Life in Technicolor

posted on 03 Aug 2008 00:01 by shikak


ชีวิตของผม
ดำรงอยู่ด้วยสิ่งสองสิ่งเสมอ
สิ่งสองสิ่งที่ทำให้ชีวิตของผมมันสับสน วุ่นวาย และไร้ซึ่งจุดจบ

ผมอยากหลุดพ้นจากมันเสมอมา
ผมเคยคิดว่า
ผมยินดีที่จะทำทุกวิธีทาง
แม้จะต้องไปติดอยู่กับวังวนใดอีกวังวนหนึ่ง
หรือต้องแลกกับการแปดเปื้อนก็ตาม

*
*
 ผมเคยมีชีวิตอยู่ติดอยู่กับคำว่าอดีต
มันเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความรำพึงรำพันถึงวันเก่าที่ผ่านเลยมา
ผมยังจำคำของใครบางคน หรือสื่อบางสื่อ ที่ใคร่บอกเสมอว่า

"หากคิดจะจดจำอดีต ก็ขอให้จดจำแต่เรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้น
จดจำประกายอันงดงามของมัน ให้ตรึงใจ และเก็บมันเอาไว้สำหรับเรา"

แต่สำหรับผม มันไม่ใช่เลย
การจดจำความงดงามของมัน ทำให้จิตใจของผมสับสน และเป็นทุกข์เสมอมา
เพราะเมื่อผมนึกถึงความสวยงามอันหอมหวานของบางสิ่ง บางอย่างในอดีต
อันไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้  และครั้นปัจจุบันผมได้สูญเสียมันไปแล้ว...
ผมกลับโหยหามัน และอยากจะเก็บมันกลับมาสูดดมความหอมของมันอีกครั้ง

ในหัวของผม ในยามที่สิ่งที่เรียกว่า อดีต นี้ เริ่มคุกคาม และทำร้ายผม
มันจะเต็มไปด้วยคำ และประโยคอยู่ไม่กี่ประโยค

หากผมย้อนเวลากลับไปได้....
หากผมมีโอกาสที่จะแก้ไขมันอีกครั้ง
หากผมไม่ทำสิ่งนั้นไว้ สิ่งเลวร้ายตรงหน้าผมก็คงไม่เกิดขึ้น

แต่บางสิ่งบางอย่างของสิ่งนี้ มันก็ยังไม่เท่ากับอีกสิ่งที่ทำร้ายผม
สิ่งที่สองในชีวิตผม

ผมไม่รู้ว่า ผมเกิดมาทำไม
ผมจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
มันเป็นความไร้จุดหมายของชีวิตสีหม่นของผม
ที่วันหนึ่งผมตื่นขึ้นมา พบว่าผมมีชีวิตอยู่
แต่ผมไม่รู้ว่า ผมจะมีชีวิตไว้เพื่อทำอะไร เพื่อใคร
เหมือนผมมองเห็นทุกอย่างเป็นสีดำ สุดลูกหู ลูกตาไม่มีสิ่งใด
 ผมลอยคว้างอย่างวังเวงอยู่ในนั้น
เหมือนนักบินอวกาศลอยตัวอยู่ในสูญญากาศ

และเช่นเดียวกันกับ สิ่งแรก
ผู้คนมักค้นหาเหตุผลของสิ่งต่างๆเสมอ

หลายคน หลายสิ่งตีพิมพ์บอกเอาไว้ว่า

เราเกิดขึ้นมาเพื่อชดใช้กรรมที่ทำเอาไว้ในชาติก่อน

ผมอาจจะเป็นคนบาปหนักที่ผมไม่เคยเชื่อเรื่องบุญ เรื่องกรรม
มันยังไม่พอที่จะอธิบายว่า ผมเกิดมาเพื่ออะไร

และอาจเพราะมันไม่สามารถช่วยให้ผมดีขึ้น และหลุดออกจากบรรยากาศอันเวิ้งว้างนั้นได้

ผมทำหน้าที่ทุกอย่างที่เด็กเกิดมาควรจะทำ ผมพูดแบบนี้ก็คงไม่ถูก
ผมทำหน้าที่ ที่สังคมมอบให้เด็กน้อยๆอย่างผม จำเป็น ต้องทำ น่าจะใช่มากกว่า
ตั้งใจเรียนหนังสือ พยายามตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าโตขึ้น ผมจะทำอาชีพอะไร
หรือกระทั้งหาเงินประทังชีวิตตัวเองจนถึงเวลาหมดลมหายใจ
แต่ผมก็หาได้ทำมันด้วยใจจริงไม่
ผมทำมันเพราะมันเป็น หน้าที่...
เหมือนทำตามแบบฟอร์มที่กำหนดเอาไว้แล้วเท่านั้น

และ ผมก็คงต้องบอกคำเดิมกับคุณ
ผมไม่รู้ว่าผมเกิดมาเพื่ออะไร
*
*
ผมเหมือนหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้น
ชีวิตยึดติดกับอดีต
ผมไม่อยากเรียกมันว่า
การหลุดพ้นได้เต็มปากเต็มคำ
มันน่าจะใช้กับคำว่า

"เสมือนการหลุดพ้นมากกว่า"

เหมือนบางสิ่งบางอย่างที่ผมไม่นึกคิดว่ามันจะช่วยผมได้ในชีวิตนี้
คน ไม่สิผมไม่อยากเรียกเขาคนนั้นว่า คน
ผมขอเรียกเขาว่า "สิ่งมีชีวิต"
ผมว่ามันคงเป็นคำที่เหมาะสมกับเขาที่สุดแล้ว
บุคคลที่ทำให้ผมเจ็บ และเกลียดที่สุดในชีวิต

"พ่อ"

ผมไม่รู้จะเริ่มเล่าความเจ็บปวดของสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทำกับผมได้อย่างไร
ขอโทษผู้รับสารอีกครั้ง ผมไม่ขอเรียก เขา ว่า พ่อ
ผมขออนุญาต เรียกเขาว่า สิ่งมีชีวิต เช่นเดิม

สิ่งมีชีวิตให้กำเนิดผมขึ้นมาร่วมกับบุคคลที่ผมรักที่สุด
นั่นก็คือแม่ของผม
ตลอดเวลาที่ผมเกิดขึ้นมา ผมมีชีวิตอยู่ติดกับแม่ตลอดเวลา
ในชีวิตของผม ไม่ใช่แทบไม่ได้เจอ สิ่งมีชีวิต
ผมอยู่ร่วมกับ สิ่งมีชีวิต เสมอมา
แต่คำว่าอยู่ร่วมที่นี่ ไม่ได้รวมถึง การเอาใจใส่ ความรัก ความอบอุ่น หรือดูแล
มันก็คือ การอยู่ร่วม เท่านั้น
วันๆเวลาที่ผมอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิต มันแทบเป็นเวลาที่ไร้ความหมาย ไร้ซึ่งความรู้สึก
สิ่งมีชีวิต ทำอยู่ไม่กี่สิ่ง ในการอยู่ร่วมกับผม และแม่
นั้นคือ การนอน  การสั่ง  การใช้อารมณ์ กำลัง ดูโทรทัศน์ ดื่มเหล้า

และสิ่งสุดท้าย ตอนเช้าทุกเช้าที่ผมต้องเจอ หรือเดินผ่านสิ่งมีชีวิต
ผมจะต้องเจอคำถาม คำถามหนึ่งทุกครั้งเสมอไป
เหมือนตอน 8 โมงเช้าที่ต้องได้ยินเสียงเพลงชาติ


"พ่อรักลูกเสมอนะ ลูกรักพ่อมั้ย"

ช่วงแรกที่ผมได้ยินคำถามนี้ ผมก็มักตอบกลับสิ่งมีชีวิต
ด้วยความไม่อยากตอบ ด้วยความไม่เต็มใจไปว่า
"รักครับ" จนตอนหลังต่อไป
ผมเจ็บปวด และเกลียดสิ่งมีชีวิตจนไม่อาจแม้จะฝืนบอกคำนี้ได้
ผมจึงได้แต่เงียบแล้วเดินจากไป
พร้อมกับความสงสัยทุกครั้ง คำถามที่น่ารำคาญ
และความสงสัยที่อยากจะเอาออกไปจากหัวเป็นที่สุดสำหรับผม


ความรักของสิ่งมีชีวิตคืออะไร
ที่สิ่งมีชีวิตเฝ้าพูดว่า
รักกับผมทุกเช้า
อะไรคือความหมายของความรักของสิ่งมีชีวิต
หรืออาจเป็นเพราะ พ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดเรามา
ความรักลูกมันเลยกลายเป็น
หน้าที่ ที่ต้องทำด้วยความจำเป็น

สิ่งมีชีวิต มีอาชีพหลายอย่าง
ตลอดเวลาที่ผมอยู่กับสิ่งมีชีวิต
ผมเห็นสิ่งมีชีวิตทำงานหลายอย่าง แต่ก็มักจะเบื่อ แล้วเลิกทำไปด้วยความรวดเร็ว
และหนึ่งในนั้นก็คือ นักเขียน

ตอนผมยังเด็กๆแบเบาะ ไร้เดียงสา ผมนอนตักของแม่
แม่มักเอาหนังสือ เรื่องราวที่ สิ่งมีชีวิตเขียนมาเล่าให้ผมฟังเป็นนิทานก่อนนอนทุกครั้ง
ผมยังพอจำแนวเรื่องที่ สิ่งมีชีวิตเขียนได้ เรื่องราวออกแนวแฟนตาซี เพ้อฝัน
ที่เป็นการผูกเรื่องไปมาของสิ่งต่างๆ
แต่แฟนตาซีที่สวยงาม จบสุข มันคงไม่มีในชีวิตจริง

ดังนั้นภาพที่ผมเห็นเสมอตอนเป็นเด็ก
คือการ ทะเลาะมีปากเสียงของแม่กับ สิ่งมีชีวิต
ยามที่สิ่งมีชีวิตคิด ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ สิ่งมีชีวิตชอบที่จะใช้อารมณ์ และกำลังกับแม่ของผม
มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก
ทั้งๆที่สิ่งที่ สิ่งมีชีวิต เขียนนั้นมันก็ขายไม่ได้ ยื่นไปที่สำนักพิมพ์ใดก็ไม่มีใครต้องการ
ไม่สามารถนำมันมาแลกเป็นเงิน เพื่อการอยู่รอดได้
ดังนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ในครอบครัว และเพื่อการอยู่รอดจึงมาจากแม่ของผม
แม่ซึ่งเป็นพนักงานรับราชการธรรมดาๆคนหนึ่ง
แต่นั้นก็ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ผมโกรธ และเกลียด สิ่งมีชีวิตนั้นได้

แม่ของผมดีแสนดี อดทน เลี้ยง ให้ความรัก ดูแลผม เลี้ยงสิ่งมีชีวิต เสมอมา
จนถึงระยะเวลาหนึ่ง เหมือนฟ้าอาจจะเข้าข้างคนผิด
อยู่ๆงานเขียนของ สิ่งมีชีวิตก็เริ่มขายได้ และเกิดเป็นกระแสขึ้นในวงการหนังสือ

แต่แทนที่อะไรๆในครอบครัวจะดีขึ้น เขาจะหันมาสนใจผม และทำดีกับแม่
แต่สิ่งที่แม่ผมกลับได้รับ คือ การที่สิ่งมีชีวิตนอกใจ
ไปมีคนอื่น มีเมียน้อย...

แต่นั้นมันยังไม่สาสมพอกับที่ ทำให้ ผมเกลียด สิ่งมีชีวิตถึงขีดสุดได้
รับสาร ที่ผมจะบอกตรงบรรทัดต่อไปให้ดีๆนะครับ ผู้รับสาร

"สิ่งมีชีวิต ฆ่า แม่ของผม"

ผมแน่ใจว่า สิ่งมีชีวิตเป็นคนฆ่า
เพราะภาพที่ผมเห็นหลังจากที่ผมกลับมาจากโรงเรียนมัธยมปลาย
ผมเปิดประตูเข้าไป เห็นสิ่งมีชีวิต อุ้มร่างแม่ที่โชกไปด้วยเลือด พร้อมกับมีดที่อยู่บนพื้น

พร้อมกับที่ สิ่งมีชีวิต เรียกรถพยาบาลมา
แต่มันไม่อาจทันลมหายใจอันแผ่วเบาของแม่ผม
ลมหายใจของ ผู้ถูกกระทำ แม่ผมได้เสียชีวิตแล้ว

เสียชีวิตด้วยการกระทำของ สิ่งมีชีวิต
แต่ตำรวจ และศาลกลับตัดสินว่ามันคือ การฆ่าตัวตายของแม่เอง
เหตุจากมีดอันแหลมคมโชกไปด้วยเลือดเล่มนั้นมีเพียงรอยนิ้วมือของแม่ผมเท่านั้น
ตำรวจ และศาลตัดสินว่า สิ่งมีชีวิต แค่เป็นบุคคลคนแรกที่เข้ามาพบศพ

แต่ผมไม่เชื่อ มันเป็นไม่ได้เด็ดขาด
สิ่งมีชีวิตต่างหากที่เป็นคนฆ่าแม่ของผม
เขาคงต้องการฆ่า ... เพื่อจะได้แต่งงานใหม่กับผู้หญิงสกปรก เมียน้อยคนนั้น

หลังจากแม่ตาย ผมพยายามใช้ชีวิตอย่างปกติ
ผมย้ายบ้านใหม่ ย้ายจากบ้านโกโรโกโสเล็กๆไปอยู่บ้านเดี่ยวหลังใหญ่
ผลจากความโด่งดังของงานเขียนของสิ่งมีชีวิต
แต่ผมไม่เคยมีความสุขเลย
ในหัวของผม เต็มไปด้วยประโยคมากมาย
ด้วยความที่ผมยึดติดกับอดีตเสมอมาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ผมปลงไม่ตก
มันทำร้ายผมอย่างรุนแรงที่สุดในการสูญเสียแม่ไป

หากผมย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะช่วยแม่
หากผมย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะหนีไปกับแม่
เราจะไปใช้ชีวิตด้วยกันสองคน

ผมพยายามหักห้ามความคิดของตัวเอง
พยายามบอกว่า มันไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว มันเกิดขึ้นแล้ว
แม่จากผมไปแล้วด้วยน้ำมือของ สิ่งมีชีวิต...

แต่มันก็ไม่สามารถหยุดคำถาม การรำพึงรำพันถึงอดีตอันหอมหวานได้
แต่ถึงกระนั้น ทุกเช้า สิ่งมีชีวิตก็ยังคงใคร่ถามผมเสมอทุกเช้าว่า

"พ่อรักลูกเสมอนะ ลูกรักพ่อมั้ย"

ถึงขั้นนี้ ตอนนี้ ผมทนไม่ไหวจริงๆกับคำถามนี้
ผมตอกกลับไปเสมอทุกวัน

ผมจะรักคุณได้อย่างไร ในเมื่อคุณไม่เคยสนใจ คุณทำร้ายผม
คุณฆ่าคนที่ผมรักที่สุด....คุณทำลายชีวิตผมทุกอย่าง

แต่สิ่งมีชีวิตจะปฏิเสธทุกครั้ง

พ่อไม่ได้ฆ่าแม่ แม่ลูกฆ่าตัวตายเอง
แม่ไปตรวจพบมะเร็งขั้นสุดท้าย แม่ลูกไม่อยากทรมาน
ไม่รู้จะอยู่เพื่อทรมานไปทำไม ในเมื่ออนาคตมันก็ต้องมืดดำ
แต่แม่ก็ไม่อยากจะให้ลูกรู้ และทรมานไปด้วย
อีกอย่างถ้าลูกรู้ ลูกก็คงห้ามแม่
แม่จึงทำโดยไม่บอกกล่าว

พ่อขอโทษกับทุกสิ่งที่พ่อทำเสมอมา
พ่อรู้ว่าพ่อไม่ดี แต่ขอโอกาสพ่อ
พ่อจะทำหน้าที่สุดท้าย จะเลี้ยงดู ให้ความรักลูกอย่างดีแทนแม่
พ่อรักลูกกับแม่นะ
แต่ช่วงที่พ่อทำเลวนั้น มันเป็นช่วงสับสนที่สุดในชีวิตพ่อ
พ่อค้นหา ค้นหา ค้นหาความหมายของบางสิ่งบางอย่าง
ที่พ่อค้นหามานาน


พ่อค้นหามันทุกวิธีทาง ไม่สนใจอะไร จนทำร้ายแม่กับลูก
แต่ตอนนี้ พ่อพบแล้ว ขอโอกาสพ่อครั้งสุดท้ายนะลูก

ผมมักจะบอกไปเสมอว่า โกหก เพราะผู้หญิงชู้คนนั้นต่างหาก
แต่สิ่งมีชีวิตก็ตอบกลับว่า
พ่อเลิกกับคนๆนั้นแล้ว พ่อไม่เคยคิดจะเอาเขาเข้ามาบ้านหรืออะไร
ลูกเชื่อพ่อสิ....

พร้อมกับผมบอกไปด้วยเสียงอันดังว่า

"พ่อจงรู้ไว้ซะนะว่าต่อให้พ่อประสบความสำเร็จ มีเงิน มีบ้านหลังใหญ่เท่าไร
แต่ผมก็ไม่มีวันจะให้อภัย และรักพ่อ ครอบครัวของเรามันล้มเหลวไปแล้ว..."


หลังจากแม่ตายไป สิ่งมีชีวิตทำทุกอย่างเพื่อที่จะเข้าหาผม
ซื้อของต่างๆนาๆ ทำทุกอย่าง
พยายามขอโทษ พยายามง้อผม

แต่ผมไม่มีทางให้อภัยเขา
ผมไม่เคยพูดกับเขาอีกเลย
แม้ทุกเช้าผมจะต้องเจอคำถามนั้นทุกวัน
แต่ผมก็ไม่เคยสนใจมัน

ผมจมอยู่กับอดีต อดีตอันหอมหวาน ที่มีแม่...
หากผมย้อนเวลาไปได้....

หรือการที่ผมมีชีวิตอยู่นี้
ผมเกิดมานี่ ก็เพื่อที่จะสูญเสียมันไป
แล้วเอามันกลับคืนมา...

เอาแม่กลับมา....
*
*

จนเวลาผ่านไปสามเดือน
ผมพบบางสิ่งบางอย่าง บางสิ่งบางอย่างในคืนหนึ่ง
ในคืนที่ผมกำลังทำการบ้านวิชาฟิสิกส์มัธยมปลาย
บางอย่างที่ทำให้ผมหลุดพ้นจากการตกอยู่ในอดีตที่เสียแม่ไป
และมันอาจเป็นความรักของสิ่งมีชีวิต
ความรักของพ่อ


ผมตั้งใจ ผมตั้งมั่นที่จะ
แยกตัวจากบ้านไปอยู่เพียงคนเดียวตามลำพัง

ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น วันที่ผมตัดสินใจแยกกับสิ่งมีชีวิต
ไปโดยที่ไม่บอกกล่าว และจะไม่กลับมา
ผมเจอ สิ่งมีชีวิต ในตอนเช้า
ผมยังคงพบคำถามเดิมจากเขา

"พ่อรักลูกเสมอนะ ลูกรักพ่อมั้ย"

และมันเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมบอกสิ่งมีชีวิตไปอย่างเต็มปากเต็มคำ
พร้อมรอยยิ้มว่า

"ผมรักพ่อครับ"

เพราะผมอาจจะรู้ความหมายของคำว่า
รัก
สำหรับสิ่งมีชีวิตที่มีต่อผมแล้ว
*
*
ผมได้ย้ายไปอยู่ในอพาร์ทเมนท์  ขนาดย่อมแห่งหนึ่งในชานเมือง
มันเป็นการเริ่มต้นใหม่ในชีวิตมหาวิทยาลัยของผมด้วย
ผมต้องทำงานไปด้วย เพื่อที่จะได้มีเงินในการเรียน
สิ่งมีชีวิตพยายามติดต่อผมหลายต่อหลายครั้ง
แต่ผมไม่เคยที่จะรับการติดต่อจากเขา
มีบางครั้งที่ผมบังเอิญรับการติดต่อนั้น
คำพูด / สารเดิมๆที่เขาพูดแก้ตัวเสมอมา

พ่อไม่ได้ฆ่าแม่จริงๆ ลูกให้โอกาสพ่อแก้ตัว ให้ความรัก เลี้ยงดูลูก
ต่างๆนานา

ผมบอกเขาเสมอทุกการติดต่อว่า
ผมไม่ต้องการอะไรจากเขา ไม่ต้องติดต่อมาอีกนะครับ

และลงท้ายของการติดต่อผมจะพูดด้วยน้ำเสียงที่มาจากใจเสมอว่า

ผมรักพ่อครับ

จนครั้งหนึ่ง เขาเคยถามผมว่า
ลูกบอกว่า ลูกรักพ่อ คำว่ารักของลูกมันหมายถึงอะไร
ทำไมลูกถึงบอกมันกับพ่อเสมอ
แต่ลูกกลับไม่ให้โอกาสพ่อ ไม่ติดต่อพ่อ
และมันเป็นสิ่งที่ผมอยากบอกกับเขาเสมอมา
ผมบอกไปจนหมดว่าความรักของผมต่อเขา
มันหมายถึงอะไร...

ผมปฏิเสธการช่วยเหลือทั้งหมดจากสิ่งมีชีวิต
ผมไม่เคยรับมันมาสักบาทเดียว
แม้ตอนนี้สิ่งมีชีวิตจะกลายเป็นเศรษฐี
ด้วยงานเขียนของเขา

ยิ่งผมเห็นสิ่งมีชีวิตประสบความสำเร็จเท่าไหร่
ก็ดูเหมือน ความรัก ที่ผมได้จากเขาก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
ผมทำงาน ผมเรียน อย่างไม่ย่อท้อใดๆ
ผมทำงานทุกวัน แต่ก็ไม่ลืมที่จะพักและให้ความสุขแก่ตัวเอง
ทุกวันพุธของสัปดาห์เป็นวันที่ผมจะไม่มีเรียน หรือทำงานใดๆทั้งสิ้น
มันจะเป็นวันที่ผมได้ทำอะไรที่อยากทำ
ดูหนัง เข้าไปอ่านหนังสือที่สนใจในห้องสมุด

จนเวลาผ่านไปจากที่ผมย้ายออกมาจากบ้านประมาณสี่ปี
หลังจากกลับมาทำงานในวันอาทิตย์
ผมก็พบจดหมายฉบับหนึ่งเสียบไว้ที่ใต้ประตูห้องพักของผม

จดหมายจากสิ่งมีชีวิต

ผมตกใจหลังจากที่เห็นว่าจดหมายฉบับนี้มาจากสิ่งมีชีวิต
เพราะเขาหายจากการติดต่อ เพื่อง้อ ขอโทษผม เป็นเวลาประมาณสองปีได้
ผมรีบเข้าไปในหอ แกะดูจดหมายด้วยความรู้สึกว่า
ข้างใน สิ่งมีชีวิตจะเขียนว่าอย่างไร
มันเป็นความอยากรู้อยากเห็น ความตื่นเต้นแบบแปลกๆที่ไม่ค่อยพบกับผมมากนัก

"ลูก หากลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้
พ่อไม่มีคำพูด หรือข้อแก้ตัวใดๆอยู่ในจดหมายอีกแล้ว
แต่มีสิ่งที่พ่ออยากจะขอกับลูกเป็นครั้งสุดท้าย
ในวันพุธที่จะถึงนี้เวลาหนึ่งทุ่ม มาเจอพ่อที่ร้านอาหารร้านเดิม
ร้านที่ลูกชอบไปกินกับแม่บ่อยๆ
พ่อจะรอลูกอยู่ที่นั่น
    รัก  จากพ่อ"

ผมอ่านเนื้อความจากจดหมายฉบับนี้
หลายประโยค แสดงถึงว่า
สิ่งมีชีวิต ยังจับตาดูผมอยู่เสมอ
ไม่เช่นนั้น คงไม่รู้ว่าผมว่างวันพุธ
ตลอดจน ผมคิดว่าจดหมายฉบับนี้
คงไม่ได้ผ่านมือบุรุษไปรษณีย์
แต่คงเป็น สิ่งมีชีวิตเองนั่นแหละ
ที่เสียบมันเข้าที่ประตูด้วยมือของเขา

แต่แน่นอนผมคงไม่มีทางที่จะให้อภัยเขา
ผมจะไม่มีวันไปพบเขาอีก
แม้ผมจะรู้ความหมายของความรักจากเขา
แม้จะเป็นคำขอร้องครั้งสุดท้าย
หรือแม้ผมจะต้องการความรัก จากเขามากเท่าไรก็ตาม
*
*
เวลาสามวันจากวันอาทิตย์
มาถึงวันพุธมันช่างช้ากว่าปกติ
ผมยอมรับว่าผมยังลังเลที่จะเจอสิ่งมีชีวิต
ความรู้สึกแปลกๆอะไรบางอย่าง
หรือเพราะลึกๆ ผมก็ยังต้องการเขา
เหมือนลูกที่ต้องการ พ่อ

แต่ทิฐิในใจผมยังแรงกล้า
ผมไม่จะไม่ยอม ไม่ยอมให้กับความใจอ่อนของตัวเอง
เพื่อตัดปัญหา การต่อสู้ในหัวของผม
ในวันพุธเวลาหนึ่งทุ่มตามที่สิ่งมีชีวิตนัดผมไว้
ผมจึงได้เดินออกไปจาก
อพาร์ทเมนท์ 
แต่ไม่ได้เดินเพื่อไปตามนัด ผมไปกินเหล้าเพื่อให้เวลามันผ่านไปอย่างเร็วที่สุด
*
*
*
*
ผมลงจากรถแท็กซี่จากถนนตรงข้ามกับอพาร์ทเมนท์
นี่คงเป็นเวลาสักเที่ยงคืนได้
ผมเมาจากการดื่มมาก จนเหมือนรู้สึกไม่มีสติ
สายตาพล่ามัว แต่แล้วมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
เหมือนโลกทั้งโลกกำลังหมุนโดยมีผมเป็นจุดศูนย์กลาง
ผมไม่ได้ไปกินเหล้า และไม่ได้กำลังข้ามถนนเพื่อกลับอพาร์ทเมนท์

แต่ผมกำลังนั่งอยู่บนที่นั่งที่นุ่มเหมือนโซฟา
ด้านข้างของผมมืดสลัว
แต่ยังพอมองเห็นเป็นเก้าอี้โซฟาลักษณะเหมือนของผมเรียงรายอยู่รอบข้าง
ผมกำลังนั่งอยู่คนเดียวในห้องที่กว้างและเป็นชั้นสโลปนี้
ก่อนที่บางสิ่งบางอย่างข้างบนจะฉายแสงเป็นเส้นรูปกรวยออกมา
ยิงไปยังจอเบื้องหน้า

ผมกำลังนั่งดูภาพยนตร์อยู่คนเดียวในโรงที่กว้างใหญ่
หน้าจอได้สว่างขึ้น บังเกิดภาพแรกของภาพยนตร์
ภาพแรกที่มาพร้อมเสียง อื้ออึงเหมือนเสียงกระซิบของผู้คน
และอักษรบรรยาย / ซับไตเติล

นกสีขาวฝูงหนึ่งโบยบินตัดขอบฟากฟ้า
พร้อมกับบินกลับไป กลับมา
บินวนไปวนมาหลายต่อหลายรอบ
ทางบนฟ้าที่นกบินผ่านวนไปวนมานั้น
มีแสงสีเหลืองนวลเหมือนสีของดอกพุทธรักษา
เหมือนไอพ่นจากเครื่องบินไอพ่นที่บินวาดเป็นรูป
ที่เห็นได้บ่อยในงานต่างๆ ก่อนที่นกเหล่านั้นจะบินไขว้กันไปมา
บังเกิดแสงสีเหลืองนวลกระจ่างเต็มหน้าจอ
พร้อมภาพตัดฉายไปยัง

เด็กหนุ่มคนหนึ่งสายตาของเขาเหม่อลอยที่ไหล่ของเขามีนกสีขาวเกาะอยู่หนึ่งตัว
เขานั่งเหยียดขาอยู่บนทุ่งหญ้าสีเขียวสดที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา
แต่มันกลับไม่มีต้นไม้ใดๆเลยสักต้น มีเพียงพื้นหญ้าเท่านั้น

ภาพของหนังยังคงฉายไปเรื่อยโดยที่หนังไม่มีบทพูดระหว่างตัวเอก
หรือบทพูดเลยสักคำเดียว แต่หนังกลับไม่เงียบ มีเสียงอะไรอืมครืม เหมือนเสียงกระซิบตลอดเวลา
พร้อม บทบรรยาย / ซับไตเติล
ที่ปรากฏขึ้นใต้จอทุกระยะ แต่มันกลับไม่เกี่ยวข้องกับภาพ และหนังที่ฉายอยู่เลยสักนิด


สีของหน้าจอเริ่มเปลี่ยนไป เป็นสีที่สดใสโดยเน้นแม่สีเป็นหลัก
แต่หน้าของเด็กยังคงเหม่อลอย เหมือนไม่มีจุดหมาย เขาเดินไปตามผืนหญ้าสีเขียว
ที่เขาเคยเหยียดขานั้น เขาเดินไป เดิน เดิน เท่าไรก็ไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุด
สักพักภาพของหนังซูมขยายเข้าไปที่หน้าเด็กชายคนนั้น
ซูมเข้าไปในดวงตาอันเลื่อนลอย


จนหน้าจอ เต็มไปด้วยหมอกควันลอยละล่อง เต็มหน้าจอ
ควันสีขาว ลอยไป ลอยมา ดูเพ้อล่องลอยแบบเคว้งคว้าง
ก่อนที่จะมีแสงสีม่วง สีน้ำเงินเป็นเส้นๆกระจายยิงไปทั่วหน้าจอ

สักพักแสงสีเหล่านั้นเริ่มหายไป กลายเป็นควันสีขาวลอยล่องเช่นเดิม
ภาพค่อยๆซูมออกพบว่า หมอกควันที่เห็นคือข้างในดวงตาของเด็กชาย
ก่อนจะพบว่า เขาอยู่บนรถไฟลอยฟ้า รถไฟลอยฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนรอบข้าง
สายตาของเขายังคงเลื่อนลอย ผู้คนรอบข้างของเด็กชายมีบางสิ่งบางอย่าง
เหมือนมีแท่งเหล็กสีเทายื่นออกมาตั้งขึ้นเอียงเล็กน้อยจากบริเวณหลังของพวกเขา
พร้อมลูกกลมๆสีเงินเหมือนลูกตุ้มห้อยลงมาจากแท่งนั้น

ทุกคนล้วนมี แต่เด็กชายคนนั้นกลับไม่มี สายตาของเขายังเลื่อนลอย
มองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟลอยฟ้า ก่อนที่ภาพของหนังจะซูมออกมาอีก
พบว่ารถไฟไม่ได้เคลื่อนขบวนไปตามราง หรือพลังงานน้ำมันก๊าซ
 แต่เคลื่อนไปด้วยแรงของลูกตุ้มสีเงิน

เฉกเช่นเดียวกับลูกตุ้มที่อยู่บนหลังผู้คน เพียงแต่มันมีขนาดใหญ่กว่า

ลูกตุ้มของรถไฟลูกแรกอัดแน่นด้วยแรง ชนไปยังลูกที่สอง
ลูกที่สองชนไปยังลูกที่สาม สามชนไปยังสี่ ชนไปเช่นนี้เรื่อยๆ
จนรถไฟลอยฟ้าเคลื่อนขบวนเหมือนตัวหนอนที่ค่อยๆคลานกระดื๊บๆ
รถไฟกระดื๊บไปได้สักพัก
เสียงอื้ออึงเหมือนเสียงกระซิบยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
พร้อมบทบรรยายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องก็ยังคงขึ้นที่หน้าจออย่างต่อเนื่อง

ก่อนที่รถไฟลอยฟ้าจะเคลื่อนด้วยแรงลูกตุ้มเหล็กมาถึงสถานี
ประตูของรถไฟเปิดออก เด็กชายก้าวขาออกมาเหยียบยังพื้นสถานี
พร้อมยืนนิ่งก้มหน้า ทว่าผู้คนรอบข้างเดินกรูออกจากรถไฟลอยฟ้าอย่างรวดเร็ว
เดินผ่านเด็กชายที่ยืนนิ่งเหมือนไร้จุดหมาย เหมือนฝูงหมดที่เลี้ยวหลบท่อนไม้เล็ก
ลุกตุ้มของพวกเขาแกว่งกระทบตัวพวกเขา เหมือนเร่งให้พวกเขารีบเข้าไปอีก
ดูแล้วอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาช่างเหมือนตุ๊กตาไขลานเหลือเกิน
บางลูกตุ้มของอีกคน ก็เหวี่ยงไปด้วยแรงไปกระทบกับลูกตุ้มของอีกคน
ทำให้อีกคนเดินไปด้วยความเร็วมากขึ้น

ก่อนที่ภาพจะฉายไปยังดวงตาของเด็กชายอีกครั้ง
มันยังคงซูมขยายเข้าไปข้างในดวง ตาเห็นหมอกควันเช่นเคย

ก่อนที่จะเห็นเป็นแสงสีฟ้าก้อนขนาดใหญ่ มีลำแสงสีเหลืองเล็กๆพุ่งขยึดเขยือไปมา
มุ่งหน้า และเจาะเข้าไปในแสงสีฟ้าก้อนใหญ่นั้น

เหมือนอสุจิ กำลังชอนไชเข้าไปในไข่

พร้อมมีภาพเด็กชายอ้าปากทำตาเหลือกแทรกเข้ามาซ้อนทับ

กล้องซูมเข้าไปในตาเหลือกของเด็กชาย
บังเกิดเป็นหมอกควันอีกครั้ง ก่อนที่จะพบว่า

เด็กชายอยู่กลางทุ่งหญ้าพร้อมนกสีขาวอีกครั้งแต่บัดนี้ในปากนกมีจดหมายอะไรบางอย่าง
แต่ครั้งนี้เด็กชายมุ่งหน้าไปด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่นทว่ายังมีความเหม่อลอย

นกสีขาวคาบจดหมาย และส่งมันให้เด็กชาย
เด็กชายเปิดดู ภาพฉายไปยังจดหมายนั้น
แต่เด็กชายกลับขยำมันทิ้ง แล้วเดินต่อไป

นกสีขาวบินกลับขึ้นไปบนฟากฟ้า พร้อมแสงสีเหลืองนวลอีกครั้ง
เด็กชายเดินไปเรื่อย ก่อนที่จะพบกับลูกตุ้มสีเงินห้อยเรียงรายกันอยู่บนฟ้าประมาณห้าหกลูก
พบหญิงวัยกลางคน คนหนึ่งที่คุ้นตาของเด็กชายนั่งอยู่บนลูกตุ้มนั้น

ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้เด็กชาย เด็กชายเงยหน้ามองผู้หญิง
และลูกตุ้มบนท้องฟ้าก็เหวี่ยง แล้ว ถ่ายทอดแรง
ลูกทีหนึ่ง ไปยังลูกที่สอง ไปยัง  ลูกที่สาม จนถึงลูกสุดท้าย
ภาพพื้นหญ้าเบื้องล่าง เหมือนจะเคลื่อนไหวพลิ้วไปมา ตามจังหวะการเขวี่ยงของลูกตุ้ม

ภาพฉายไปที่หลังเด็กชาย มีบางสิ่งบางอย่างออกมา
ลูกตุ้มเหล็กลอยออกมา พร้อมกับเหวี่ยงเข้า-ออกที่หลังเด็กชายอย่างเร็ว
เด็กชายหยิบบางอย่างในกระเป๋ากางเกง พร้อมขว้างขึ้นไปที่ผู้หญิง
มันคือมีด มันปักเข้าไปที่อกของหญิงวัยกลางคนๆนั้น
มีดเปื้อนเลือดหล่นลงมา ก่อนที่ผู้หญิงจะล่วงหล่นลงมาตาม
ภาพฉายไปที่ผู้หญิงคนนั้น เลือดที่นองเต็มพื้น
ก่อนที่หน้าจอจะแดงสดไปด้วยสีเลือด

แต่แล้วแสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นที่ จออีกครั้ง พร้อมแสงสีเหลืองที่พุ่งขึ้น
เป็นแนวทแยง เหมือนเส้นกราฟ ก่อนที่จะมีรูป เด็กชายเบ่งกล้ามลอดเข้ามา

หลังจากนั้น หน้าจอก็บังเกิดเป็นควัน สีขาวล่องลอยอบอวล
ก่อนที่จะกลายเป็นเด็กชายอีกครั้ง
ที่บัดนี้เขามีลูกตุ้มสีเทาอยู่ที่หลัง แววตาของเขามีชีวิตชีวา
เหมือนเขามีจุดมุ่งหมาย...

เขาวิ่งมีลุกตุ้มที่คอยกระตุ้นให้เขาทำอะไรต่างๆ
เช่นเดียวกับภาพเมืองของหนังตอนนี้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเคลื่อนไหว
และเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยแรงของลูกตุ้ม...

แต่แล้วอีกไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างก็เหมือนล่มสลายตรงหน้า
เมื่อเด็กชายถูกบางสิ่งบางอย่างจับตัวไป บางสิ่งบางอย่างที่ไม่ต้องการ
เหตุผล
ว่าคืออะไร และทำไมถึงต้องจับเขาไป
เด็กชายถูกจับไปยังหุบเขาสีม่วง เขาถูกห้อยกุญแจมือเดินก้มหน้าเหมือนนักโทษ
เดินวนไปตามทางเดินอันคดเคี้ยวของภูเขา
ก่อนที่ภาพจะเปลี่ยนฉายไปยังนกสีขาวตัวเดิม

นกที่บินคาบอะไรบางอย่างไปอย่างรวดเร็วท่าวกลางแสงแดดจ้า
บินผ่านทิ้งสีเหลืองนวลเป็นทางอย่างสวยงาม
ยามภาพนกบิน เสียงของหนังกลับอื้ออึงและดังกว่าปกติ จนฟังออก
มันเหมือนเป็นเสียงของผู้ชายที่กำลังพูดอะไร...วนไปวนมา
เสียงยังคงดังอื้ออึง จนเหมือนนกที่บินอย่างรวดเร็ว
เหมือนกับมัน กำลังบินด้วย ความเร็วเสียง

นกสีขาวบินด้วยความเร็วเสียงผ่านผู้คนเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยลูกตุ้ม
ส่งแรง ส่งจุดมุ่งหมาย ให้แก่กัน และกัน... ไม่เฉพาะแต่ผู้คน สิ่งของ เงิน ก็ใช่
บทบรรยายยังคงขึ้นประโยคเปลี่ยนไปมาอย่างไม่หยุดเช่นเคย

นกสีขาวบินฝ่าสายฝน
ที่เบื้องหลังเป็น

หลุมสีฟ้าที่มีเส้นสีเหลืองขีดเป็นเส้นตัดกับตรงกลางวงกลม

นกสีขาวสามารถบินด้วยความเร็วเสียงแม้แต่ในใต้ดิน
ก่อนที่จะพุ่งขึ้นเป็นเส้นตรงด้วยความเร็วเสียง
ปีกกลางสะบัด เมื่อถึงยอดของภูเขาสีม่วง
ท่ามกลางบางสิ่งบางอย่างที่กำลังทำชีวิตของเด็กชายให้มลายหายสิ้น
นกสีขาวส่งมอบจดหมายให้แก่บางสิ่งบางอย่างนั้น
ก่อนที่บางสิ่งบางอย่างจะเปิดมันอ่าน

พบข้อความเดิม ข้อความที่นกสีขาวเคยส่งให้เด็กชายเมื่อตอนกลางเรื่อง
มีเสียงเหมือนเคลื่อนแทรกในวิทยุ ดังขนานกับ เสียงกระซิบที่มีในหนังอยู่เดิม
ก่อนที่เด็กชายจะถูกปลดปล่อย

และนกสีขาวตัวนั้นจะโดนประหารแทน...
เลือดของนกแดงฉาน
แดงจนกลายเป็นหมอกควันสีแดงล่องลอย
เต็มไปหมด มัน ลอยเคว้ง เคลื่อนไหว พลิ้วไปมา
แต่คราวนี้มันกลับบังเกิดอยู่ในดวงตา
ดวงตาของผมเอง
*
*
ผมยกมือขึ้น ภาพในจอภาพยนตร์หยุดค้าง
หลังจากเหมือนจะเคลิ้มล่องลอยไปกับหนัง
แสงไฟรอบข้างสว่างไสว
มันเป็นการให้สัญญาณของผมกับทีมงาน
ในการตรวจตราความเรียบร้อยของผู้กำกับภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่องที่หกในชีวิตผม
บอกเล่าเหตุการณ์ในคืนสุดท้ายของพ่อ
คืนที่พ่อนัดเจอผมเป็นครั้งสุดท้าย

ผมโดนรถชนในการข้ามถนนในวันนั้นในสภาพที่ขาดสติ
พ่อรอผมอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามหน้าอพาร์ทเมนท์อยู่ก่อนแล้ว
ก่อนที่พ่อจะเรียกรถพยาบาล พร้อมกอดร่างอันชุ่มเลือดของผมเอาไว้
ผมที่อยู่ในสภาพอันขาดสติ พยาบาลบอกว่า
ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้จมลงในนิทรา มันเสี่ยงเกินไป
พ่อจึงเล่านิทานสด นิทานเรื่องสุดท้ายของพ่อให้ผมฟัง
มันคือหนังเรื่องนี้
ภาพที่บรรยายนิทาน จินตนาการของพ่อ
อักษรบรรยาย / ซับไตเติล ก็คือ สิ่งที่ผมเขียนข้างบน
ในเรื่องสั้นเรื่องนี้
ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวหนัง


พ่อแต่งนิทานสดให้กับผม...
นิทานที่รวมเอาความหมายของความรักของพ่อที่ผมเข้าใจมาแต่ง

ในวันนั้นผมบอกพ่อไปว่า...

ที่ผมบอกว่าผมรักพ่อ เพราะผมรู้แล้วว่า ความรักที่พ่อมีให้ผมมันคืออะไร
มันไม่ต่างจากลูกตุ้มในแบบจำลองฟิสิกส์เรื่องโมเมนตัม
ลูกตุ้มที่เรียงรายติดกัน เมื่อเราดีดลูกตุ้มที่อยู่ริมสุด มันก็จะส่งแรงผลักลูกตุ้มลูกต่อไปเรื่อยๆ
จนลูกตุ้มทั้งหมดเคลื่อนไหว เพราะได้รับการส่งแรงผ่านกัน และกัน

ผมว่ามนุษย์แทบทุกคนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องมีมัน
ลูกตุ้มนั้นอาจเป็นเงิน เป็นคนรัก
ตลอดจนเป็นอะไรก็ได้แล้วแต่ความคิดของบุคคลนั้น

เพื่อเป็นจุดหมายในชีวิต เพื่อให้รู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่

มันก็เหมือนความรักของพ่อ
พ่อเหมือนลูกตุ้มที่คอยถ่ายทอดแรง
เพราะผมเกลียดพ่อ ผมจะต้องประสบความสำเร็จมากกว่าพ่อ...

มันทำให้ผมมีจุดหมายในชีวิต ทำให้ผมทะเยอทะยาน และหลุดพ้นจากอดีตที่คิดถึงแม่
นี่แหละความรักที่ผมมีให้กับพ่อ มันเหมือนแบบจำลองโมเมนตัม...
ยิ่งพ่อทำให้ผมเจ็บมามากเท่าไร ยิ่งพ่อประสบความสำเร็จเท่าไร
ลูกตุ้มโมเมนตัมมันก็ยิ่งกระแทกผมแรงเท่านั้น
เพราะฉะนั้น พ่อไม่ต้องช่วยเหลืออะไรผม ผมจะเก่งกว่าพ่อด้วยตัวของผม
ด้วยความสามารถของผมเองให้พ่อดู

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมได้พูดกับพ่อ...
ในโทรศัพท์หลังจากพูดจบ พ่อเงียบไปนานแสนนาน
จนผมบอกว่า ผมรักพ่อ และชิงวางโทรศัพท์ลงก่อน

พ่อนอนกอดผม พร้อมเล่าให้ผมฟัง แต่เล่าไปถึงแค่
เด็กชายที่เข้าไปในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยลูกตุ้ม
ก็ถึงโรงพยาบาล ต้องส่งผมเข้าห้องฉุกเฉิน
หมอบอกผมเสียเลือดมาก ต้องการเลือดด่วน
พ่อผมอาสาให้เลือดแก่ผม พ่อให้เลือดผมมากเกินไป
จนพ่อตาย....
*
*
ผมควักอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
ข้อความสุดท้าย
ข้อความที่ไม่ได้สวยงามอย่างข้อความไหนๆ
ข้อความจาก

พ่อ

"ลูก หากลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้

พ่อไม่มีคำพูด หรือข้อแก้ตัวใดๆอยู่ในจดหมายอีกแล้ว
แต่มีสิ่งที่พ่ออยากจะขอกับลูกเป็นครั้งสุดท้าย
ในวันพุธที่จะถึงนี้เวลาหนึ่งทุ่ม มาเจอพ่อที่ร้านอาหารร้านเดิม
ร้านที่ลูกชอบไปกินกับแม่บ่อยๆ
พ่อจะรอลูกอยู่ที่นั่น
    รัก  จากพ่อ"

ไม่มีข้อแก้ตัวอันใด...แต่ในวินาทีนี้นั้นหรือ
แต่ในวินาทีนี้ ผมกลับเชื่อทั้งหมดที่พ่อบอกกับผม
พ่อไม่ได้ฆ่าแม่ แม่ฆ่าตัวตาย...
หรืออาจเพราะว่าในยามนั้น

เลือดของพ่อมันคุกกรุ่น และตกตะกอนอยู่ในร่างกายของผม..

ผมอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า
พ่อในเวลาที่กระทำไม่ดีกับผม
พ่ออาจกำลังตามหาลูกตุ้มของท่านอยู่เหมือนกัน....

แต่เอาเข้าจริง ตอนนี้ผมเกลียดมันเหลือเกิน
ลูกตุ้มที่คอยเป็นแรงกระตุ้น ผลักดัน
ผมรู้สึกไร้สาระ ที่ต้องมีมัน
ที่มนุษย์ทั้งหลายต้องมีมัน

แต่ผมก็อยู่ และมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เพราะมันเช่นกัน

ตลอดเวลาผมปฏิเสธไม่ได้ว่า
ผมยังต้องการความรักจากพ่อ
ไม่ว่าพ่อจะร้าย จะเลวอย่างไร ผมก็ยังต้องการ..
แต่ผมต้องฝืนความรู้สึกนี้เอาไว้

ในวันที่พ่อตายเพราะผม
ความเจ็บปวด ความคิดการใช้ชีวิตยึดติดกับอดีตมันก็กลับมาทำร้าย

หากผมย้อนเวลากับไปได้ผมจะไม่ทำกับพ่อแบบนี้
หากผมย้อนเวลากลับไปได้....
หากผมย้อนเวลา
หากผมย้อน....
ย้อน....
เวลา....

ความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด ได้ส่งผลทำให้ผมต้องหาทางออก
ทางออกในการระบาย บำบัดตัวผมเอง
ผมจึงระบายมันออกมาด้วยการทำหนัง
หนังทุกเรื่องของผมจะมีตัวตนของพ่ออยู่ทุกเรื่อง
ในยามที่ผมหาทางออกไม่ได้ ยามที่ผมลนลานคิดถึงอดีตเกี่ยวกับพ่อ
ผมจะสร้างหนังขึ้นมา...

พ่อไม่ได้ตายไปจากผม
สำหรับผม พ่อมีชีวิตอยู่เสมอ
พ่อกับผมอยู่กันอย่างใกล้ชิดอุบอุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
พ่อยังมีชีวิตโบยบินนำทางอยู่ในภาพยนตร์ของผม...
*
*
ผมยกมือขึ้นอีกครั้งเพื่อให้สัญญาณทีมงานในการรับชมฉากสุดท้าย

ภาพฉายไปยังนกสีขาวที่นอนอาบเลือด
ภาพซูมขยายเข้าไปที่หน้า
ซูมขยายเข้าไปในดวงตาของนกสีขาว
บังเกิด ควันสีขาวล่องลอยเต็มเจออีกครั้ง
ก่อนที่ควันเหล่านั้นจะค่อยๆเรียงตัวเป็นภาพ

เด็กชายนั่งเหยียดขาท่ามกลางพื้นหญ้าสีเขียวสด
เขายิ้มออกมาด้วยความสดใส
และดวงตาอันเป็นประกาย
พร้อมกับ
ที่หลังของเขาปราศจากลูกตุ้มใดๆ

   ------------------------------------

ขอโทษเรื่องนี้ที่อาจทำให้บางคนผิดหวัง
เพราะเขียนรอบเดียว ไม่มีการเเก้ใดๆทั้งสิ้น
อยากให้มันออกมาเเบบธรรมดา ตรงๆที่สุด

ตอนนี้สอบมิดเทอมเสร็จเเล้วครับ
เริ่มว่างเเล้ว + ฟุ้งซ่านตามเคย
ขอโทษที่หายไปน๊านนาน
เร็วๆนี้คงได้มีโปรเจคไรกันอีก
เตรียมพบกันเร็วๆนี้ครับ!!

ขอบคุณสำหรับ Comment เเละการเเสดงความคิดเห็นต่อเรื่องสั้นครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! Hot! Hot!
คนแรกเลย
อ่านเรื่องสั้นแก เหมือนอ่านปรัชญา
อ่านแล้วเข้าใจยาก
แต่พอเข้าใจก็ซึ้งมากมาย

#1 By nu_.-*-*-._nu on 2008-08-03 00:21

อ่านไปอินไป ซึ้งมากมาย

น้ำตาเกือบไหลเลยนิ (อินเว่อร์ไปป่าวนิ)

สอบกันเสร็จหมดแล้ว สงสัยคงเหลือแต่ผมแล้วมั้งนิ

#2 By iTualek on 2008-08-03 00:26

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!


ชอบม๊ากมากกกกกกก

มันธรรมดา แต่ล้ำลึก มหัศจรรย์ครับ
(Simply Wonderful)

โดยเฉพาะการเปรียบแรงกระตุ้น เป็น Momentum เนี่ย
สุดๆๆๆ (พี่คิดได้ไง)

เป็น Version Acoustic ของเรื่องสั้นพี่, ที่ไพเราะมั๊กๆ จับใจ

เป็นกำลังใจให้คับ ^______^

#3 By Icia on 2008-08-03 00:28

ขยันเขียนจริงนะ


ไงก็เขียนต่อไปเรื่อยๆ


ปล.มาเม้นแล้วเน้อ

#4 By [C] a p s u l a (202.28.35.2) on 2008-08-03 00:33

โห อ่าน After Dark ไปแล้วตั้งสี่สิบหน้า อย่างนี้ก็อ่านจบก่อนชาวบ้านเขานะสิ


ขอบคุณสำหรับข่าวคราว

พรุ่งนี้จะได้ไปร้านหนังสือสักทีbig smile
Hot!
ซึ้งง่ะ >.<!!

#6 By Aelita~[-X-]~ on 2008-08-03 01:09

ซึ้งอ่ะ
ถ่ายทอดได้ตรงไปตรงมามาก

น้ำตาเล็ดเลยครับ
ชอบๆๆๆ เอาไปเลยดราก้อนบอล

Hot! Hot! Hot!

#7 By misterun on 2008-08-03 01:12

ยาวอะอ่านไม่ไหวอะ
แต่ชอบชื่อentry

#8 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-08-03 03:36

ชอบมากมากค่ะ แต่กว่าจะค้นพบตัวเองได้ สูญเสียไปมากเหมือนกันนะคะ

#9 By V@R on 2008-08-03 09:44

ชอบวิธีเปรียบเทียบมากเลยครับ ตอนแรกงงๆว่าลูกเหล็กอะไรมาอ่านตอนท้ายนี่อ๋อเลยconfused smile
งือๆ

เพ่ทำนู๋ร้องไห้


#12 By ing on 2008-08-03 19:30

big smile

#13 By lNiightmarez on 2008-08-03 19:34


อ่านแล้วอินอย่างแรงงง

#14 By PARAkeet on 2008-08-03 19:35

น้ำตาไหล

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..
ชอบนะคะ ทั้งการเปรียบเทียบ ไอเดีย และข้อคิด และการสรุปHot!
แต่ยังรู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดไป ที่บอกไม่ได้ว่าอะไรsad smile
อย่าให้สายไปสินะ...

ความรักคืออะไรกันนะ..

#17 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-08-03 22:49

เรื่องเฮียซึ้งมากอ่าอยากบอกตามตรงจากหัวใจของเด็กไร้เดียงสาที่ไม่มีปรัชญาในชีวิต555+
ยอมรับเรยว่าเฮียมีปรัชญาในชีวิตมากมายคร่านู๋จาแอ๊ดเฮียเปนเพื่อนน้าคร๊า
(ถูกจัยเฮียมั่กมายอ่า)

#19 By Little++XU on 2008-08-04 09:39

Hot! เยี่ยมเลย

#20 By iDoi* on 2008-08-04 11:10

ยินดีด้วยที่สอบเสร็จ
ดีใจที่เห็นชิตั้งใจเรียนเป็นอย่างดีนะ

question

ชิ... ไม่ได้ผิดหวังนะคะ แต่พี่ว่ามันยาวไป sad smile
การที่มันยาวโดยที่ชิยังเขียนให้มันไม่รู้จบได้
โดยที่ไม่รู้สึกขัดอะไรเลย มันก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถของชิ
แบบนี้เขาเรียกเขียนเอามัน เราน่ะนะมัน big smile

แต่ธีมของเรื่องถูกฉีกออกไป ก่อนจะตบกลับมา
หมอจะยอมให้พ่อเสียเลือดให้ลูกจนตายเหรอ embarrassed

งานเขียนแปลกไปจากที่เคยเขียนนิดหน่อย

ตรงเด็กชายกับลูกตุ้มทั้งตอนที่ฉีกธีมเรื่องออกไปบรรยายกับตอนจบน่ะ นั่นแหละจะเหมือนงานของชิ big smile

อืม แล้วปกติพี่จะร้องไห้ง่ายกับเรื่องของพ่อกับลูก
ง่ายจริง ๆ ชิ แค่ตักกับข้าวให้ลูก หรืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ
พี่ก็ร้องไห้ได้

แต่ชิทำให้พี่ร้องไห้ไม่ได้ tongue

แล้วชิก็บอกในตอนท้ายว่าเขียนไปโดยไม่แก้
จริง ๆ ก็ดีจริง ๆ นะ
แต่มันเป็นการแสดงให้เห็นความสามารถที่มีอยู่ในตัวชิล้วน ๆ อะ
ซึ่งถ้าเพียงแค่ตรงนี้ ก็ "สมใจ"

big smile
Hot! Hot! Hot!

อันนี้ให้เป็นรางวัลสำหรับความตั้งใจนะ

big smile
สบายดีครับผม

เรื่องนี้ย้าวยาวอ่ะครับ
อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
เลยอ่านข้ามๆผ่านๆไป
เดี๋ยวจะกลับมาอ่านอย่างตั้งใจอีกรอบ sad smile

#25 By pw. on 2008-08-04 18:23

เด็กๆ รุ่นใหม่ๆ นี่ขยันกันดีจังเลยน้อ
งั่ก งั่ก confused smile

#26 By Sunday Syndrome on 2008-08-04 19:22

ยาวมากๆ

#27 By เพลง (58.8.122.226) on 2008-08-05 00:10

สวัสดีครับ ไม่ต้องส่งหนังสือมาหรอกครับเชื่อผมดิมันเปลือง
เอาไว้ขายคนที่ยังไม่มีดีกว่าครับ ผมไม่ได้โกรธหรอกหนังสือยับก็อ่านได้เหมือนกัน อิๆ

#28 By ทอม on 2008-08-05 12:59

อืม เรียบง่าย แต่เข้าถึงจิตใจ

#29 By on 2008-08-05 17:55

อ่านตอนแรกช่วงกลางๆเรื่องช้านงงมากมายอ่ะแก
เราว่า ช่วงที่บรรยายหนังอ่ะ มันยาวไปหน่อย
เลยคิดภาพตามไม่ทัน
แต่ชอบตรงที่พ่อเล่านิทานเพื่อไม่ให้ลูกสลบนะ
Hot!

#30 By +Bloodyberry : MUKURO ADDICTION*+ on 2008-08-06 20:17

อ่านจนเจ็บตาเลยเอ็ง สนุกดี cry
ภูมินนนนนนนน


เป็นคนที่เขียนอะไรได้เยี่ยมจริงๆ

เราแว่บมาเจอลิ้ง


โหววว สุยอดเลยอ้ะ



เราแอบเห็นเรคคอมเม้นเยอะมาก
เราจะมาอ่านนะ
เราขอแอ๊ดไว้

อิอิ



เห็นปกหนังสือแล้ว
อู้วววว

นาง(?)แบบ
เยี่ยมนะยะ!!!

ฮ่าๆๆๆ

#32 By N' Pepper on 2008-08-10 15:17

อืมมมมม

#33 By duangpon (58.8.125.59) on 2008-11-22 12:32