ROCK in a coma
posted on 03 Apr 2008 00:02 by shikak
ผมเฝ้าตามหาความหมายของคำๆหนึ่งเสมอมา
คำๆหนึ่งที่ทำให้ผมสามารถยืนยัดอยู่ได้
สามารถดีดกีตาร์ กระหน่ำมัน
กระหน่ำมันเข้าไป เข้าไป…
กับดนตรีร็อคที่มันเปรียบเหมือนกับ
”ชีวิต” ของผม
*
*
ผมเริ่มต้นชอบ และหลงรักดนตรีร็อคตั้งแต่ยังเด็ก
ผมยังจำครั้งแรกที่ผมสัมผัสกับมันได้
ตอนผมอายุประมาณห้าถึงหกขวบ
บนโต๊ะอาหาร บนบ้านตึกแถวเล็กๆ
มีผม แม่ และพ่อ นั่งอยู่
บนโต๊ะอาหารมีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่เพียงสามชาม
พร้อมกับ กับข้าวที่เย็นชืดเหมือนค้างคืนมาหลายสัปดาห์
ข้างๆโต๊ะกินข้าว มีโทรทัศน์วางไว้อยู่บนโต๊ะตัวเล็กๆ
ที่ดูเหมือนจะเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวของที่บ้าน
วันนั้นทุกๆอย่างยังคงเป็นปกติเฉกเช่นทุกวัน พ่อกับแม่พูดจาทะเลาะกัน
พ่อมักใช้กำลังตบตีแม่เสมอทุกครั้ง พร้อมกับกวาด และล้มโต๊ะอาหาร
ทุกๆครั้งแม่จะร้องเสียงโอดครวญ
พร้อมกับที่ผมจะต้องลงไปช่วยห้ามพ่อไม่ให้ทำร้ายแม่
ซึ่งทุกครั้ง ผมจะสามารถหยุดพ่อได้
เพียงแต่ พ่อจะมากระทำ และระบายมันกับร่างกายของผมแทน...
แต่ผมก็ยินดีที่จะรับความเจ็บปวดนั้นแทนแม่ของผม
แต่น่าแปลกที่โทรทัศน์ระหว่างกินข้าวในวันนั้นไม่ได้เปิดช่องข่าวเฉกเช่นทุกวัน
แต่กลับกลายเป็น
การถ่ายทอดเทปบันทึกภาพ คอนเสิร์ตวงร็อคแอนท์โรลจากต่างประเทศที่โด่งดังในสมัยนั้น
ศิลปินคนร้องผมยาว บนหน้าพวกเค้ามีการเพนท์ ที่ทำให้ดูดิบ และหลอน
นักร้องนำร้องเพลง แหกปาก ตะคอกด้วยเสียงสูง
ดนตรีที่บรรเลงไปด้วยความหนักแน่น
ซาวน์ดนตรีในยุคนั้น ที่ถึงแม้จะไม่ได้แรง
และสะใจเท่าซาวน์ร็อคเมทัลสมัยใหม่ก็ตาม
ผมยังจำเนื้อเพลงท่อนนั้นที่ศิลปินกลุ่มนั้นได้ร้องซ้ำไปซ้ำมา
”What is
the meaning of LIFE ….
People are always find
กรี๊ด อ๊าก.....
What is the meaning of LIFE….
อย่าทำฉันเลย อย่าได้โปรด ฉันรู้แล้ว
People are always find
Do you know ?
ฉันขอโทษ...
ผมจำได้หมด ทั้งเนื้อเพลง จังหวะของดนตรี ความหมาย และอารมณ์ตอนนั้น
รวมถึง เสียงกรีดร้องโหยหวนของแม่
แต่น่าแปลกที่ทั้งสองเสียงกลับประสานเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด
You just
และวันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมไม่ได้ลงไปช่วยห้ามพ่อจากแม่
เพราะสายตาของผมจับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์
ด้วยตาอันเป็นประกาย
Close your eyes
*
*
ผมมีคนรักของผม
เราพบกันเมื่อประมาณสามปีก่อนที่สตูดิโอเก่าๆที่ผมมักจะไปซ้อมดนรี และอัดเพลงเสมอ
เธอกับผมมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน
บางสิ่งบางอย่างที่มองตากันเพียงไม่กี่วินาทีก็สามารถรับรู้ถึงกันและกัน
อดีตสีเทาอันโหดร้ายหนักอึ้งที่อยู่ภายในสายตากลมโตคู่นั้นของเธอ
บนใบหน้ารูปไข่ สีผิวที่ขาวเหมือนหิมะ ปากที่แดงอมชมพู ผมยาวสีดำขลับ
ทั้งสองสิ่งนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมหลงรักเธอตั้งแต่แรกพบ
และเมื่อยิ่งได้พูดคุย ได้ใกล้ชิดกับเธอ
ด้วยความมองโลกในแง่ดี ไม่ย่อท้อไม่ว่าจะเจอปัญหาขนาดไหน
เธอก็ยังมีรอยยิ้มอยู่เสมอ
มันทำให้อดีตสีเทาอันโดดเดี่ยวของผมนั้น
เจือจางลง...เจือจางลง....
ภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีอันหนักแน่น ปลดปล่อย
ที่มีเธออยู่ข้างๆกายเหมือนเทพีที่ปล่อยแสงสว่างขับไล่ความมืดมน
และผมก็เชื่อเสมอว่า
เธอเองก็น่าจะรู้สึกไม่ต่างอะไรจากที่ผมรู้สึกกับเธอ
*
*
เช่นเดียวกับตอนนี้ผมกำลังเดินอยู่ในล็อบบี้โรงแรมแห่งหนึ่ง
ในมือของผมข้างหนึ่งมีกุญแจห้อง ห้องหนึ่งในโรงแรม
กับตั๋วคอนเสิร์ตของศิลปินร็อคต่างประเทศจำนวนสองใบ
ส่วนมืออีกข้างหนึ่งผมกำอะไรบางสิ่งบางอย่างเอาไว้แน่น
ผมกดลิฟต์เพื่อที่จะขึ้นไปยังชั้นของห้องโรงแรมที่ผมจองเอาไว้
ผมเดินอยู่บนชั้นสี่ ผมค่อยๆเดินไปเรื่อยๆจนสุดทางเดิน
จนถึงห้องสุดท้ายบนชั้นที่สี่
ผมหยิบกุญแจเพื่อไขมันเข้าที่ประตู
ผมเปิดมันเข้าไป
และแน่นอน
ผมพบเธออยู่ในนั้น
เธอนั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่อยู่บนขอบเตียงร่างกายของเธอเปลือยเปล่า
ทว่าขอบตาของเธอดำคล้ำด้วยมาสคาร่า
ข้างๆตัวเธอมีลำโพงขนาดพกพาขนาดไม่ใหญ่มากตั้งอยู่
ผมเดินตรงเข้าไปหาเธอ
เธอมองหน้าผม พร้อมกับหยิบอะไรบางอย่างให้
บุหรี่ยี่ห้อ Black ที่เธอชอบสูบเป็นประจำ
เธอเคยบอกผมว่า มันเหมือนเป็นยาเร่ง แรงบันดาลใจ ในตัวของเธอ
ผมรับมวนบุหรี่จากเธอ ใช้ไฟแช็กจุดมัน พร้อมนั่งลงบนขอบเตียงข้างๆเธอ
เราเงียบ และมัวแต่สูบบุหรี่กันไปพักใหญ่
ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากอะไรบางอย่างออกมา
”เอากีตาร์ไฟฟ้าคู่ใจของนายไปขายแล้วเหรอ
ถึงได้มีเงินมาเช่าห้องโรงแรมแพงๆแบบที่นี่”
”.....อืม” ผมตอบเพียงสั้นๆ
ผมยังคงสูบบุหรี่ต่อ พร้อมกับพ่นควันออกมาเบาๆ
ควันบุหรี่ล่องลอยอบอวลอยู่เบื้องหน้า
ตามปกติ ผมกับเธอมักจะชอบวาดมโนภาพของโลกควันบุหรี่ด้วยกันอยู่เสมอ
และบ่อยครั้งที่ผมเห็นเป็นกระต่ายน้อยขี้กลัวหลบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้
แต่เธอกลับเห็นมันเป็นสุนักจิ้งจอก เรามักจะเถียงกัน
”บ้าหรือเปล่า มันมีหูยาวขนาดนั้นมันต้องเป็นสุนัขจิ้งจอกสิ”
”เพ้อแล้ว สุนัขจิ้งจอกอะไร หางกุดแบบนั้น”
แต่เราก็ถกเถียงกันได้เพียงสักพัก
และทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าก็มลายหายไป
โลกควันบุหรี่มันไม่ยั่งยืนยาวนานเท่าไรนัก
”เอานี่มั้ย”
เธอหยิบอะไรบางอย่างส่งมาให้ผม
ผมรับมันจากมือเธอ ผมใช้ไฟแช็กจุดมัน และสูบมันเข้าไป
รสชาติหวานแปลกๆบังเกิดขึ้นในปาก
มันคือกัญชาแบบแห้งที่เป็นก้อนๆผสมกับยาสูบแล้วมวนด้วยกระดาษ
ผมนั่งสูบมันไปเรื่อยๆ
”จำได้มั้ยวันแรกที่เราพบกัน
เราพูดเรื่องครอบครัวของเรากันมากมาย
เธอกับฉัน ต่างคนต่างตัวคนเดียว
หนีออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุสิบห้า
ฉันเป็นลูกกำพร้า พ่อกับแม่ตายทั้งคู่
ส่วนเธอมีทั้งพ่อ ทั้งแม่ แต่กลับโดนทำร้าย โดดเดี่ยวเสมอมา
เราหาเลี้ยงด้วยตัวเองคนเดียว อดมื้อกินมื้อ ทำงานหนักมาตลอด
มุ่งมั่นเพื่อที่จะตั้งวงดนตรีร็อคของตัวเอง...”
เธอพูดด้วยอาการพร่ำเพ้อ
”อืม....ตอนเจอเธอครั้งแรกก่อนที่จะได้คุยกัน
เธอกำลังควงเบสสีแดงของเธออย่างเมามันเลย
ฉันได้แต่แกล้งดีดกีตาร์ไปมา
เพราะไม่มีสมาธิ สายตามันมัวแต่เฝ้ามองไปที่เธอ”
ผมพูดตอบเธอกลับไป
เธอหัวเราะออกมาเบาๆ
ก่อนที่เธอจะตรงมาที่ผม
ปากของเราประกบกัน
ลิ้นของเราพันกันไปมาเบาๆ
ผมรู้สึกเพ้อ มึน และเริ่มรู้สึกเหมือนสติจะหลุดลอยไปเหมือนทุกๆครั้ง
ทั้งๆที่ผมควรจะควบคุมสติของตัวเองได้มากกว่านี้แท้ๆ
ผมคุ้นเคยกับการใช้กัญชามานาน
เพราะตลอดเวลาที่ผมจะแต่งเพลง หรือทำนอง
ผมมักจะต้องพึ่งมันทุกครั้ง
ผมชอบการดั้นสดแบบเพ้อๆมึนๆ
งานที่ได้มักจะออกมาสด และแปลกใหม่ทุกครั้ง...
”ตึง.....ตึง ตึง ตึงงๆ....”
เสียงดนตรีจากลำโพงขนาดพกพาบนเตียงดังขึ้น
เพลงของวงเรา ที่ยังไม่ได้อัดเนื้อร้องเข้าไป
มีเพียงดนตรี และทำนองเท่านั้น ทั้งที่ยังไม่ได้คิดชื่อของวงเลย...
ผมเริ่มใช้ปาก และมือเพียงข้างเดียว ไล่เลี่ยลงไปที่หน้าอกของเธอ
พร้อมกับเธอค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำของผม
ผมดูดเข้าที่หัวนมสีแดงอมชมพูของเธอ เธอครางออกมาเป็นจังหวะ
อ้า....ตึงๆ.....อ้า ตึง..... อ้า....
เสียงครางของเธอเข้ากับดนตรี และทำนองได้อย่างน่าประหลาด
ประดุจว่าเสียงครางของเธอได้เติมเต็มส่วนเนื้อเพลงที่ขาดหายไปของมัน
มันทำให้ผมยิ่งเพ้อ และ อยาก มากขึ้น
เธอส่งมวนกัญชามาให้ผมอีก
ผมสูดมัน ควันที่ล่องลอย
”วันนี้ยังเห็นเป็นกระต่ายน้อยขี้กลัวหลบอยู่หลังพุ่มไม้อยู่อีกหรือเปล่า...”
ผมไม่ได้พูดตอบเธอกลับไป เพราะตอนนี้เหมือนอารมณ์ และสติของผมมันล่องลอยไปเสียแล้ว
ผมไล่เลี่ยต่อมาถึงสะดือ หน้าท้องมีตุ่มแดงๆอะไรบางอย่าง
พร้อมรอยขีดข่วนเล็กๆน้อยๆมากมาย
ผมเคยถามเธอถึงการได้แผลพวกนี้มาได้อย่างไร
เธอมักตอบผมว่า
”ก็ได้จากเธอนั่นแหละ เธอไม่รู้ตัวเหรอ ตอนเธอมึนพร่ำเพ้อจนขาดสติแล้วมีเซ็กซ์กับฉันน่ะ
เธอชอบคิดว่าฉันเป็นเหมือนกีตาร์ไฟฟ้าคู่ใจของเธอหรืออะไร...
เธอกระแทกเข้าที่อวัยวะเพศของฉัน
แต่มือข้างหนึ่งของเธออยู่ที่หน้าท้องของฉันเสมอ มันดีดไปมาตามจังหวะของดนตรี...”
ผมไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เธอบอกผม
แต่ก็นะ ผมเป็นคนสติอ่อนกับสารเสพติดพวกนี้มากกว่าเธอมาก
ผมมักจะมึน เพ้อ
หมดสติไปก่อนเธอทุกครั้ง...
”กระต่ายน้อยขี้กลัวจะแปลงร่างจัดการกับเจ้าหมาป่าดุร้ายแล้วนะ...”ผมพูดพึมพำออกมาเบาๆ
พร้อมกับได้ยินเสียงเธอหัวเราะแปลกๆ
ผมเริ่มสวมใส่อวัยวะเพศของผม และกระแทกเข้าที่อวัยวะเพศของเธอ....
แต่มืออีกข้างของผมก็ยังคงกำบางสิ่งบางอย่างไว้แน่น
บางสิ่งบางอย่างที่บัดนี้มันชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ผมได้ยินเสียงเธอครางเป็นระยะ
แต่สติของผมช่างพร่ามัว มึนงงไปหมดเฉกเช่นทุกครั้ง
”ฉันขอโทษจริงๆนะ...” เสียงบางอย่างกระซิบกระซาบอย่างแผ่วเบา
ผมอยากจะตอบเสียงนั้นกลับไปว่า
”ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น....” แต่มันรู้สึกเมา และเพ้อหรือเกิน
ผมไม่มีสติมากพอจะบังคับปากตัวเองให้พูดออกมา
ผมได้แต่ครางออกมาเบาๆด้วยความเสียว
อา อา...
ผมกำลังจะถึงจุดสุดยอด
พร้อมกับน้ำแห่งความใคร่ที่หลั่งไหลออกมา
ความเสียว และความสุขในการปลดปล่อยมันออกมาปี๊ดไปที่หัวของผม
ผมเอาอวัยวะเพศของผมออกมาจากอวัยวะเพศของเธอ
พร้อมกับเคลิ้มหลับไป โดยที่มืออีกข้างผมยังคงกำไว้แน่น
”อีกสิบห้านาทีคอนเสิร์ตจะเริ่มแล้วนี่...เร็วเข้า” ผมถูกปลุกด้วยเสียงของเธอ
ผมลุกขึ้นนั่ง ผมคงจะหลับไปได้สักครึ่งชั่วโมง
ก่อนที่เธอจะหยิบเข็มฉีดยาอะไรบางอย่างออกมา
จำนวนสองเข็ม
”แน่ใจแล้วนะ…” เธอพูดถามผม
”อืมก็เราจะไปดูคอนเสิร์ตด้วยกันไม่ใช่หรือ”
เธอจัดการฉีดมันใส่ที่ต้นแขนของผม และเธอฉีดมันใส่ข้อมือของตัวเอง
ผมนำอะไรบางอย่างเข้าไปในปากของผม
บางสิ่งบางอย่างที่ผมกำไว้แน่นตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่
*
*
ผมกับเธอกำลังเดินเข้าไปยังสถานที่เล่นคอนเสิร์ต
ที่อยู่ห่างจากตัวโรงแรมเพียงไม่กี่ร้อยเมตร
ผมซื้อบัตรได้ประมาณบลอคที่สองจากหน้าเวที
ผู้คนรอบข้างช่างมากมายเหลือเกิน ล้วนแต่เป็นสาวกเพลงร็อคทั้งสิ้น
แน่นอนคอนเสิร์ตเพลงร็อค ย่อมต้องยืนไม่มีที่นั่ง
ผมกุมมือของเธอไว้แน่น
และสัมผัสถึงความหยาบกร้านจากการซ้อมดนตรีหักโหมมาเป็นเวลาหลายปี
เธอแต่งตัวเสื้อกล้ามสีดำ กางเกงขาสั้นสีดำ พร้อมหมวกแก็ปสีดำ
เช่นเดียวกับผม ผมใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาว เข็มขัดสีดำ
แจ่บ ตึก.... แจ่บ แจบ....ตึก
สักพัก เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นกระหน่ำจากฝูงชนรอบข้าง
คงจะเป็นเวลาที่ศิลปินจะปรากฏตัวออกมาครั้งแรกที่หน้าเวที
”หน้ากากของ.....ของพวกเค้าเท่จังเนอะ....”เสียงเธอพึมพำอะไรบางอย่าง
ก่อนที่ดนตรีอันหนักแน่น เร่าร้อน จะกระหน่ำขึ้นพร้อมเสียงร้อง
You are a fox
I’m a Rabbit… oH oH oH….
I want to play HIDE&SEEK with youuuu
แจ่บ ตึก.....แจ่บ...ตึก ตึก
เธอส่ายหัว และตัวโยกไปตามจังหวะของดนตรีเล็กน้อย
กับเสียงโห่ร้องดังกระหึ่มของผู้ชมรอบข้าง
แต่มือของผมยังกุมมือของเธอไว้แน่น
แจ่บ ตึก ....แจ่บ
วินาทีนั้นผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างลอดเข้ามาในหูมากมาย
แม้จะอยู่ท่ามกลางเสียงร้อง ทำนอง ดนตรีของศิลปินเบื้องหน้าก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่า มันยังไม่ใช่บทเพลงที่ผมต้องการ
บทเพลงของชีวิตผม
”เราจะต้องทำความหมายของชีวิตของเราให้เป็นจริงให้ได้
ชีวิตของเราคือการมุ่งมั่น การขึ้นเวที ของดนตรีร็อค
มันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเราสอง
ให้เราสู้กับสิ่งเลวร้ายในชีวิตเรามาได้นักต่อนักแล้ว จริงมั้ย
เราจะต้องยิ่งใหญ่ในหนทางนี้ แสดงมันให้แก่ผู้คนรู้
สัญญากันนะ เราสองคน...”
ตึก แจ่บ....ตึก แจ่บ...
คอนเสิร์ตผ่านไป เพลงแล้วเพลงเล่า
หลายบทเพลง ผ่านพ้นไป พ้นไป
เธอยังส่ายตัวไปมา....
”ซ้อมดนตรีกันมาแปดชั่วโมงแล้ว
รู้สึกเหนื่อยมาก นิ้วมือที่ดีดกีตาร์มันเจ็บไปหมด
แต่ข้างในใจมันกลับรู้สึกดียังไงไม่รู้”
ก่อนที่ศิลปินจะเข้าช่วงพักครึ่งเพื่อคั่นไปสู่ช่วงหลังของคอนเสิร์ต
ที่จะเล่นกระหน่ำเฉพาะดนตรี
"let go 15 MINUTE
Are you Ready!"
แต่มือของผมยังกุมมือของเธอไว้แน่นเช่นเดิม
ถึงแม้มันจะชุ่มไปด้วยเหงื่อขนาดไหนก็ตาม
ดนตรีได้เริ่มกระหน่ำขึ้น
ตึง..แจ่บ...ตึง ปัง ...ตึง
ตึก...
อยู่ๆเธอก็ยืนนิ่งข้างๆผม
เธอยืนนิ่งไปประมาณสองสามนาที
ก่อนที่เธอจะพูดอะไรบางอย่าง
”ท..ทำ ไม เธอถึงไม่เต้นไปพร้อม...กันกับฉั...น...ล่ะ
ทั้งๆที่มัน.....เป็นช่วงเวลาสุดท้าย....ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน”
วินาทีที่เธอพูดจบ ผมเห็นบางสิ่งบางอย่างช้ากว่าปกติ
ผมคว้าตัวของเธอเข้ามาหาผม
ผมกอดร่างของเธอไว้แน่น
ก่อนที่ผมจะปล่อยเธอ
เธอจะค่อยๆล้มลงไปท่ามกลางฝูงชน
มือของเราค่อยๆแยกออกจากกัน...
แต่ผมยิ้มให้กับเธอ....
ผมจะเต้นไปพร้อมกับเธอได้อย่างไร
ในเมื่อตลอดเวลาที่เข้ามาในคอนเสิร์ต
ผมไม่ได้ละสายตาไปจากเธอเลย
ตึก แจ่บ...ตึก
ผมเข้าใจในความเจ็บปวดของความโดดเดี่ยวมาตั้งแต่เด็ก
ผมยอมที่จะโดดเดี่ยวต่อไปเพียงลำพังคนเดียวได้
แต่เมื่อผมเจอคนที่ผมรักแล้ว
ผมยอมให้คนที่ผมรักโดดเดี่ยวต่อไปคนเดียวไม่ได้
แม้จะกี่นาทีหลังจากนี้ก็ตาม...
ผมจะอยู่เคียงข้างเธอเอง ส่งรอยยิ้มให้กับเธอ
ส่งความอบอุ่นให้เธอผ่านมือ ผ่านอ้อมกอดของผม
จนถึงวินาทีสุดท้ายของเธอ
ผมคายบางสิ่งบางอย่างในปากออกมา
บางสิ่งที่ตอนนี้มันจืดชืดไร้รสชาติ
มันคือ
หมากฝรั่ง (GUM)
สิ่งเดียวที่จะทำให้ผมคงสติให้อยู่กับเธอได้จนวินาทีสุดท้าย
ผมเคี้ยวมัน ฟันผมกระทบกันเป็นระยะๆให้รู้สึกตัว...
สติผมพร่ามัว ผมยังคงได้ยินเสียงบางอย่างจากอดีตสีเทา
"ฉันขอโทษ ฉันทำชีวิตของเธอพังยับเยิน
ทั้งๆที่เรารวบรวมคนมาตั้งวงได้แล้วแท้ๆ
ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี สิ่งที่เธอพยายามอย่างหนักมาทั้งชีวิต
มันอยู่ตรงหน้าของเธอ
เธอกำลังจะคว้ามันได้อยู่แล้วแท้ๆ
แต่ฉันกลับทำลายชีวิตของเธอ เพราะความอยาก ความใคร่ของฉันเอง
ฉันนำพาโรคมาให้เธอ..โรคที่ไม่สามารถรักษาได้
ฉันพึ่งไปตรวจเลือด เเละคงติดมาจากใครสักคน
เธอจะตบฉัน จะฆ่าฉันก็ได้....โฮ ทำเลย...."
” Finally, the little rabbit will become the wolf's prey.”
ตึก ตัก ตึง ตัก....เสียงเบส กีตาร์ กลอง ยังคงกระหน่ำ
"เราอยู่ไปก็คงต้องทรมาน
สู้เราตายตอนที่เรายังมีความสุขกันไม่ดีกว่าหรือ
ฉันรักเธอ ไม่ว่าเธอจะทำลายชีวิตฉันยังไง
ฉันก็คงทำร้ายเธอไม่ได้....
ฉันเกือบจะตบตีเธอด้วยความโกรธแค้นถึงขีดสุด
แต่ภาพของแม่ในความทรงจำของฉันมัน.....
"หลอดฉีดยาสองหลอดนี้ มียาพิษกับสารเสพติดที่จะทำให้เพ้อ และหลับ
มันจะดับลมหายใจไปอย่างไม่ทรมาน....
อาทิตย์หน้าจะมีคอนเสิร์ตวงที่เราเฝ้ารอคอย
เราจะสนุกกับการเดทครั้งสุดท้าย"
ดนตรียังคงเมามันมาจากหน้าเวที
แต่ในหัวของผมกลับมีคำร้องบางอย่างขึ้นมา
มันเข้ากันกับดนตรีได้อย่างน่าพิลึก
หรือเพราะ มันคือ
เพลงแห่งชีวิตของผม
”What is the meaning of LIFE ….
ทำเพลง มีเงิน มีฐานะ เป็นศิลปินร็อคที่โด่งดัง
แสดงให้ทุกคนเห็น ถึงความหมายของชีวิต
สิ่งที่ทำให้ผมมีชีวิตได้ถึงทุกวันนี้ งั้นหรือ
มีลูกมีครอบครัว อบอุ่นอย่างมีความสุข.... หึ
People are always find
.......
จะหามันทำไม
Do you Know
”ชีวิตที่แท้จริงมันไม่มีห่าอะไรหรอก”
จะกำหนดนิยาม
จะไขว่คว้ามันทำเหี้ยไรกันมากมาย ให้เหนื่อย ให้เครียดกันว่ะ
แค่สนุกกับมันให้สุดเหวี่ยงก็พอ
You just
เพราะอย่างไร / จน วินาทีสุดท้าย....
ตึดด ตึด ตึด ตึง ตึง ตึตตึด ตึง....
เสียงดนตรีรอบข้างมันเหมือนถูกเร่งจังหวะ
เร็วขึ้น เร็วขึ้น....
ตึดดดด...............เขือนนน...... เขือนนนนน
เสียงเหมือนเทปคาสเซทที่ตีกลับอื้ออึงไปทั้งหูของผม....
กับความมืดเต็มไปทั้งสองตา
Close your eyes
พร้อมกับเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินในชีวิตผม
ตึงงงงงงงงงงง!
---------------------------------------
Music
กด Play เพื่อเล่นครับ
ข้อเเนะนำในการฟัง เเละอ่านให้ได้อรรถรสยิ่งขึ้น
กด Play เพลง เเล้วอ่านตรงฉากคอนเสิร์ตไล่ลงมาจนจบเรื่อง
ยิ่งอ่านจบพร้อมกับเพลงยิ่งดี....
ได้ฟังเพลงนี้ตอนใกล้ๆสิ้นเดือน ฟังไปฟังมาประมาณ 5-6 รอบไม่หยุด
เพราะมันมันส์มากกกกกกกก!
ฟังไปฟังมา ก็เริ่มคิด เห้ย ทำไม
ชื่อเพลงเเม่งชื่อ Gum ว่ะ
เลยทำการเข้า Youtube เพื่อนยาก เพื่อจะค้นหา MV
เเต่ดันไม่มี....
แต่ไอ้ผมก็ยังมันส์กับเพลงนี้ไม่เลิก
ฟังกระหน่ำเข้าไปวันนั้นฟังไปประมาณ 20 รอบเห็นจะได้
ฟังไปโยกไปส่ายหัวไป
(วิธีการหาความสุขง่ายๆด้วยตัวเองคนเดียว -*-)
ฟังไปฟังมารู้สึกว่าตัวเพลงมัน มันส์เเบบเมาๆ
เหมือนกินเหล้าเมา หรือ เล่นยาเสพติดจนเมาๆเพ้อๆ
เเล้วไปมันส์ต่อที่คอนเสิร์ต ROCK
เเล้วเลยโยงมาที่ชื่อ Gum
เคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อคงสติอยู่ได้
เลยได้เรื่องสั้นเรื่องนี้ขึ้นมาครับ
ขอบคุณ Cornelius สำหรับเเรงบันดาลใจ ตอนนี้ผมเสพติดเพลงคุณมาก!
ขอบคุณโลกอินเทอร์เน็ตสำหรับการค้นหาข้อมูลเรื่องกัญชาครับ
เรื่องสั้นเรื่องเเรกที่สั้นที่สุด ตัวเเทนของ "ควัน"
เเละคงเป็นเรื่องเดียวที่มีฉากอีโรติกใน EP นี้ครับ
มีอะไรเขียนเเนะนำในคอมเม้นได้นะครับ
เจอกันกับสองเรื่องต่อไปเร็วๆนี้ครับ
(ขอตัวไปเขียนก่อน)
ตึง!
หวัดดีปีใหม่ไทยคะ
เข้ากันดีค่ะ
#1 By (^_^)/nana on 2008-04-03 00:17