละตัวเค้า ให้ไปขึ้นตรงต่อการกระทำ หรืออะไรของอีกฝ่าย
เเละเเน่นอน เมื่อถึงจุดๆหนึ่งหัวใจที่ผูกไว้ที่มือซ้ายของคนๆนั้น จะล่องลอยไปผูกไว้กับข้อมือของคนที่เขารัก
เเต่พูดก็พูดเถอะตั้งเเต่ผมทำงานมาเป็นเวลาปีเศษ พบเจอผู้คนมากมายบนโลก
ผมยังไม่เคยเห็นผู้คนที่พอรู้เรื่องรู้ราว พูดคุยได้เเล้วมีหัวใจสีเเดงเลย
ผมพบเจอเเต่สีม่วง อ่อน เข้มตามสถานการณ์
ผมก็เคยสงสัย เเละพยายามคิดเหมือนกันนะ
ว่าทำไม
"พี่ค่ะ วันนี้หนูมีอะไรจะบอกพี่ค่ะ"
เสียงเด็กผู้หญิงกำลังเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างด้วยเสียงอันแผ่วเบา
ช่วงนี้ผมรีบจู่โจมบินเข้าไปที่ชายวัยกลางคน เเน่นอนไม่มีใครบนโลกมองเห็นผม
เช่นเดียวกับที่พวกเขามองไม่เห็นหัวใจบนข้อมือด้านซ้ายของตัวเอง
ผมใช้จังหวะนั้น หยิบอุปกรณ์คู่กายชิ้นที่สองของผมออกมา
"มีอะไรเหรอจ๊ะ น้องสาว พร้อมที่จะไปสวรรค์กับพี่หรือยัง"
กรรไกรสีขาวที่ตรงกลางตัวกรรไกรมีหัวใจสีม่วง
ผมง้าวมันขึ้นมา
"ฉับ"
ผมตัดลงไปที่สายเชือกสีขาวของหัวใจผู้หญิง ทีเดียวสายนั้นขาดสะบั้น
พร้อมกับนำหัวใจของเธอกลับมาผูกที่ข้อมือของเธอ
ระหว่างเวลานั้นเธอควักอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า พร้อมกับ
ปามันใส่หน้าผู้ชาย มันคือเเหวน
"เราจบกันค่ะ หนูไม่ใช่เด็กโง่ๆที่จะโดนพี่หลอกฟันนะ ลากันเเค่นี้ค่ะ
ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง!" เธอพูดกระเเทกคำหลังด้วยอารมณ์ประมาณสะใจ
พร้อมกับเดินจ้ำๆออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว
"โอ๊ย ห่าอะไรว่ะ ผู้หญิงสมัยนี้หวงทำไมกับไอ้ร่างกาย มีก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ดิว่ะ
แม่งเงินกูก็มีตอบแทนให้”
ชายวัยกลางคนพูดตะโกนตามหลัง เเต่ไม่มีการตอบโต้กลับใดๆของอีกฝ่าย
ก็นี่ล่ะครับงานของผม
*
*
ผมบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อที่จะกลับไปยังสถานีหัวใจ
ผมเดินเข้าไปห้องหน่วยงานในส่วนงานของผมอย่างเฉิดฉาย
ห้องหน่วยงานของผมมีคนอยู่เเค่ประมาณ 4-5 คน
ส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นๆเดียวกับผมทั้งนั้น
ซึ่งดูยังไงก็อายุประมาณ สิบเจ็ดถึงยี่สิบสามปี
อ่อผมลืมเล่าให้คุณฟังอีกอย่าง
งานที่ผมทำนั้นไม่ได้ทำไปเฉยๆเปล่าๆลอยๆหรอกนะครับ
งานของผมถ้าทำได้สำเร็จ มากเท่าไร ก็จะได้เเต้มเท่านั้น
เเละถ้ายิ่งได้เเต้มมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีสิทธิถูกรางวัลเเจ็กพ็อตมากเท่านั้น
รางวัลเเจ็คพ็อตคือ
การได้ไปพักร้อนบนดินเเดนที่วิเศษที่สุด
ที่ๆเราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง เราจะทำอะไรกับชีวิตของเราก็ได้
ผมไม่ได้พูดเองนะ มันเป็นคำพูดของท่านผู้อำนวยการ
เเต่ผมก็สงสัยอะไรบางอย่าง
ทั้งๆที่ผมทำงานมาได้ปีกว่า ยอดสถิติของผมเยอะที่สุด
นำโด่งทุกคนในหน่วยงานของผม เพราะผมมุ่งมั่น เเละตั้งใจกับงานนี้มาก
เเต่ผมกลับไม่ได้เเจ็ตพ็อตไปพักร้อนเสียที
บางทีคนที่มีเเต้มน้อยกว่าผม ก็ถูกเเจ็ตพ็อตไปเเล้ว หลายต่อหลายครั้ง
จนบางทีผมอดที่จะสงสัยไม่ได้
ผมเคยถามท่านผู้อำนวยการสถานีหัวใจหลายครั้ง
เเต่ท่านได้เเต่ยิ้มให้ผม พร้อมกับเอานิ้วมาจิ้มที่หน้าผากผม
"คิดสิคิด เด็กน้อย"
บางทีผมก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า
ผมทำงานดีมากจนท่านเสียดายที่จะส่งผมไปพักร้อน
*
*
ผมเดินเข้าไปที่ห้องส่งหัวใจให้เเก่ทารกเหมือนทุกครั้ง
เดินมาตามทางเเคบของอีกด้าน
ก่อนที่จะเดินขึ้นบันได
เเต่ตรงหน้าผมมีคนๆหนึ่งอยู่ คนที่ผมคุ้นเคย
ท่านผู้อำนวยการนั่นเอง เเต่บนมือของท่านมีหัวใจสีดำอะไรบางอย่าง
เมื่อท่านเห็นผม ท่านพยายามที่จะเก็บซ่อนหัวใจนั้น
ผมเคยเห็นหัวใจสีนี้ พร้อมกับเคยถามท่านเเล้ว
เเต่เหมือนท่านตอบอย่างบางเบี่ยงว่า
เป็นหัวใจก่อนฟอกสีที่จะส่งลงไปบนโลก
ผมสวัสดีท่าน
"อ่าวมาอีกเเล้วเหรอนาย ชอบที่นี่จริงนะ"
"อยู่เเล้วมันสบายใจอะครับ สวยดีครับเเสงสีม่วงตรงประตูบานนี้"
"มาสิ มานั่งตรงนี้ เดี๋ยววันนี้ ฉันจะคุยเป็นเพื่อน"
ผมนั่งลงตรงขั้นบันไดกับท่านผู้อำนวยการนี่ไม่ใช่ครั้งเเรกที่เราคุยกัน
ผมชอบคุยกับท่านผู้อำนวยการ ถึงเรื่องหัวใจ
การผูกหัวใจไว้กับคนอื่นโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ผมไม่เข้าใจเลยว่า
ทำไมกันนะคนเรามีหัวใจ ทำไมถึงชอบเอามันไปผูกไว้ที่คนอื่น
หรือคนเราจะเปราะบางเกินกว่าที่จะอยู่คนเดียวบนโลกโดยที่ขาดความรัก
พร้อมกับที่ท่านผู้อำนวยการหัวเราะออกมา
ผมพูดคุยกับท่านได้ระยะหนึ่งก่อนที่ท่านจะลุกขึ้น
ก่อนจะเดินจากไปท่านได้พูดกับผมว่า
"พรุ่งนี้ก็ตั้งใจทำงานอีกนะนาย นายทำงานนี้ได้ดีที่สุดตั้งเเต่ฉันเคยพบมาเลยรู้มั้ย"
"อ่อเเล้วสุดท้ายอย่าลืมล่ะ คิด คิด นะเด็กน้อย" ท่านพูดก่อนที่จะเอานิ้วชี้จิ้มที่หน้าผากตัวเอง
"เเน่นอนครับผม!" ผมตะโกนตามหลังท่านไป
ผมหันหน้ากลับไปมองที่ประตูบานนั้นอีกครั้ง
เเสงสีม่วงเป็นประกายช่างสวยงามเหลือเกิน
*
*
เช้านี้ผมออกตัวเช้ากว่าทุกวันนี่คงเป็นเวลาห้านาฬิกา
ผมออกตัวกางปีกสีดำบินลงมาจาก
สถานีเฉกเช่นทุกวัน
ผมบินไปยังเป้าหมาย
ปี๊ด ปี๊ด เสียงที่จับความถี่การเต้นของหัวใจเป้าหมายดังอีกครั้ง
ผมบินลงมายังบริเวณสวนของหมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่ง
เป็นคู่ชายหญิงเช่นเคย ผมจัดการ ตัดฉับ ผูกปั๊บ ทีเดียวเสร็จเฉกเช่นทุกที
เเต่ก่อนที่จะไปนั้น
"ทำไมน่ะ เธอก็น่าจะรู้นะว่าเรารักเธอเเค่ไหนน่ะ" เสียงผู้ชายดังขึ้นในระยะใกล้ๆนี่
ผมเดินตามเสียงนั้นไปสักพัก
ความจริงมันเป็นกฎข้อห้ามข้อหนึ่งของการทำงาน คือห้ามยุ่งกับใครคนอื่น นอกจากเป้าหมาย..
ผมพบกับอีกคู่หนึ่ง หัวใจของชายผู้นี้ถูกผูกไว้ที่เดียวกับหัวใจของผู้หญิง บนข้อมือของเธอ
"ก็เราไม่รักนายเเล้ว เรามีคนอื่นอยู่ตั้งนานเเล้ว..."ผู้หญิงคนนั้นพูดพร้อมทำหน้าเบ้
”แล้วทำไมเมื่ออาทิตย์ก่อนยังโทรหาเรา ยังบอกคิดถึงเราล่ะ” เสียงผู้ชายถามกลับไป
”นี่นายแกล้งโง่ หรือ โง่จริงๆ ไม่เคยรู้เลยเหรอว่า แต่ล่ะทีที่เราติดต่อนาย
ก็เพราะมีเรื่องให้นายช่วยทั้งนั้น…..ไม่มีอะไรเราเคยติดต่อนายมั้ย”
ผมมองที่หัวใจของผู้ชาย สีม่วงเข้มมากกว่าเป้าหมายที่ผมตัดตะกี้เพียงเล็กน้อย
ผมตรงบินเข้าไปที่ผู้หญิงก่อนที่จะง้าวกรรไกรเพื่อจะตัดสายหัวใจของเขา
ฉับ...มันตัดไม่ขาด....นี่เป็นครั้งเเรกที่ผมพยายามตัดสายของหัวใจเเต่ไม่สามารถตัดมันได้
"เธออยากรู้มั้ยว่า เรารักเธอเเค่ไหน"
ผมยังพยายามตัดสายหัวใจอีกหลายครั้ง
โดยที่ลืมสังเกตอะไรบางอย่าง...
"เเค่ไหนกันเชียว"
"ได้เราจะเเสดงให้เธอดู" เสียงของผู้ชายสั่น
วินาทีที่ผมได้ยินคำพูดนั้น
ผมหันไปมองหัวใจของต้นสายที่ผมต้องการจะตัด
เเต่น่าเเปลกที่หัวใจดวงนั้น
มันเป็นสีดำ
สีดำ
ก่อนที่ผมจะหันไป พร้อมพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ผมตะโกน ตะโกนออกไปเเม้จะรู้อยู่เเล้วว่าไม่มีใครได้ยินเสียงของผม
"อย่า....."
"ปัง..."เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น
พร้อมเสียงกรีดร้องดังลั่นของผู้หญิง
ร่างอันโชกเลือดของชายผู้นั้นล้มลง....กระบอกปืนสีดำในมือ
พร้อมกับที่หัวใจสีดำของเขาที่ถูกผูกไว้บนข้อมือซ้ายของหญิงสาว
บัดนี้ได้ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ
....มันลอยขึ้นโบกบินไปบนฟากฟ้า
ผมยืนดูสิ่งที่เกิดขึ้น
ผมไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย...
ขาผมเหมือนไร้เรี่ยวเเรง ผมทรุดเข่าลง
มองไปที่ข้อมือด้านซ้ายของตัวเอง
มันก็ช่างว่างเปล่า.....
*
*
ตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่ขอบบันไดที่บานประตูเเง้มบานเดิม
แสงสีม่วงที่ดูสวยงาม บัดนี้ดูหมองหม่นอย่างบอกไม่ถูก
ผมนั่งกอดเข่าตัวเอง
พร้อมกับร้องไห้ออกมา ผมคิดในใจ การร้องไห้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
เหมือนผมจะลืมความรู้สึกเเบบนี้ไปเเล้ว
ก่อนที่จะมีมือของคนที่คุ้นเคย ตบเข้าที่ไหล่ของผม
"นายไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เขายิงตัวตายหรอก
มันไม่เกี่ยวกับนายเลยสักนิด...
ที่ฉันไม่ให้นายยุ่งกับสิ่งอื่นนอกจากเป้าหมายก็เพราะว่า
นายไม่สามารถช่วยพวกเขาได้หรอก ชีวิตของคนทุกคน
ล้วนเลือกด้วยตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเองทั้งนั้น
ไม่มีใครจะบงการชีวิตพวกเขาได้ พวกเราไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินชีวิตของพวกเขา
หากเขาไม่คิดจะตัดใจ เอาหัวใจที่ผูกไว้กับอีกคนกลับมา
เเล้วผู้ใดกันที่จะช่วยเขาได้กัน ที่ฉันส่งเจ้าไปยังเป้าหมาย
เพราะคนเป้าหมายพวกนั้น
เริ่มมีการตัดสินใจเเน่วเเน่เเล้ว ว่าจะนำหัวใจของเขากลับคืนมา
นำมันมาผูกที่ตัวเอง
นายเเค่เป็นตัวกระตุ้น ดันให้ความกล้านั้นบังเกิดถึงขีดสุด
นายจึง ช่วย พวกเขาได้..."
ผมหันหน้ามาทางท่านผู้อำนวยการสถานีหัวใจ
"....ขอบคุณท่านผู้อำนวยการสำหรับการปลอบใจครับ
เเต่ที่ผมร้องไห้มันไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เรื่องเดียว..."
ท่านผู้อำนวยการนิ่งเงียบ
"ผมร้องไห้เพราะว่า ตลอดเวลาผมโง่
ผมได้เเต่พูดว่า พูดด่าผู้คนบนโลกว่า
ทำไมต้องหลงมัวเมาในรักจนขาดสติ
เอาหัวใจของตัวเองไปผูกไว้ที่คนอื่น
เอาชีวิต ความรู้สึกของตัวเองไปขึ้นตรงต่อคนอื่น
จนทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวทำไม
ผมมัวเเต่ตั้งมั่นไล่ล่าให้ได้มาซึ่งเเต้มสูงสุด
เเต่ผมไม่เคยคิด
ไม่เคยมองลงมาดูที่ตัวเอง
ไม่เคยเลย
ทั้งๆที่บนข้อมือข้างซ้ายของผมมันว่างเปล่าตลอดมา
ตลอดเวลาตอนผมอยู่ที่นี่
ผมไม่เคยมีหัวใจ...."
ท่านผู้อำนวยการยิ้ม...ยิ้มออกมาอย่างสดใสอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ท่านลูบหัวผม เเละยื่นอะไรบางอย่างมาให้
มันคือที่จับความถี่การเต้นของหัวใจที่มีสายสร้อยคล้องคอ เเต่มันถูกสลักชื่อเอาไว้
"ชิน"
เเละโปสการ์ดจำนวนหนึ่งที่เขียนจากใครสักคน
ถึงชิน
ผมมองหน้าท่านผู้อำนวยการ
"นายดีกว่าชายผู้นั้นที่ตายต่อหน้านายเพียงใด
เพราะนายยังมีโอกาสอยู่...นายอยู่บนนี้ใช่นายจะไร้ความรู้สึก
นายเเค่จำอะไร รู้สึกอะไรเกี่ยวกับตัวเองตอนที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้
นายคงรู้อยู่เเล้วสินะ ว่านายต้องทำอย่างไรต่อไป
มันคืองานชิ้นสุดท้ายของนายบนนี้"
ผมผยักหน้า พร้อมกับนำที่จับความถี่การเต้นของหัวใจ
สวมไว้ที่คอ
*
*
ผมบินออกจากสถานีหัวใจตอนพลบคล่ำ
ตรงไปยังที่ ที่หัวใจของผมถูกผูกอยู่
บินตรงไปทางเหนือ
เชียงใหม่
ปี๊ด ปี๊ด...เสียงที่จับความถี่การเต้นของหัวใจ
บอกผมว่า พบหัวใจเป้าหมายเเล้ว
ผมเหลือบไปเห็นด้านหลังของผู้ชายคนหนึ่ง ตอนนี้เขายืนอยู่เพียงลำพัง
ก่อนที่ผมจะล้มลงมาจากที่ไม่สูงนัก
ไม่ใช่อะไรหรอก อยู่ๆปีกสีดำของผมก็หายไป...
ผมเหลือบไปเห็น หัวใจประมาณสี่ถึงห้าดวงที่อยู่บนข้อมือด้านซ้ายของเขา
ในนั้นมีหัวใจสีม่วงอ่อนอยู่หนึ่งดวง กับหัวใจสีม่วงเข้มมากอยู่สองดวง
เเละหัวใจอีกดวงหนึ่งสีดำ...ที่ถูกผูกไว้รวมกับหัวใจดวงอื่นๆ
ก่อนที่ผมจะทำอะไร ชายคนนั้นก็หันมาทางผม
ชายวันกลางคนที่ผมคุ้นหน้า
"ชิน...."
วินาทีที่เขาเรียกชื่อ
พร้อมกับสายตาของผมปะทะเข้าที่หัวใจของตัวเอง
ภาพต่างๆ ความทรงจำ ความรู้สึกเกี่ยวกับเขา
เกี่ยวกับความรักของผมก็พุ่งเข้ามา
มันมากมายเหลือเกิน
รัก
โปสการ์ด
ไออุ่นจากอ้อมกอด
เซ็กส์
เเละ
ยานอนหลับ....
"ชินมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงอะ เเล้วทำไมเเต่งตัวประหลาดๆเเบบนั้น"
"ผมหายเเล้วครับ" ผมตอบพี่เขากลับ
"ชินตื่นเเล้วเหรอ ออกจากโรงพยาบาลเเล้วสินะ ขอโทษนะที่พี่ไม่ได้ตามข่าวชินเลย
เเต่ไม่ได้หมายความว่าพี่ไม่ได้รักชินเเล้วนะ"
"ไม่เป็นไรครับพี่ วันนี้ที่ผมมา...."
ผมพยายามจะพูด เเต่น้ำตาของผมมันไหลออกมาเอง
"หือ"
ผมวิ่งเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว
ผมจับมือเขา
นำโปสการ์ดในมือที่เขาเขียนให้ผม ส่งคืนให้เเก่มือของเขา
"ผมมาที่นี่เพื่อนำหัวใจของผมคืน ขอโทษนะพี่ผมคงเอาหัวใจของผมผูกไว้ที่พี่ไม่ได้อีกเเล้ว
ผมเหนื่อยเหลือเกิน ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมาผมรักพี่มาก รักพี่ตลอด รักพี่เพียงคนเดียว
รักมากซะจนทุ่มทั้งตัว เเละหัวใจให้ไปทั้งหมด จนผมทำร้ายตัวเอง
ผมลืมที่จะรักตัวเอง เเต่วันนี้ผมขอ....
ผมขอหัวใจของผมคืน"
วินาทีที่ผมพูดผมรีบเอามือของตัวเอง
ของผมเอง
คว้าหัวใจสีดำที่ถูกผูกไว้ที่ข้อมือซ้ายของเขา
น่าเเปลกที่มันหลุดออกมาอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องใช้กรรไกรอะไรตัดเลย
"พี่ไม่เข้าใจ..."เขาพูดพร้อมทำหน้างง พร้อมกับเอามือพลิกไปที่โปสการ์ดที่ผมยื่นให้
ผมยิ้มก่อนที่จะเดินถอยห่างจากเขา
"ขอบคุณพี่มากนะ ตลอดเวลาพี่เป็นเเรงบันดาลใจที่สำคัญสำหรับผมเสมอมา
ผมไม่เคยโกรธในสิ่งที่พี่ทำให้ผมเจ็บเลย ขอบคุณพี่มากสำหรับทุกอย่าง
ถ้าไม่มีพี่ก็ไม่มีผมในวันนี้ ไม่มีชินในตอนนี้"
ผมออกวิ่งไปพร้อมกับมือที่ถือหัวใจสีดำของผม
เหมือนที่ผมเคยถือลูกโป่งสวรรค์ตอนที่ไปเที่ยวงานวัดตอนเด็กๆ
"เดี๋ยวก่อนชิน พี่ไม่เข้าใจ..."เสียงของเขาดังตามหลังผม
เเต่ผมไม่ได้หันหลังกลับไป...
ปีกสีดำของผมกลับมา
ผมวิ่งเพื่อที่จะออกบินไปยังจุดหมาย เเต่วินาทีที่จะออกบินนั้น
มีเเสงสีม่วงบางอย่างฉายเเสงเเสบตามาที่ผม
พร้อมกับตัวผมวูบหายไป เหมือนลมที่พัดผ่าน...
*
*
รู้สึกตัวอีกที
ผมยืนอยู่ที่หน้าประตูบานที่เเง้มส่องเเสงสีม่วงอีกตามเคย
เเต่ผมไม่ได้อยู่คนเดียว ข้างๆผมมีท่านผู้อำนวยการ
ท่านผู้อำนวยการบรรจงเอาสายหัวใจของผมค่อยๆมัดมันไว้ที่ข้อมือด้านซ้ายของผม
บัดนี้หัวใจของผม
เป็นสีม่วงอ่อน
...เเต่ผมคงไม่สงสัยอีกเเล้ว
ว่าทำไมมันถึงเป็นสีนี้...
ผมรู้พร้อมๆกับที่รู้ว่ารางวัลเเจ็คพ็อตที่เเท้จริงมันคืออะไร มันต้องได้มาอย่างไร
เเละดินเเดนอะไรที่ผมจะได้ไป
"นายไปเเล้ว ฉันคงเหงาเเย่ ไม่มีเด็กคนไหนกล้าพอจะมาคุยถกเถียงกับฉันสักคน"
"ผมก็คงคิดถึงท่านผู้อำนวยการเหมือนกันครับ"
"งั้นก็มาเยี่ยมฉันมั่งสิ นายรู้เเล้วนิว่าจะมาหาฉันได้อย่างไร"
"หา...ไม่เอาอีกเเล้วครับท่าน" ผมพูดพร้อมกับที่ท่านยิ้มหัวเราะ
"ต่อไปนี้ หากนายมีหัวใจอีกครั้งก็ขอให้นายผูกมันไว้ที่ตัวเอง"
ผมยิ้มให้ท่านผู้อำนายการเป็นการรู้กัน
"เอาล่ะ ไปได้เเล้ว....ฉันไม่อยากเสียน้ำตาให้เเก่เด็กน้อย"
"เขยิบหน่อยครับท่านผู้อำนวยการ"
ผมค่อยๆเดินลงไปที่บันได
ทีล่ะขั้น ทีล่ะขั้น
พร้อมกับนึกถึง
ความทรงจำมากมายบนสถานีหัวใจนี้
ผมจะเก็บรักษามันไว้อย่างไม่ลืมเลือน
จนผมก้าวถึงบันไดขั้นสุดท้าย
พร้อมกับผมหันกลับไป
ผมออกวิ่ง
วิ่งเหมือนกำลังไล่จับอะไรบางอย่างท่ามกลางแสงสว่าง
ตรงไป
ตรงไป
ที่ประตู
ประตูที่บัดนี้เปิดกว้างเเสงสีม่วงส่องประกายเข้ามามากกว่าที่ผมเห็นทุกครั้ง
ผมวิ่งสุดกำลัง
เเละกระโดดออกไปนอกประตู
ยืดตัวสุดเหวี่ยง ขยับตัวไปมาสุดชีวิต ท่ามกลางเเสงสีม่วงส่องประกายเหมือนผ้าเเพร
ที่บัดนี้โอบตัวผมอยู่รอบข้าง
พร้อมตะโกนออกไปสุดเสียง
”มีหัวใจก็ผูกไว้กับตัวเองสิว่ะ”
*
*
ตี๊ด ตี๊ด......ตี๊ด
เสียงอะไรบางอย่างที่ผมคุ้นเคย
ผมค่อยๆลืมตาขึ้น ผมถูกปลุกขึ้นมา
ด้วยเครื่องจับสัญญาณชีพจรการเต้นของหัวใจ
นี่ผมเป็นเจ้าชายนิทรามาเป็นเวลานานเท่าไรเเล้วนะ
ผมไม่มีเเรงมากพอเท่าไรกับการตื่นขึ้นมาครั้งเเรก
ผมได้เเต่ลืมตา กรอกตาไปมา
ผมกรอกลงมาที่ข้อมือด้านซ้ายของผม
ที่บัดนี้ผมมองไม่เห็นหัวใจอีกดวง
หัวใจเเห่งความรู้สึกของผมที่ถูกผูกไว้บนข้อมือด้านซ้ายนี้
เเต่ผมกลับเห็นอะไรบางอย่างเเทน
บนมือข้างซ้ายของผม มีมือของคนอีกคนที่กำมือของผมไว้เเน่น
มือของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ผมคุ้นเคยมาทั้งชีวิต...
-----------------------------------------
เรื่องสั้นเรื่องที่ 2 ของปีนี้ครับ
"HEART STATION"
เเรงบันดาลใจจาก หนังเเอคชั่นในดวงใจของผม The Island
+เพื่อนให้เน็ตคนหนึ่งที่มาขอคำปรึกษาเรื่องความรักกับผม
ฟังไปฟังมาได้คำนี้ขึ้นมา
"มีหัวใจก็ผูกไว้กับตัวเองสิว่ะ"
เลยได้มาเป็นเรื่องนี้ ขอบคุณจริงๆครับ
นานๆที่จะกลับมาเขียนอะไรด้านสว่างๆ ..... -*-
ปิดเืทอมซักที หวังว่าตัวผมเองคงมีเวลาให้กับการเขียนเรื่องสั้นมากขึ้น
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้น เเละความคิดเห็นครับ
สุดท้าย
จะรักใครก็รักได้ เเต่อย่าลืมผูกหัวใจไว้ที่ตัวเองเน้อ
ตึง!
ชอบ ตั้งใจเขียนมักๆ
#1 By น้ำเงินเจือขาว on 2008-03-04 00:04