Mirrorcle World
posted on 18 Apr 2008 00:02 by shikak

-Mirrorcle
World-
หลายสื่อ
หลายสิ่งตีพิมพ์
ใคร่บอกเสมอว่า
"มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ"
มนุษย์มีสมองที่มีขนาดใหญ่กว่าสัตว์ทั่วไป
มีความคิดรู้จักสื่อสารกับพวกเดียวกันเองได้
แต่หลายสื่อ และหลายสิ่งตีพิมพ์ไหนกันเล่า
ที่สร้าง พูด และบอกกล่าวประโยคนี้ขึ้นมา
หากไม่ใช่
จากตัวของ
"มนุษย์"
เสียเอง
*
*
"อีกไม่กี่วันแล้วนะครับ ที่เราจะต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน
จากพื้นที่ดาวดวงนี้ไปเสียที หรือที่ทางศัพท์บัญญัติของทางตะวันตก
เรียกกันว่า Exodus'60 Project
ผมรู้สึกกลัว และตื่นเต้นกับดาวดวงใหม่
ที่พวกเราจะได้อพยพกันไปอย่างมากครับ
ต้องขอบคุณประเทศ มหาอำนาจทางตะวันตกที่ออกค่าใช้จ่ายในการอพยพให้ทั้งหมด
และนักวิทยาศาสตร์ลึกลับที่ใช้นามแฝงว่า The
Mirror smoke creator ครับ
ที่ค้นพบดาวดวงใหม่ที่สามารถอยู่อาศัยได้เหมือนโลกของเรา
แถมวิธีไปถึงดาวดวงนั้นอย่างง่ายดาย มันน่ามหัศจรรย์มาก"
ฉันนั่งฟังข่าวจากหน้าจอโทรทัศน์
ข่าวเก่าที่ออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาหกเดือน
แต่ความคืบหน้าของการอพยพนี้ก็มีมาตลอดทุกระยะ
”รวมถึงตอนนี้คนของประเทศเราในต่างประเทศก็ได้ทยอยกลับเข้าประเทศ
เพื่อการอพยพครั้งนี้แล้วด้วยครับ”
นักข่าวสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งเสนอข่าว
ที่ดูท่าทีจะยิ้มแย้มอารมณ์ดี ผิดปกติจากในรอบสองปีที่ผ่านมา
ไม่แปลกที่ทุกคนจะรู้สึกไม่สดใส หรืออาจรู้สึกหมองหม่น
เพราะตลอดห้าปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์โลกร้อนได้แสดงผลกระทบอย่างหนัก
ที่จริงมันก็มีผลกระทบมานานในหลายสิบปีที่ผ่านมา
แต่ผลกระทบมันกลับเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าที่คาดกันไว้มาก
ทั้งๆที่เทคโนโลยีของมนุษย์ก็ไม่ได้พัฒนาแตกต่างจากเมื่อตอนเริ่มรณรงค์
เมื่อช่วงต้นปีของ ศตวรรษที่ยี่สิบ เท่าไรนัก
เอาแค่ตลอดช่วงเวลาสิบหกปีที่ฉันกำเนิดขึ้นบนโลกนี้
ภาพหมีขั้วโลกกัด ทะเลาะกันแย่งพื้นที่นอนพักพิงบนพื้นน้ำแข็งที่บัดนี้เหลือเพียงไม่ถึง
10%
ของพื้นน้ำแข็งซึ่งควรจะมี
การหายไปของการอพยพบินไปยังเขตอบอุ่นของนกพันธุ์ต่างๆที่เคยมีภาพให้เห็น
เมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้ว บัดนี้ไม่มีภาพนั้นหลงเหลือให้เห็นอีกแล้ว
หรือ
การที่พื้นดินบนโลกเริ่มหดหายลงไปทุกทีๆ
ญี่ปุ่นต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อพื้นดินต่อจากอินเดีย
แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับจำนวนประชากรทั้งโลก
กับพื้นดินที่ลดหายไปอย่างน่ากลัว
อีกทั้งประเทศมหาอำนาจที่สุดของโลกก็ยังปล่อยก๊าซพิษ
ทำลายชั้นบรรยากาศ,โอโซน มากที่สุด และเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเสมอ
ดังนั้นการรณรงค์มาหลายสิบปีจึงไม่มีผลอันใด
มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ร่วมมือปฏิบัติตาม
และมันไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของการอยู่รอด
บนสิ่งที่เรียกว่า
"โลก"
ฉันนั่งคิดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
พลางพลิกดูไปมาในพระคัมภีร์ไบเบิล
ทบทวนเหตุการณ์บนโลกที่กำลังสับสนวุ่นวาย และเปลี่ยนแปลงในตอนนี้
มันทำให้ฉันอดคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไม่ได้
ไม่ว่าจะ
”Exodus” การอพยพ
เป็นบทหนึ่งในพระคัมภีร์
การกล่าวถึง นักบุญโมเสสที่เป็นผู้นำพาชาวยิวออกจากอียิปต์
เพื่อไปหาสิ่งใหม่ แม้การไปหาสิ่งใหม่นั้นจะยากลำบากมากเพียงไรก็ตาม
”The Judgement Day” – วันพิพากษาโลก
เป็นบทวิวรณ์ในพระคัมภีร์
เป็นนิมิตที่พระเจ้าแสดงให้แก่นักบุญยอห์น เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การเกิดวันสิ้นโลก เพราะพระเจ้าต้องการล้างสิ่งชั่วร้ายออกไป
เป็นการขีดเส้นจำกัดของพระเจ้าไม่ให้มนุษย์ชั่วร้ายไปมากกว่านี้
มีเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นตามพระคัมภีร์ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น
โลกระบาด ตลอดจนโลกร้อน
สิ่งต่างๆมันผูกปะติดปะต่อกันกับเหตุการณ์ต่างๆในปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด
หรือการที่มนุษย์ผู้บาปหนากำลังอพยพไปยังดาวดวงใหม่นั้น
จะเป็นการอาจหาญดิ้นรน
เพื่อเป็นการหยุดการขีดเส้นในวันสิ้นโลกของพระเจ้า
ฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้ วางพระคัมภีร์ไบเบิล และตรงไปยังเตียงนอน
หยิบรูปที่หัวเตียงขึ้นมาดู
รูปของผู้หญิงที่ฉันรักที่สุด ที่บัดนี้ท่านไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
ฉันคิดถึงแม่เหลือเกิน ยิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แบบนี้
มันทำให้ฉันรู้สึกอยากมีใครอยู่ใกล้ชิดด้วยสักคน
*
*
ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่
ชีวิตของฉันนั้นค่อนข้างที่จะแปลกประหลาดกว่าเด็กทั่วไป
เพราะตั้งแต่เกิดออกมาจำความได้
แม่ฉันไม่เคยเรียกชื่อของฉัน แม่บอกเพียงว่า ฉันไม่มีชื่อ
พร้อมบอกชื่อที่แม่บอกว่ามันคู่ควรกับฉัน
"ผู้ไถ่บาป"
ตอนเด็กๆด้วยความซื่อ ฉันนึกว่า ผู้ไถ่บาปเป็นชื่อของฉันจริงๆ
หลังจากฟังนิทานที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องชีวิตของฉันทุกวันก่อนนอน
แม่ใคร่บอกเสมอว่า ฉันเป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าติดต่อแม่เพื่อให้กำเนิดฉันออกมา
แม่รับหน้าที่อันหนักอึ้งนี้มาโดยตลอด เจ้าไม่มีพ่อ
ไม่ได้เกิดจากน้ำอสุจิ
แต่เกิดจากน้ำตาของพระเจ้าที่ต้องการช่วยเหลือมนุษย์
จึงกำเนิดเจ้าขึ้นมาเพื่อไถ่บาปคนบนโลกอีกครั้ง”
แม่ฉันเป็นคนเคร่งศาสนาคริสต์มาก
ฉันพอจะเข้าใจในสิ่งที่แม่ศรัทธา
แต่การมาเหมารวมลูกตัวเองเป็น ผู้ไถ่บาป นั้นดูจะเกินไปเสียหน่อย
อีกทั้งถ้าใครได้ยินมันจะไม่ดี มันเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์
เพราะคำว่า ผู้ไถ่บาป ทางศาสนาคริสต์
นั้นหมายถึง พระเยซู ศาสดาองค์เดียวเท่านั้น
หาได้มีผู้อื่นก่อนหน้า หรือ หลังจากนั้นอีกไม่
ซึ่งท่านได้ลงมาไถ่ความผิดบาปของพวกเรา
ท่านเสียสละชีวิตทรงถูกตรึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
ซึ่งตัวฉันก็ไม่เคยคิดจะไปเทียบชั้นกับท่าน
เพราะฉันรู้ตัวดีว่า
ฉันเป็นเพียงมนุษย์ผู้มีบาปหนาเท่านั้น
แต่เมื่อใดก็ตามที่ฉันเถียงแม่ว่า
แม่เลิกไร้สาระสักที แล้วบอกมาเถอะ
ว่าใครเป็นพ่อที่แท้จริงของฉัน แม่จะตอกกลับมาเสมอว่า
"ลูกไม่มีพ่อที่เป็นมนุษย์ นี่ลูกไม่เชื่อแม่จริงๆหรือ
หากไม่เชื่อลูกลองจับดูที่กลางหน้าอกของลูก
มันเหมือนหน้าอกของมนุษย์เพศหญิงปกติซะที่ไหน
ลูกแตกต่างเพราะ ลูกคือ ลูกที่พระเจ้ารักที่สุด
ผู้เกิดขึ้นมาเพื่อไถ่บาปของมนุษย์อีกครั้ง"
แล้วมันก็เป็นประโยคที่ฉันเถียงกลับไม่ได้
หน้าอกของฉันแตกต่างจากหน้าอกของผู้หญิงทั่วไปจริงๆ
ฉันแทบจะไม่มีหน้าอกบนสิ่งที่เรียกว่าส่วนนม หรือหัวนมทั้งสองข้าง
มันเหมือนหน้าอกของเด็กผู้ชายไม่มีผิด
แต่ฉันกลับมีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนเนื้องอกออกมาตรงกลางของอก
ประมาณเจ็ดถึงแปดเซนติเมตรแทน
ฉันเคยสงสัย และอยากที่จะหาคำตอบกับมันหลายครั้ง
ฉันเคยขอให้แม่พาฉันไปตรวจกับแพทย์
และทุกครั้งแม่ฉันจะพาฉันไปตรวจกับคุณชิน
คุณชินที่ดูเหมือนจะเป็นคนอีกคนนอกจากแม่ที่ฉันรู้จักในชีวิตนี้
เพราะตลอดเวลาฉันถูกกักตัวอยู่แต่ในบ้านห้ามห่างจากสายตาของแม่
ตลอดจนการหาความรู้เล่าเรียนหนังสือ แม่ก็เป็นคนสอนฉันด้วยตัวท่านเอง
เพราะแม่เชื่อว่า ฉันเป็นผู้ไถ่บาปของมนุษย์
ดังนั้นฉันจำเป็นต้องรักษาความบริสุทธิ์ความดีงามไว้ซึ่งทุกอย่าง
ฉันเหมือนไม่มีตัวตนต่อโลกภายนอก
แต่ลำพังแม่ที่ไม่ได้ทำงานอะไร เราก็คงได้อดตายกันไปนานแล้ว
หากไม่มีคุณชิน แพทย์เพื่อนสนิทของแม่ที่คอยส่งเสียเราสองคนเสมอมา
หลังจากการตรวจทุกครั้ง ผลจากปากของคุณชินก็จะออกมาเสมอว่า
ทางการแพทย์ยังหาคำตอบจากสิ่งที่เกิดบนอกของฉันไม่ได้
และมันเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันจนตรอกกับการเล่าเรื่องอภินิหารของแม่
แต่มันก็ไม่ได้แปลว่า ฉันไม่ได้ศรัทธาในพระเจ้าหรอกนะ
ฉันศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าเสมอมา อาจเพราะฉันได้เข้าถึงท่านตั้งแต่ยังเล็กจากการสั่งสอนของแม่
ทุกวันฉันจะต้องเดินไปที่โบสถ์สถานที่
ที่ฉันสามารถไปได้เพียงแห่งเดียวนอกจากบ้าน
โบสถ์อยู่ห่างจากบ้านบริเวณชุมชนของฉันไม่มากนัก
หากเดินทางเท้าก็ประมาณครึ่งชั่วโมง
ฉันยังคงจำประโยคสุดท้ายก่อนที่แม่จะเสียชีวิตเมื่อหกเดือนก่อนได้
"หากแม่ไม่ได้อยู่กับลูกแล้ว ลูกอย่าเสียใจหรือเหงาไปเลยนะ
ลูกมีท่าน ท่านที่รักลูกยิ่งกว่าใครๆบนโลกนี้
ท่านผู้มีความเสมอภาคต่อทุกคนบนโลก
แต่กับลูก ลูกเป็นกรณีพิเศษ
อย่าทำให้ท่านผิดหวัง....
ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับตอนที่อยู่กับแม่
อย่าไปตรวจร่างกาย หรือทำอะไรใดๆทั้งสิ้น
จงอยู่แต่ในบ้าน คุณชินจะยังดูแลเจ้าแทนแม่
สัญญากับแม่นะ
แม่คง....ไม่....ไห...วแล้ว”
"
*
*
ตอนนี้ฉันอยู่ในโบสถ์
โบสถ์ที่พักนี้ดูผู้คนจะมากผิดปกติจากสมัยก่อน
โดยเฉพาะวันนี้
อาจเพราะจะถึงการ Exodus'60 ในวันพรุ่งนี้
ทำให้ สาเหตุของการเกิดศาสนาต่างๆบนโลก กลับมาครอบงำมนุษย์มากกว่าทุกครั้ง
มันทำให้ฉันรู้สึกตะหงิดๆในใจ
ถ้าหากไม่มีการอพยพครั้งนี้ พวกเขาก็คงไม่เข้ามาหาท่านที่นี่
หากแต่นั้น พระเจ้าก็ยังคงเสมอภาค และรักมนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน
หลักคำสอนของพระเจ้าที่ฉันเชื่อ และศรัทธาที่สุด
นั่นคงเป็น หลักความเสมอภาค
ฉันเดินกลับบ้านพร้อมกับดูสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า
ของที่จะใช้ในการอพยพ ใน Exodus'60
รูปร่างมันคือกระจกสูงประมาณสองเมตรกว่าๆ
แต่ตรงส่วนกรอบสีเงินทุกด้านของกระจกนั้น
กลับมีปล่องอะไรสักอย่างคล้ายท่อควันอันเล็กๆน้อยๆนับไม่ถ้วน
ตรงด้านบนของกรอบมีตัวอักษรแกะสลักไว้ว่า
"The Mirror smoke
- T12668 - "
"พรุ่งนี้เวลาสิบนาฬิกาของประเทศเรา
เราทุกคนจะต้องอยู่ที่หน้ากระจก มันคือเวลาอพยพของผู้คนทุกชนชาติบนโลก
ทางประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกได้จัดส่ง
The Mirror smoke (ที่สร้างควันแห่งกระจก) สิ่งที่จะนำพาเราอพยพไปสู่อีกดาวดวงหนึ่ง
ดาวดวงที่สวยงาม ดาวที่จะเป็นโลกมหัศจรรย์ (Miracle World)
ดาวที่มนุษย์ทุกคนบนโลกจะเริ่มต้นกันใหม่ เราจะรักกัน สามัคคีกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
และเราจะดูแลดาวดวงนั้น ในฐานะเพื่อนมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับเรา
สิ่งที่เราต้องทำคือ
เราเพียงยืนรออยู่หน้ากระจกตั้งแต่เวลาเก้านาฬิกา
สิบนาฬิกา ควันแห่งกระจกจะถูกปล่อยออกมา
กระจกจะเปล่งแสงแห่งการเคลื่อนย้ายมวลสาร
เราจะถูกนำไปสู่โลกใหม่ ไปปรากฏยังจุดหมายเดียวกัน
ที่ๆ The Mirror smoke ทุกบานบนโลกเชื่อมต่อ
มันถูกเชื่อมไปยัง The Mother of mirror
smoke กระจกบานใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
ที่บัดนี้ได้ตั้งตระหง่านรออยู่บนดาวดวงใหม่ (Miracle World)เรียบร้อยแล้ว"
เสียงของนายกรัฐมนตรีของประเทศกล่าวพร้อมกับ
เปิดภาพเคลื่อนไหวของบริเวณพื้นดินของดาวดวงใหม่
ที่เปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนฉันจำได้หมดทุกอิริยาบถของนักบินอวกาศที่ไปปักธงลงบนพื้นดิน
ฉากหลังนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายทั้งที่มีอยู่บนโลก
รวมทั้งต้นไม้รูปร่างแปลกประหลาด
ไม่เคยพบเห็น เยื้องไปทางซ้ายมีกระจกบานใหญ่มหึมาที่มีแสงเปล่งออกมา
ผู้คนจำนวนกลุ่มหนึ่ง
ค่อยๆปรากฏตัวออกมาตามแสงที่เปล่งออกมาเป็นระยะๆนั้น
ธงที่ปักนั้นปลิวว่อนอย่างสวยงาม ไม่ใช่ปลิวเพียงเล็กน้อย
เหมือนครั้นเยียบพื้นผิวดวงจันทร์ของ
นิลอามสตรอง และยูริกาการิน
ของยานอพอลโล่11
และวีดีทัศน์การพิสูจน์ความจริงของ The Mirror smoke
ตอนออกข่าวครั้งแรกมีแต่ผู้คนบอกเป็นเรื่องหลอกลวง
แต่มันมีการพิสูจน์ และนำคนไปร่วมพิสูจน์จำนวนมาก
ว่ามันสามารถเคลื่อนย้ายมวลสสารได้จริง
ภาพที่ฉายเป็น คนยืนอยู่หน้ากระจก (The Mirror smoke)
แล้วมีกระจกบานใหญ่อีกบาน
ที่อยู่อีกทวีป มีแสงฉายส่องสว่างจากกระจก
พร้อมกับเกิดกลุ่มควันที่สวยงามสะท้อนสิ่งรอบข้างได้เหมือนดั่งกระจกเกิดขึ้น
ก่อนที่เขาจะโผล่ไปอีกทวีปหนึ่งได้จริงๆ
ฉันมองไปที่กระจกบานตรงหน้าฉัน
กระจกบานนี้น่ะหรือ ที่จะนำพาฉันไปยังดาวดวงอื่น
กระจกบานนี้น่ะหรือ จะทำให้มนุษย์สามารถหยุดการขีดเส้นในวันสิ้นโลก
ของพระเจ้าได้จริง
ดวงดาว Miracle World อะไรนั่น
ฉันยังคงยืนจ้อง The
Mirror smoke
ภาพบนกระจกสะท้อนใบหน้า และร่างกายฉัน
ดวงตาสีดำกลมโต ผมสีดำ ผิวเหลือง ใบหน้าผิวพันธุ์ของคนเอเชีย
ก่อนที่ฉันจะตรงไปที่เตียงแล้วเคลิ้มหลับไป
*
*
ฉันถูกปลุกด้วยเสียงกลองทำนองเพลงชาติอันดังสนั่น
ในเวลาหกนาฬิกา เพื่อทุกคนจะได้ตื่น และเตรียมตัวที่จะอพยพไปยังดาวดวงใหม่
ฉันนั่งนับเวลารอ และสวมชุดเดรสสีดำที่ตรงช่วงเอวมีสายห้อยระย้าเล็กน้อย
ชุดตัวที่แม่ฉันรักที่สุด
พร้อมออกไปมองดูผู้คนแถวละแวกนี้
ที่บัดนี้เอาของมีค่า เพชรพลอย ตลอดจนสื่ออิเล็กโทรนิกมากมาย
ยัดใส่กระเป๋าเป้ของตัวเอง
แต่ตัวฉันนี่สิ ไม่มีสิ่งใดที่ต้องการเอาไปด้วยเลย
มีเพียงสิ่งเดียวที่ฉันปรารถนาต้องการนำไปด้วย
ฉันอยากได้แม่ฉันกลับคืนมา และไปพร้อมกับฉัน
แต่มันคงเป็นไปไม่ได้
ฉันนั่งคิดพลางรอเวลาเก้านาฬิกา
ป่านนี้คุณชินเองก็คงจะรออยู่ที่หน้ากระจกเช่นเดียวกันสินะ
และเวลาที่รอคอยก็มาถึง
เก้านาฬิกา เวลาที่ทุกคนบนโลกจะประจำอยู่ตรงหน้ากระจก
เฉกเช่นเดียวกับฉัน
แต่มันก็ทำให้ฉันอดเมื่อยขา และตัวไม่ได้เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง
ก่อนที่ฉันจะหันหลังไปเพื่อที่จะดูนาฬิกาที่แขวนเอาไว้ติดผนัง
พร้อมกับหันหน้ากลับไปยังกระจกอีกครั้ง
แต่แล้วสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
แสงอะไรบางอย่างมันสว่างจ้าถูกเปล่งออกมาจากกระจก
ก่อนที่ฉันจะรู้สึกเจ็บที่บริเวณส่วนนูนที่หน้าอกของฉันอย่างสุดชีวิต
พร้อมกับล้มตัวลงไป สติของฉันพล่ามัว
มันเกิดอะไรขึ้น หรือ The Mirror smoke
ที่ฉันได้รับมันผิดพลาด
ฉันคงไม่ได้ไปดาวดวงใหม่(Miracle World) แล้วสินะ
แล้วนี่หรือ ผู้ไถ่บาป ลูกรักของพระเจ้า.....ที่แม่เคยพูดไว้เสมอ
พร้อมกับหมดสติไป
*
*
ครืนนนนนน ครืนนนนน
ฉันเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง
ด้วยเสียงดังอะไรบางอย่าง
ก่อนที่จะลืมตา
นี่ฉันยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ ฉันอยู่บนโลกใหม่แล้วหรือยัง
ก่อนที่จะมองไปรอบๆพบว่า ฉันยังอยู่ในบ้านของฉันเช่นเคย
แต่น่าแปลกที่บ้านถูกปิดประตู และหน้าต่างอย่างแน่นสนิท
ใกล้ตัวของฉันมี ถังออกซิเยนพร้อมกับหน้ากากอยู่จำนวนหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้นกันแน่....
หรือทุกคนจะถูกอพยพไปหมดแล้ว นี่ฉันต้องอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้หรือ
ก่อนที่ฉันจะคิดทำอะไร ฉันก็ได้ยินเสียงเอะอะจากข้างนอก
"Oh this land is so cool..."
"The weather is warm here!"
เสียงบทสนทนาภาษาอังกฤษดังมาจากข้างนอก
ฉันเปิดประตู และรีบเดินออกไป
แล้วฉันก็ต้องตกใจถึงขีดสุด
ภาพที่เห็น ชาวตะวันตกมากมาย มันไม่ใช่แค่จำนวนมาก
แต่มันคือทั้งหมด ชาวตะวันตกผิวขาว ตาสีฟ้า-เขียว ผมสีทอง
เดินขวักไขว่อยู่บนพื้นที่ใกล้เคียงละแวกบ้านของฉัน
แต่ที่น่าแปลกคือ มันไม่มีชาวเอเชีย หรือชาวผิวสีเลยสักคน
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่……
ครืน ครืน .....
ฉันหันไปมองบนท้องฟ้า พบเครื่องบินมากมายนับสิบๆลำที่กำลังโบยบินอยู่บนนั้น
ก่อนที่ฉันจะมองไปตรงชาวต่างชาติเหล่านั้นอีกครั้ง
ที่บัดนี้พวกเขามองฉันด้วยสายตาแปลกๆ
ดุจฉันเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด พร้อมนินทาอะไรกันมากมาย
ฉันไม่รู้จะทำเช่นไร ฉันรู้สึกกลัวในความแปลกประหลาดนั้น ฉันออกวิ่ง
วิ่งพร้อมกับเผชิญกับสายตาอันไม่หวังดีจำนวนนับไม่ถ้วนจากมนุษย์ตาสีเขียว-ฟ้านับร้อยคู่
และแน่นอนที่เดียวที่ฉันจะไป
โบสถ์...
*
*
ฉันตรงไปที่โบสถ์ที่บัดนี้ช่างว่างเปล่า และไร้ซึ่งผู้คน
อาจเพราะความกลัวของเหล่ามนุษยชาติได้ทุเลาลงหมดสิ้นแล้วสินะ
ฉันนั่งลง พร้อมอธิษฐานไถ่ถามต่อพระผู้เป็นเจ้า
มันเกิดสิ่งใดขึ้น ภาพที่ข้าพเจ้าเห็น หรือมันเป็นแค่นิมิตที่ข้าพเจ้าได้รับจากท่าน
ท่านได้โปรดบอกข้าด้วย
แต่แน่นอนไม่มีเสียงใดตอบฉันกลับมา ฉันได้แต่ร้องไห้ออกมา ด้วยเพราะหมดสิ้นหนทาง
ก่อนที่จะมีมือมาแตะที่หลังของฉัน
ฉันร้องกรี๊ดออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจ
เขาเอามือมาปิดปากฉัน
"อย่าส่งเสียงไป ผู้ไถ่บาปนี่ ผมเอง
ผมตามหาคุณตั้งนาน ผมเผลอหลับไปในอีกห้องของบ้านคุณ
ว่าแล้วว่าคุณต้องมาอยู่ที่นี่"
เสียงที่ฉันคุ้นหู คุณชินนั้นเอง
แม้เขาจะสวมแว่นดำ และย้อมผมให้เป็นสีทอง
แต่ฉันแน่ใจว่าต้องใช่คุณชินแน่นอน
"เกิดอะไรขึ้นคะ คุณชิน....."
ฉันพูดถามออกไปด้วยเสียงสั่น
"ผู้ไถ่บาป ตอนนี้ผมคงไม่มีเวลาอธิบายอะไรได้มากนัก
กรุณาขึ้นรถไปกับผมก่อนนะครับ"
"อืม...."
ฉันอยากจะถามว่าเราจะไปไหน แต่แน่นอนฉันไม่มีทางเลือก
และอีกอย่าง นอกจากแม่ของฉันแล้ว
ก็มีเพียงคุณชินนี่แหละ
ที่ฉันไว้ใจ
คุณชิน ผู้ที่เปรียบเสมือนพ่อของฉัน
*
*
ฉันนั่งรถไปตลอดทางบางสิ่งบางอย่างนอกกระจกรถ
ทำให้ฉันเกิดคำถามมากมายขึ้นภายในหัว
มันมากเสียจนทำฉันพูดไม่ออก เพราะมันตีกันไปมาไปหมดในหัวของฉัน
ข้างนอกกระจกรถผู้คนมากมาย ล้วนมีแต่นัยน์ตาสีฟ้า สีเขียว ผมสีทอง
และบนฟ้า เครื่องบินจำนานมหาศาลที่บินเข้าประเทศที่ไม่มีวี่แววว่าจะหมดสิ้น
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ....
อีกไม่นานประมาณสองถึงสามชั่วโมง
ก็มาถึงจุดหมายที่คุณชินต้องการพาฉันมา
เขาหยุดรถท่ามกลางพื้นที่ว่าง ที่รอบๆดูรกร้าง
เราเดินออกมาจากรถ ก่อนที่คุณชินจะเปิดประตูรถข้างคนขับ
ปิดเปิดติดต่อกัน ประมาณ ห้าถึงหกครั้ง
บังเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นบนพื้นดินตรงหน้า
เหมือนมีทางลอดเข้าไปใต้ดินเปิดขึ้น
ฉัน และคุณชินเดินเข้าไปข้างในทางนั้นด้วยกัน
เขาจูงมือฉันเดินเข้าไปผ่านห้องต่างๆจนมาหยุดที่ห้องลับ
ที่ต้องหมุนรูปปั้นตรงบริเวณทางเดินใกล้ๆนั้น
ก่อนที่ประตูลับจะเปิดขึ้น พวกเราเข้าไปในห้อง
พบโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่
พร้อมกับใครคนหนึ่งเขานั่งหันหลังให้กับพวกเรา
"พาผู้ไถ่บาปมาแล้วงั้นหรือชิน"
"เขาคือใครคะคุณชิน" ฉันกระซิบถามคุณชินถึงต้นเสียงนั้น
แต่คุณชินไม่ตอบฉัน แต่กลับ....
"ผมพามาแล้ว แต่มีการผิดพลาดเล็กน้อย เลยมีผู้พบเห็นเหตุการณ์
เพราะความสะเพร่าของผมเอง ผมขอโทษ"
”ไม่เป็นไรข้าเข้าใจ เจ้าคงเหนื่อยมาก และอีกไม่นานทุกอย่างก็คงจะจบแล้ว”
ก่อนที่คนๆนั้นจะหันเก้าอี้กลับมา
ภาพตรงหน้าฉัน
ชายเอเชียวัยกลางคนผู้หนึ่ง นัยน์ตาสีดำ ศีรษะล้าน เขาสวมใส่ชุดเสื้อกราว
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะคุณชิน.....ทำไมชายผู้นี้ถึงไม่ได้ร่วมอพยพ..."
ฉันถามคุณชินด้วยความสงสัย และหวาดระแวง
"ผู้ไถ่บาป ผมขอแนะนำตัว ผมคือ นักวิทยาศาสตร์
มันอาจจะรวดเร็วไปหน่อย แต่เราต้องทำงานร่วมกันอย่างเร่งด่วน"
ฉันงงในสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่....
"เกิดอะไรขึ้นบนโลกนี้ ทำไมมีชาวตะวันตกมากมายอยู่ในประเทศ และทำไมคุณไม่ได้อพยพ
ใน Exodus'60....." ฉันพูดตะโกน
พูดในสิ่งที่ฉันสงสัยมาในช่วงระยะนี้ออกไป
"การหลอกลวงของผู้ที่ได้ชื่อว่ามนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ที่ฉลาด และเห็นแก่ตนมากกว่ายังไงล่ะ"
"มันเกิดอะไรขึ้น....."ฉันยังคงงุนงงในสิ่งที่ได้ยิน
"Exodus'60 คือ Project พาคนชนชาติผิวเหลือง
ผิวดำ และ
ชนชาติประเทศที่ไม่มีอำนาจในเวทีโลก ทั้งหมดบนโลกไปสู่ความตาย"
"อะไรกัน The Mirror smoke มันไม่ใช่เครื่องย้ายมวลสาร
อย่างงั้นหรือ"
"แน่นอนมันคือเครื่องย้ายมวลสาร ฉันคิดค้น และเป็นหัวหน้าหน่วยวิจัย
เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ส่งผู้คน
ไปที่ดาว Miracle World อะไรนั่นตามที่สื่อออกอากาศ
ดาวดวงนั้นที่เห็นมันไม่มีจริง มันคือการจัดฉากที่ร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
พวกเขาถูกส่งไปที่อีกดาว...."
"อะไรกัน ดาวอะไร หมายความว่า เป็นดาวที่มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้งั้นหรือ"
"มันก็ไม่เชิงทั้งหมด ดาวดวงนั้นมีออกซิเจน เพียงแต่ไม่มีปัจจัยอีกสามอย่าง...
เพราะฉะนั้นเรายังพอมีเวลาที่จะช่วยพวกเขา"
"แต่ทำไมพวกชาวตะวันตก,พวกประเทศมหาอำนาจถึงทำแบบนี้"
"มันจำเป็นต้องลดจำนวนประชากรมนุษย์บนโลก
ที่มีมากเกินกว่าพื้นดินบนโลก ตลอดจนสิ่งที่อยู่บนพื้นดินที่โดนน้ำกลืนกินไป"
"แล้วทำไม ทำไมต้องส่งคนผิวเหลือง คนเอเชีย คนผิวสี และประเทศที่ไม่มีอำนาจเท่าพวกมหาอำนาจไป
พวกเขาทำอะไรผิด ทั้งๆที่พวกเขาก็เป็น มนุษย์ เช่นเดียวกันทุกคน อีกทั้งปัญหาโลกร้อนอะไรนี่
พวกเขาก็ใช้ทรัพยากร ปล่อยก๊าซพิษน้อยกว่าชาติอื่น
โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาประเทศมหาอำนาจต่างๆ
แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องโดน ทำไม....
ทำไมถึงไม่ใช่ผู้คนของประเทศที่ทำลายทรัพยากรมากที่สุดที่ควรชดใช้
ที่ควรเสียสละ"
เขานิ่งเงียบไปสักพัก
"......เพราะความแตกต่าง มนุษย์เราชอบมองสิ่งแตกต่างจากเรา
ในด้านที่ลบ และดีไม่เท่าสิ่งที่เหมือนตัวเรา
และที่สำคัญอำนาจไงล่ะ เป็นคนเหมือนกัน เป็นมนุษย์เท่ากันแค่ในนามเท่านั้น
อำนาจต่างหากล่ะ คือตัวตัดสินในโลกแห่งความจริง
หาใช่ความดีงามของมนุษย์ไม่"
"มันเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีพวกชาวเอเชียหรืออะไร
ที่ไม่ได้ยืนอยู่หน้ากระจกตอน สิบนาฬิกา เราต้องไปช่วยพวกเขา..."
ฉันเอ่ยพูดออกไป
"เปล่าประโยชน์ ที่จริงการเคลื่อนมวลสารนั้นใช้แค่เพียงตัวกระจกเพียงอย่างเดียว
แต่ที่ต้องมีควันแห่งกระจกด้วยนั้น เพราะมันคือ
ควันพิษที่ปล่อยออกมาอย่างไม่หยุดจากทุกกระจกที่ถูกเชื่อมส่งต่อมาจากตัวแม่
มันกระจายตัวไปทั่วพื้นที่ของเขตแดนที่เขาต้องการยึดครองใน Exodus'60 Project
และ
ในส่วนของสามประเทศเล็กๆที่ไม่ยอมเข้าร่วมใน Exodus’60
ก็มีการสุ่มปล่อยควันพิษในทุกจุดของประเทศ
แน่นอนมันง่ายดายเมื่อคนส่วนมากที่ต้องการกำจัดได้หายไปเกือบหมดแล้ว
ควันพิษสารกระจก-ธาตุซิลิกาจะแทรกซึมเข้าไปในเส้นเลือดของคนผ่านทางการหายใจ
และแน่นอนไม่มีทางรอด.....
ส่วนพวกคนป่า ชาวเผ่าอะไรที่เหลือที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกไม่นานก็ต้องถูกเก็บแน่นอน"
และนั่นคือคำตอบของถังกับหน้ากากออกซิเจนที่อยู่ข้างร่างกายฉัน
"แล้วทำไม เป็นไปไม่ได้ มันต้องมีคนไม่ยอม และไม่เห็นด้วยจากการทำแบบนี้"
" ความจริง Project Exodus’60
ถูกปิดไว้เป็นความลับอย่างมาก
และคนระดับทั่วไปของทางตะวันตกก็ไม่รู้หรอก
เขาเพียงยืนอยู่ที่กระจกในช่วงเวลาเช่นเดียวกับเรา
เพียงแต่ไม่ใช่กระจกแบบที่ทางคนเอเชีย หรือคนผิวสีได้รับ
มันเป็นแค่กระจกที่พ่นยานอนหลับ
ส่วนคนระดับสูงรับรู้ถึงความจริง และเห็นด้วยกับการกระทำ Project นี้ทั้งหมด"
"อะไรกัน...."
"อะไรกันงั้นหรือ สัตว์ประเสริฐที่อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่ไม่ว่าพวกใดก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน
มันคือ การรักชีวิต-สัญชาติญาณในการเอาตัวรอดของตน
ยอมทำทุกหนทางเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่รอดต่อไป
แม้จะต้องขัดต่อความดีงามขนาดไหนก็ตาม
และแน่นอนรวมทั้งคนระดับสามัญชนทั่วไป
เมื่อตื่นขึ้นมารับรู้ความจริงที่ไม่อาจปกปิดเอาไว้ได้
ก็ไม่มีใครโต้งเถียง
มีแต่แห่ขึ้นเครื่องบินมายังพื้นดินของประเทศต่างๆที่ไร้ผู้คนนี่"
ฉันร้องไห้ในสิ่งที่ฉันรับรู้ ฉันไม่อยากเชื่อ
แต่มันสอดคล้องตามสิ่งที่ฉันเห็น ตามเหตุการณ์ทั้งหมด
"แต่เรามีวิธีช่วยพวกเขากลับมา"
"จะมีได้อย่างไร...."ฉันตอบด้วยใจที่ยังสิ้นหวัง
"ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อ ผมคือ The Mirror smoke creator
(ผู้สร้างควันกระจก)
และ ลูกพ่อผู้ไถ่บาป
จะให้ลูกเรียก พ่อว่าพ่อ ก็คงไม่ได้ เพราะก่อนที่พ่อจะเจอแม่ของเจ้า
แม่ของเจ้านั้นก็ตั้งครรภ์เสียแล้ว ครรภ์อันบริสุทธิ์ของสาวพรหมจรรย์
ลูกอาจไม่เคยได้ยินชื่อเสียงทางด้านวิทยาศาสตร์ของพ่อ
หรือรู้จักตัวพ่อเลย
เพราะทางนั้นได้ปิดเรื่องทั้งหมด พร้อมทำลายประวัติเก่าของพ่อให้หายสาบสูญไปจากโลก
เพื่อให้มันเป็นความลับสุดยอดที่สุด
และตอนนี้พ่อขอไม่พูดถึงเรื่องที่พ่อคิด และสร้างกระบวนการในการสร้างกระจกควัน
รวมถึงการที่พ่อเสนอ Project
หรือติดต่อกับชาติตะวันตกได้อย่างไร
แล้วทำไมตอนนี้พ่อถึงมาอยู่ที่นี่ได้
เราไม่มีเวลามากพอที่จะพูดถึงเรื่องบางเรื่องที่โยงใยมากมาย
ทั้งวิทยาศาสตร์ ตลอดจนสิ่งลี้ลับ”
"อะไรกัน...คุณคือพ่อเลี้ยงของฉันอย่างงั้นหรือ"
ฉันตะโกนออกไปด้วยความยังไม่เชื่อมากนัก
แต่ทันใดนั้น ก่อนที่ฉันจะพูดอะไร เขาก็ได้เปิดภาพเคลื่อนไหว
ภาพต่างๆที่ฉันไม่เคยเห็น งานแต่งงานของแม่....กับเขา
ภาพการผ่าตัดเด็กทารก
อะไรบางอย่าง...
พ่อ.....สิ่งสำคัญที่ขาดหายสิ่งหนึ่งในชีวิตฉัน
"ทำไมพ่อไปช่วยพวกตะวันตก พ่อทำลายชาติของพวกเรา ชาติของพ่อ ได้ลงคอได้อย่างไร"
"อย่าโง่ไปหน่อยเลย ผู้ไถ่บาป ถึงพ่อไม่ทำวิธีนี้
พวกเขาก็หาหนทางที่จะทำลาย และยึดครองพื้นที่ให้ได้อยู่แล้ว
วิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุด ส่งพวกเราไป แล้วรับกลับมาให้เห็นสิ่งที่พวกเขากระทำ....
ลูกเชื่อใจพ่อเถอะ พ่อรัก และศรัทธาในความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ความแตกต่างภายนอก
.....ชนชาติ สีผิว หรือสิ่งใด
พ่อเกลียดตัวเองในสิ่งที่พ่อกระทำ แต่พ่อต้องกัดฟันทำมัน เพื่อผลสุดท้าย....
เพื่อ ความเสมอภาค ของพวกเรา”
"......." ฉันนิ่งเงียบ
"ลูกต้องช่วยพ่อ ลูกคือกุญแจสำคัญสำหรับทุกอย่าง
กระจกสะท้อนปฎิกริยาลำแสงเคลื่อนย้ายมวลสาร ที่ฝังไว้ในอกส่วนเกินออกมาของลูก
มันสะท้อนเอากระจกที่ส่งไปที่บ้านลูก ให้ไปอยู่ที่ดาวดวงนั้นที่พวกเราอยู่แทนที่จะนำลูกไป
อีกทั้งมันยัง จดจำจุดหมายปลายทางที่ส่งกระจกบานนั้นไป
บางทีมันอาจจะเชื่อมเข้ากับกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในดาวที่พวกเขาถูกส่งไปแล้วก็เป็นได้
สิ่งที่ลูกต้องทำคือ ตรงไปจากห้องนี้อีกประมาณสองห้อง
จนถึงห้องสุดท้าย ลูกจะเห็น The Mirror smoke
ไม่สิกระจกบานขนาดใหญ่คู่ขนานกับกระจกบนดาวดวงนั้น
ที่ตัวกระจกจะมีช่องที่พ่อกะไว้ให้สูงประมาณเท่าส่วนสูงของหน้าอกลูก
ลูกแค่นำส่วนอกที่เกินออกมาของลูกไปเชื่อมต่อกับช่องนั้น
กระจกยักษ์จะรับรู้ข้อมูลของกระจกที่ถูกส่งไปยังจุดหมายปลายทาง
กระจกทั้งสองจะเชื่อมกัน และเปล่งแสงอย่างไม่มีหยุดจนพวกเรากลับมาจนครบ
ไม่สิในนามธรรมที่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เพียงแค่กระจก แต่มันคือ
ประตูของพวกเรา
ชนชาติของเรา ชาวเอเชีย ชาวผิวสี จะเดินทางกลับมาบนโลกนี้อีกครั้ง"
"แล้วทำไมถึงต้องเป็นฉัน..." ฉันยินยอมที่จะช่วยทุกอย่าง แต่นี่คือสิ่งที่ฉันสงสัยมาตลอดทั้งชีวิต
"พ่อ กับ แม่ของเจ้า ไม่มีทางเลือกเราจำเป็นต้องทำกับลูก มีคนเฝ้าจับตาพ่อเอาไว้ตลอด
รวมทั้งพ่อกับแม่ไม่สามารถไว้ใจใครได้ และทำกับใครได้
จึงต้องฝากความไว้วางใจที่ ชิน และฝากความหวังสุดท้ายไว้กับลูก
พ่อขอโทษลูกสำหรับทุกสิ่ง สำหรับเรื่องนี้ และการไม่ติดต่อดูแลลูกของพ่อ
พ่อไม่สามารถติดต่อเจ้าได้จริงๆ
บางทีชะตาของลูกอาจเกิดมาเพื่อเป็น
ผู้ไถ่บาป
จริงๆก็เป็นได้...."
ฉันนิ่งเงียบในสิ่งที่เกิดขึ้น
พร้อม ดวงตาอันเป็นประกาย
"รีบไปเถอะ การที่ลูกวิ่งออกไปต่อหน้าพวกเขามากมายที่บริเวณละแวกบ้านของลูก
และบริเวณโบสถ์
นั้นคือสิ่งที่พ่อไม่ได้คาดคิดไว้ว่าจะเกิดขึ้น อีกไม่นานพวกเขาต้องตามมาที่นี่ได้แน่"
ฉันยิ้มให้กับพ่อ
พ่อเลี้ยง ของฉัน
ก่อนที่คุณชินจะเดินมาส่งฉันที่ทางเชื่อมกับประตูอีกห้อง
"หากพวกเขามา เราจะขัดขวางไว้ให้ จงไปทำภารกิจของ ผู้ไถ่บาป ให้สำเร็จลุล่วงเถิด"
ก่อนที่ฉันจะเดินเข้าไปอีกฟากของประตู
*
*
ฉันเดินเข้ามาอีกฝากของประตู
ห้องที่เป็นทางเดินแคบๆสำหรับคนไม่กี่คนที่จะสามารถเดินเรียงแถวหน้ากระดาน
ความยาวของทางเดินข้างหน้าอีกประมาณหนึ่งร้อยเมตร จะถึงประตูทางเชื่อมสู่ห้องถัดไป
ผนังรอบข้างของห้องนี้เป็นเหมือนโทรทัศน์จอพลาสม่า เป็นทางตลอดร้อยเมตร
ฉันเดินไปพร้อมกับผนังเหล่านั้นเริ่มเล่นภาพเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ฉันเห็นทำให้ฉันรับรู้ถึงอะไรบางอย่างซึ่งอาจเป็นความลับ
สำหรับผู้คนเกือบทั้งหมดบนโลก
การกำเนิดของโลกตลอดจน ประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ
ที่ภาพบนผนังยังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างไม่สิ้นสุด...
”ลูกรีบไป พวกมันบุกเข้ามาแล้ว”...เสียงอะไรบางอย่างรอดเข้ามาได้ยินเหมือนเป็นแค่เสียงกระซิบ
แน่นอนเสียงของพ่อเลี้ยง....
ฉันทำอะไรอยู่เฝ้ามองดูอดีตงั้นหรือ
ฉันไม่สามารถมัวแต่เฝ้ามองอดีตที่ได้แต่มองดู แต่แก้ไขอะไรไม่ได้
หากแต่ฉันต้องทำเพื่ออนาคต
ฉันเริ่มออกวิ่งก่อนที่จะเข้าไปในอีกประตู
พร้อมด้วยเสียงฝีเท้ามากมายที่ดังตามมาเบื้องหลัง
*
*
ฉันหอบ มือเท้าเข่าก้มหน้าอยู่อีกด้านของประตู
ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมา พร้อม กรี๊ดออกมาสุดเสียง
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉัน
กระจก..... The Mirror smoke มากมายตั้งเรียงรายเป็นแถบๆหลายชั้นแถว
ในพื้นที่ห้องที่ดูเหมือนจะกว้างใหญ่มาก
มันเหมือน The Mirror smoke ธรรมดาทั่วไป
เพียงแต่มันมีร่างของคน....ติดอยู่ในตัวกระจก
ไม่ก็ตายพิงกระจก บางร่างเลือดยังคงเป็นสีแดงแห้ง
บางร่างศีรษะ อวัยวะบางส่วน หายเข้าไปในอีกด้าน แต่ตัวยังติดอยู่กับกระจก
มันเป็นภาพที่น่าขนลุก และหวาดผวาที่สุดในชีวิตของฉัน
นี่คงเป็นผู้เสียสละ.....ในการทดลองสร้าง The Mirror smoke ขึ้นมา
ความจริงในห้องนี้นอกจาก The Mirror smoke
ที่เป็นกระจกแล้ว
เพดานสิ่งของทุกอย่างก็ล้วนเป็นกระจก มันสะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างในห้องไปมารอบด้าน
ฉันได้แต่ตัวสั่นด้วยความกลัว ก่อนที่เสียงฝีเท้ามากมายจะใกล้เข้ามามากขึ้น
มากขึ้น
ฉันวิ่งไปจนสุดของอีกด้านของห้องกว้างใหญ่ พบกับบางสิ่งบางอย่างที่เป็น
เหมือนกำแพงพลาสติกใส
ที่ปิดกั้นฉันจากอีกด้าน อีกด้านที่ดูท่าจะเพดานสูงมาก
ความจริงมันไม่น่าใช่เฉพาะอีกด้าน ในความรู้สึกฉัน
เหมือนหลังกำแพงใสนั้นมันเชื่อมไปยังอีกสถานที่
แต่มันมีสิ่งที่ฉันต้องทำ เพราะในนั้นมี
กระจกบานขนาดใหญ่มหึมา เป้าหมายที่ฉันต้องทำ
แต่ก่อนที่จะทำอะไร ฉันก็รู้สึกเจ็บที่หน้าอกอีกครั้ง
ก่อนที่กำแพงที่เหมือนพลาสติกใสตรงหน้าจะเปิดออกให้ฉันเข้าไป
ฉันเดินเข้าไปอีกไม่มากนัก
ฉันอยู่ติดกับกระจกบานยักษ์ และช่องกระจกที่ใช้เสียบสิ่งที่นูนออกมาจากหน้าอกของฉัน
ฉันถอดเสื้อและเปลื้องผ้าออกทั้งหมด.....
กระจกสะท้อนร่างกายอันบริสุทธิ์ของฉัน
หน้าอกที่เหมือนเด็กผู้ชายทั้งสองข้าง หัวนมทั้งสองข้างสีชมพูอ่อน
แต่มีตรงกลางนูนออกมา
กับใบหน้าผู้หญิง ผมยาวดำขลับ
ร่างกายของคนเอเชีย
ก่อนที่ฉันจะหันหลังกลับไปมองอีกด้าน
กองกำลังทหารปราบปรามหลายตำแหน่งของประเทศมหาอำนาจอยู่อีกฝากของกระจก
พวกเขาพยายามที่จะเข้ามาในนี้ แต่พวกเขาไม่สามารถผ่านบริเวณที่เหมือนกำแพงพลาสติกใสได้
พวกเขาพยายามยิงมันด้วยปืน แต่มันไม่อาจทะลุ
ฉันเหลือบไปเห็น พ่อ และคุณชิน....
แน่นอนพวกทหาร เอาปืนจ่อหัวเขาทั้งสองเป็นตัวประกัน
และพวกทหารทำท่าตะโกนเหมือนต้องการสื่อสารกับฉัน
แต่น่าแปลกที่ฉันไม่สามารถได้ยินเสียงจากพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย
เห็นเพียงรูปปากที่ดูเหมือนต้องการจะสื่อว่า
”No….No”
พวกเขาคงกลัวผลของความผิดที่จะตามมาจากสิ่งที่พวกเขาร่วมกระทำ
แต่ฉันแน่ใจในสิ่งที่ฉันจะกระทำ
ฉันจะช่วยชนชาติของพวกเรา ชาวผิวสี ทวงสิทธิในความเป็นมนุษย์
”ความเสมอภาคอันชอบธรรมในความเป็นมนุษย์”
ในวินาทีนี้ฉันรู้สึกเหมือน ฉันเป็น
”ผู้ไถ่บาป”
จริงๆอย่างที่แม่ฉันบอก
ฉันรู้สึกถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่
และอำนาจความดีงามที่สามารถช่วยเหลือผู้คนในตัวของฉัน
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยเชื่อในคำว่า ผู้ไถ่บาป
ที่แม่เรียกฉันตลอดมาเลย
แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกถึงอำนาจของฉันแล้ว
ฉันคือ บุตรของพระเจ้าโดยแท้จริง
ฉันค่อยๆบรรจงเอาหน้าอกที่นูนออกมาของตนเอง สอดเข้าไปในช่อง
มันพอดีอย่างเหมาะเจาะ
ฉันเสียบเข้าไปจนสุด ก่อนจะมีเสียงดังแก็ก..... พร้อมกับบานกระจกยักษ์กำลังส่องแสง
มันผลักฉันออกมา แต่ส่วนหน้าอกที่นูนออกมาของฉันนั้นได้ค้างอยู่ในช่อง
ฉันหันหน้ากลับไปอีกด้าน เพราะไม่อาจทนแสงสว่างจ้าจนไม่สามารถลืมตาได้
ผู้คนผิวเหลือง ผิวสี พวกเขา กำลังเดินทางกลับออกมา
ฉันกางแขนทั้งสองข้างขึ้น พร้อมตะโกนเสียงดังสุดชีวิตว่า
"ในนามของบุตรแห่งพระเจ้า ข้าขอกล่าวว่า
พระเจ้าท่านทรงรักมนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด จน รวย อย่างไร
ท่านไม่เคยลำเอียง
ท่านเสมอภาค...
ฉันคือตัวแทนของพระองค์
ฉันคือผู้ที่กลับมาไถ่บาปให้แก่มนุษย์อีกครั้ง"
แต่แล้ว
ฉึก...... ท้องของฉันถูกแทงจากอวัยวะอะไรบางอย่าง
ที่แหลมคมเหมือนใบมีดขนาดยักษ์
มันเป็นสีแดงแต่มีหนามเล็กๆมากมาย
คร๊ากกกกกกกกก กี้ กี้ กี๊
เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาจากตัวกระจกยักษ์ ....
ภาพที่กระจกจากด้านนอกสะท้อนให้ฉันได้เห็น
สัตว์ประหลาดน้อยใหญ่น่าขยะแขยงมากมายนับไม่ถ้วน….
บางตัว ตัวของมันใหญ่เกินกว่ากระจกบานยักษ์เสียอีก...
พวกมันกำลังหลั่งไหลเข้ามา
แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ไหล และเกาะติดตัวพวกมันออกมาด้วย
ชิ้นส่วนร่างกายของมนุษย์.....แขน ขา ดวงตา ใบหน้า...
บางตัวคาบทั้งส่วนหัวทั้งหมดของเด็กออกมาทั้งหมด
หัวของเด็กเอเชียเพศชาย
มันนองไปด้วยเลือดที่ยังแห้งไม่สนิท…..
พร้อมคราบน้ำตาใต้ดวงตาของเด็กคนนั้น
ร่างของฉันยังคงโดนเสียบอยู่กับสัตว์ประหลาดขนาดกลางที่เดินตรงไปยังข้างหน้า.....
มันสะบัดร่างฉันไปมา เลือดไหลทะลักจากหน้าท้องของฉันไม่หยุด
สายตาฉันสะกดไปยังผู้คนที่ยืนกลัว พวกทหารถอยห่าง และ วิ่งหนีออกไป
ยกเว้น พ่อกับคุณชิน
เขาทั้งสองยืนนิ่ง
พวกเขาเผย
รอยยิ้ม.....
”My fear ….Our lies”
ฉันรับรู้ถึงสิ่งสุดท้ายในชีวิตฉัน
สิ่งที่ฉันได้กระทำมาทั้งหมดตลอดชีวิตของฉัน
มันคงเป็นแผนของพ่อ....
และอาจรวมถึงคนที่ฉันรัก และเทิดทูลที่สุดในชีวิตฉัน
แม่.....
ฉันได้รับรู้ถึง Miracle World
มันคงไม่มี Miracle
World สำหรับมนุษย์
มันเหมือนกับการส่องกระจก แค่บานกระจกธรรมดาตรงหน้า
ที่สะท้อนร่างกายของมนุษย์ออกมา
มันยังไม่สามารถสะท้อนบางอย่างในจิตใจของมนุษย์ที่ส่องมันได้เลย
มันสะท้อนได้แต่ภายนอกที่มนุษย์ทุกคนพยายามทำตนให้ดูดีต่อหน้ากระจก
แต่ภายในจิตใจนั้นเล่า หารู้ไม่
พวกเราล้วนสวมหน้ากาก....
เช่นเดียวกัน
Miracle World มันคงมีอยู่จริงแค่ในกระจกเท่านั้น....
แต่ถึงยังไงไม่ว่าจะมี Miracle
World หรือโลกอะไรที่มนุษย์จะได้ไปอยู่ก็ตาม
"สันดาน" ของมนุษย์ ก็ยังคงเป็น “มนุษย์” จนวันอันค่ำ...
ความเห็นแก่ตัวเหนือสิ่งอื่นใด....
หากตัวเองไม่ได้ คนอื่นรอบข้างก็สมควรที่จะ
”ไม่ได้”
หากตัวเอง หรือพวกพ้องต้องตาย
อีกฝ่ายที่กระทำการอันใดก็สมควรที่จะต้อง
”ตาย”
นี่สินะคือ ความเสมอภาคที่แท้จริง
"Oh GOD
It’s Just a Mirrorcle World......"
*
*
สิ่งสุดท้าย
ฉันไม่ใช่ผู้ไถ่บาปที่ทรงเกรียติภูมิอันใดเหนือมนุษย์อื่นทั่วไปเลย
ทว่าฉันเป็นแค่
ตัวตลกอันน่าสมเพชที่โดน มนุษย์ ด้วยกันหลอกใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น
พวกสัตว์ประหลาดเข้ามาอย่างไม่หยุด
พวกมันเคลื่อนที่ถาโถมกันตรงไปข้างหน้า
โดยมีร่างของฉันนั้นถูกเสียบอยู่เบื้องหน้า พวกมันน่าเกลียด น่าขยะแขยงไปด้วยน้ำสีเทา
พวกมันดันร่างของฉันให้เหมือนถูก ตรึง ใบหน้าฉันติดกำแพงที่ดูเหมือนพลาสติกใส
พร้อมกับสัตว์ประหลาดมากมายที่ก่อตัวสูงรายรอบตัวฉันถาโถมดุจภูเขา
มันขึ้นจากตัวที่แทงฉันที่ตำแหน่งความสูงประมาณตรงกลางของกำแพงขึ้นไปอีก
กำแพงใสกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆเพราะต้านแรงน้ำหนักของพวกมันไม่ไหว
ก่อนที่ฉันจะเห็นร่างของตัวเองโดนฉีกออกเป็นสี่ท่อน
ใบมีดของสัตว์ประหลาดน่าเกลียด
ตัดตรงบริเวณอกส่วนบนจากซ้ายไปขวา อีกมือของสัตว์ประหลาดตัดร่างฉันจากหัวถึงรูทวาร
มันช่างเหมือนรูปร่างของ
”ไม้กางเขน”
เหลือเกิน
MUSIC
เพลงของหนึ่งใน Idol ในดวงใจตลอดกาลของผม
ชื่อเพลงของเพลงนี้ให้แรงบันดาลใจเรื่องนี้อย่างมาก
พอเห็นครั้งแรกรู้สึก เห้ยอายูมันจะเล่นไรของมันอีกว่ะ
MIrrorcle World คืออะไร
พอฟังเพลงแล้วโหยิ่งแบบ เพลงบ้าไรว่ะโคตรมันส์ ตึงๆๆๆ
ก็เลยได้มาเป็นเรื่องนี้ครับ ถือเป็นความหมายของเพลงสำหรับผม
กระจก หมอกควัน เสียงกลอง ....และการหลอกลวง
ปล.ถือว่าเป็นการตอบ Tag โลกร้อนของพี่โฮมส์ด้วยไปในตัวเลย
(ความจริงจะให้ตอบเเบบ Tag ไม่รู้จะเขียนไร เลยเอาเเบบ 2 in 1 เลย 555+)
นี่คือเรื่องสั้นเรื่องที่ 2 ใน EP ครับ
ตัวเเทนของ
"ควันกระจก"
สุดท้าย
ขอบคุณสำหรับการเเสดงความคิดเห็นต่อเรื่องสั้นครับ
เจอกันเรื่องหน้า กับเรื่องสุดท้ายใน EP ครับ
ตึง!
)
) <<< เมิงพิมพ์บ้าไรของเมิงฟระ - -*
เห็นทั้งปู๊นทั้งไนตี้คุงต่างก็ว่าดูยาก
ชอบๆ หักมุมงี้ล่ะของชอบ
#1 By kasaBoy on 2008-04-18 00:09