3

posted on 07 Sep 2008 00:34 by shikak



 ยามกลางวันทุกสิ่งทุกอย่าง

วุ่นวาย รีบเร่ง รุนแรง
เหมือนน้ำที่ไหลเชี่ยวไปตามไหล่หุบเขาคดเคี้ยว

แต่เมื่อใดก็ตามที่เข้ามาถึงในราตรีกาล
น้ำไหลเชี่ยวนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป
มันสงบ คงที่ เงียบเชียบ และเยือกเย็น

ดั่งน้ำไหลเชี่ยวที่เปลี่ยนรูปตัวเองเป็นก้อนน้ำแข็ง
แต่ภายในก้อนน้ำแข็งในท่ามกลางยามราตรีนั้น
ทว่ามันมีเปลวไฟซ่อนหลบอยู่ภายใน

เปลวไฟแห่งความปรารถนา ที่จะเผาผลาญยามราตรี
ให้ผ่านพ้นไปอย่างน่าประหลาด และรวดเร็วที่สุด
*
*
 สวัสดีครับ ขณะนี้ทุกท่านกำลังดำรงอยู่ในยามราตรีอันมืดมิด
ผมไม่มีอะไรที่จะทำอีกเช่นเคยในยามเปลี่ยวเหงานี้
ดังนั้น ผมซึ่งเป็นเพียงสื่อ เหมือนกล้องวีดีทัศน์
ไม่สิ ผมเป็นกล้องวีดีทัศน์ที่เต็มตึงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ดังนั้น เป็นอีกคืนที่ผมจะหาเหยื่อสักราย
เพื่อเฝ้าจ้องมองเขาในยามราตรี
ตอนนี้ผมกำลังจับจ้องถ่ายไปที่เขาแล้ว

ชายอายุวัยรุ่นคนหนึ่ง จมูกมีขนาดใหญ่ และปากอันหนา
นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่เคาร์เตอร์ของบาร์ที่ดูครึกครื้น และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งเอเชีย
ทุกโต๊ะ และทุกเคาร์เตอร์เนืองแน่นไปด้วยผู้คนหลากหลายซึ่งอาจธรรมดา
ทว่ามีความแปลกประหลาดทับซ่อนอยู่ภายใน
ผู้คนทุกผู้นั่งกัน จับกลุ่มพูดคุยกัน เป็นกลุ่มเพียงสาม
พูดคุยกันอย่างออกรสทุกสามนั้น
ท่ามกลาง เสียงเพลงที่เปิดคลอออกรสชาติเอเชี่ยน
เพลงดนตรีบรรเลงพื้นเมืองจากโลกตะวันออก
และโทรทัศน์เครื่องใหญ่ที่เปิดกีฬาที่นิยมที่สุดในโลกนี้

ให้ตายสิ ผมขอตั้งชื่อร้านนี้ว่า
ร้านเพื่อนสาม ล่ะกัน คงเข้ากันดีกับภาพที่เห็น

แต่ชายที่ผมจับจ้องเขากลับนั่งอยู่คนเดียวเพียงลำพัง
สายตาเขาไม่ได้สนใจในสิ่งรอบข้าง หรือ เหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ของกลิ่น
หรือเส้นเสียงของดนตรีแห่งโลกตะวันออกแต่อย่างใด

ทว่าเขาจับจ้องมุ่งเพ่งสายตาไปยังแก้วเบียร์สีเหลืองทองธรรมดาเบื้องหน้าของเขา
แก้วเบียร์ที่มีหลอดดูดสีขาว
เราไม่อาจรู้ได้ว่าเขาจ้องมันไปทำไม
ทำไมเขาถึงไม่ยกขึ้น กระดกมันเข้าไป
ไม่สิ เขาคงต้องใช้หลอดสีขาวนั่นดูดมากกว่า

เราจับจ้องเขาอยู่นาน
น่าแปลกที่ผมรู้สึกเงียบสงบที่จับโฟกัสไปที่เขา
ท่ามกลางความอึกทึกของบรรดาเพื่อนสามรอบข้าง
ถ้าผมอ่านสายตาเขาไม่ผิด
ดูเหมือนเขาจะอยากดื่มเบียร์แก้วตรงหน้าเขาเหลือเกิน
ผมเห็นสายตาแห่งความอยาก และกระหายจากเขา
ผมมั่นใจ และแน่ใจ จากการจับตาสอดรู้สอดเห็นเหยื่อในยามราตรีมานักต่อนัก
แต่ผมก็ไม่อาจรู้ได้ว่า ทำไมเขาถึงไม่ดื่มมันไปเสีย

เขาอาจจะเป็นเหมือนเด็กนักเรียนมัธยมที่มีความใฝ่ดีที่สังคมพยายามยัดเยียดมอบให้เขา
ที่มันกำลังต่อสู้อยู่กับความอยากรู้ อยากลอง และปรารถนาที่จะจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ
ผมไม่แน่ใจว่าเขาเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า
และคงไม่มีใครอาจล่วงรู้ได้

*
*

  ผมตื่นลืมตาขึ้นมาในกลางดึก พลิกดูนาฬิกา 'ตีหนึ่งสี่สิบห้านาที'
เวลาที่ทุกทีผมคงจะนอนขดตัวในผ้าห่มเพื่อขจัดซ่อนความหนาวเหน็บของเครื่องปรับอากาศ
และเอามือทั้งสองวางไขว้กันจับหัวไหล่ทั้งสองข้าง
เพื่อทำลายความเหงา และปรารถนาใครสักคน
แต่เรื่องสองอย่างข้างต้นช่างน้อยนิด และไม่สามารถทำให้ผมเศร้า หรือทุกข์ได้หรอก
อาจเพราะผมมีบางสิ่งบางอย่างที่แบก กดทับ ผมไว้มากพอแล้ว

ผมลุกขึ้นจากเตียงมุ่งตรงเข้าไปในประตูเบื้องหน้า
จ้องมองตัวเองที่กระจกในห้องน้ำ
สายตาอันต่อต้าน เบื่อหน่ายทุกสิ่งทุกอย่าง และขอบตาดำคล้ำของผมยังไม่เปลี่ยนแปลง
ผมก้มหน้าลง ผมรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แผ่ซ่าน
 ก่อนที่จะก้าวเดินออก

บังเกิดเสียงดังเปรียะอันคุ้นเคย ผมหันกลับไปมอง

กระจกเป็นรอยร้าวแตกหนึ่งดวงย่อมๆ
ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป อย่างไม่ใส่ใจอะไร

ผมลงลิฟท์ลงมาถึงชั้นล็อบบี้
ผมไม่มีที่อาศัยในยามค่ำคืนเป็นหลักเป็นแหล่งนัก
ผมมักย้ายตัวเองไปตามโรงแรมต่างๆ ไม่ก็เกสเฮ้าส์สักหลัง
ผมจะหลับลึก หลับนาน แต่ไม่ใช่วันนี้
วันที่ผมต้องไปทำภารกิจบางอย่าง ภารกิจเพื่อตัวของผมเอง

ผมเดินผ่านล็อบบี้ไปเรื่อย
ตู้ปลาขนาดใหญ่ มีปลาแหวกว่ายสะบัดหาง
สวยงามหลากหลายสี

ผมรู้สึกถึงบางอย่างที่แผ่ซ่านอีกครั้ง
บางสิ่งบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของผม

ทันใดนั้นตู้ปลาที่อยู่ในสายตาของผม
มันแตกกระจุยพุ่งไปเบื้องหน้า

เหมือนมีระเบิดติดตั้งอยู่ภายใน
พอๆกับที่โคมไฟห้อยระย้าที่ตกลงมากระทบโต๊ะแก้วขนาดเล็ก
มันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ผู้คนในล็อบบี้ร้องกรี๊ดเสียงดังลั่น
ทว่า ผมยังเดินต่อไป ก้าวออกจากประตูโรงแรม
เดินตัดถนนมุ่งหน้าไปยังที่ๆ ผมต้องการ

ผมเดินไปสิ่งต่างๆในยามราตรีในเมืองมหานครยังเต็มไปด้วยผู้คน
ผมเหลือบไปมองเห็นสุนัขจรจัด สาม ตัว กลุ่มหนึ่งระหว่างทาง
ผมสัมผัสถึงสิ่งที่แผ่ซ่านในตัวของผม
ครั้งนี้ผมแน่ใจแล้วว่า มันคือ ความกลัวในจิตใจของผมเอง

ก่อนที่สุนัขจรจัดทั้งสาม จะ เลือดไหลออกจากตาทีละตัว เห่าร้องครวญคราง
และนอนแน่นิ่ง อาบไปด้วยเลือดทั้งกลุ่ม

มันเป็นเรื่องธรรมดา แสนธรรมดาของผมที่เจอมาตลอด
ความทรมานกับความกลัว
ความกลัวในจิตใจที่สามารถโยงใยเชื่อมทุกสิ่งเบื้องหน้า

ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้า
แต่ผมก็ยินดีที่จะได้เจอกับมัน
เพราะในตอนนี้ มันไม่สามารถทำอะไรผมได้อีกแล้ว


เฉกเช่นสายฝนโปรยปรายลงมาปอยๆในวันที่ทุกค่ำคืนที่ผมมีภารกิจนี้
สายฝนที่ตกกระทบแอ่งน้ำนอง น้ำในแอ่งกระจายเป็นย่อมเล็ก...
พร้อมกับตัวผมที่เปียกโปน มันชะล้างบางสิ่งบางอย่างออกไป

ในที่สุดผมก็เดินตรงมาถึงสถานที่ ที่ๆผมมีภารกิจต้องกระทำ
สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พร้อมกับประตูเหล็กที่ปิดหนาแน่นในยามวิกาล
แต่มันจะมีปัญหาอันใดเล่า
เพียงแค่ผมเพ่งสายตา

ประตูเหล็กก็แตกระเบิด กระจาย ดุจแก้วน้ำธรรมดาที่บอบบางอ่อนแอ
และแตกเป็นเสี่ยงๆ ยามปล่อยลงลู่สู่พื้นเบื้องล่าง

*
*

 ผมยังจับจ้องเขาต่อไป ทีนี้ผมแน่ใจอย่างที่สุด
แล้วว่าเขาอยากกินเบียร์แก้วนั้น
เขาพยายามเอามือไปจับหลายต่อหลายครั้ง
แต่ทว่า ก็เอื้อมไปไม่ถึงมันสักที
เหมือนเขามีความกลัวอะไรบางอย่าง
ผมสัมผัสได้ มันแผ่รังสีออกมามากตอนที่เขาพยายามเอื้อมแก้วเบียร์

แต่แล้วสายตาของเขาก็ถูกเบนความสนใจจากแก้วเบียร์เบื้องหน้า
ไปยังจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่บัดนี้ไม่ได้ถ่ายทอดฟุตบอลอีกแล้ว
แต่เป็นภาพที่น่าแปลก น่าฉงนแทน ภาพขาวดำเหมือนหนังเก่า
ฉายไปยัง เด็กคนหนึ่ง (ผมเดาจากขนาดร่างกายว่าคงเป็นเด็ก)
เขาคลุมตัวด้วยผ้าสีขาวบริสุทธิ์
เด็กคนนั้นเดิน เดินต่อไป กับทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายที่ดูแปลกประหลาด
เพราะมันบิดเบี้ยวไปหมด กำแพงรอบตัวของเด็กน้อย เป็นรูปทรงบิดเบี้ยวแปลกประหลาด
ไม่เต็มเติม มีช่องว่างคดเป็นมน หรือมีรูตามตัวกำแพง

เก้าอี้หน้าเคาร์เตอร์อะไรสักอย่าง รูปร่างแปลกประหลาด เก้าอี้ขาแหลมเรียวเล็กขาเดียว
มีหนามบานทู่ๆ เหมือนปีกเครื่องบิน ทว่าเว้าแหว่ง ลอดออกมาตามตัวเก้าอี้
ยิ่งผมดูฉากในจอโทรทัศน์มากเท่าใด ผมรู้สึกว่า
ฉากเหล่านั้น มันช่างเหมือนทำด้วยกระดาษแข็งมากเท่านั้น


ผู้คนรอบข้างเด็กน้อย เหมือนไม่เติมเต็ม
พวกเขาหัวเราะ พูดเสียงแหลม ใส่ชุดประหลาดตา

อย่างไม่เคยเห็นมาก่อนในโลกใบนี้
ขนาดที่นักเล่นละครสัตว์ยังไม่แปลกตาเท่านี้ ดั่งภาพที่ฉายในตอนนี้

ผู้หญิงใส่เสื้อกระโปรงบานเหมือนชุดบัลเล่ ทว่ามันบานเพียงข้างซ้ายข้างเดียวเท่านั้น

แต่เด็กน้อยภายใต้ผ้าสีขาว กลับยิ้มร่าเริง พร้อมพยายามเข้าหา
พูดคุยกับคนแปลกประหลาดพวกนั้น อย่างปกติ
โดนไม่สนใจเปลือกนอกอันแปลกประหลาด น่ากลัวนั่นเลย


ระหว่างที่ผมซึ่งเป็นกล้องมุ่งหน้าสอดส่องไปยังความแปลกประหลาดบนโทรทัศน์นั้น
ผมก็ต้องแปลกใจ กับเสียงอะไรบางอย่าง เสียงที่ผมอาจจะได้ยินเพียงครั้งเดียว (หรือเปล่า)
จากเหยื่อที่ผมเฝ้าสังเกตการณ์ในคืนนี้

"คนผู้โหวงเหวง บนโลกที่เว้าแหว่ง"

เขาเปล่งเสียงออกมาเช่นนั้น

*
*

'แกร่บ ตึก แกร่บ'

ผมก้าวเหยียบผ่านเศษประตูเหล็ก
พร้อมก้าวลงบันไดไป
เดินลัดเลาะในอุโมงค์ทางเดินใต้ดิน
ไปถึงบริเวณชานชะลาขึ้นรถไฟ

ชานชะลา สาม เส้นทาง
ผมยืนรอบนเส้นทางกลาง
ผมยืนรอเพียงไม่นานนัก
ก็มีรถไฟใต้ดินขบวนหนึ่งพุ่งเข้ามาในเส้นสายกลางนั้น
ผมเห็นป้ายชื่อขบวน C0-C00-N (ซีศูนย์-ซีศูนย์ศูนย์-เอ็น)
ก่อนที่มันจะจอดใต้ชานชลา ผมก้าวเดินเข้าไปในขบวนรถ
ก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะเปลี่ยนแปลงไป

เบื้องหน้าของผมมีเพียงกำแพงขาวยาวคดเคี้ยว เหมือนเขาวงกต
มองขึ้นไปด้านบนเป็นเหมือนโดมที่ขาวโพลนไปเสียหมด
พร้อมกับลมพัดกระโชกค่อนข้างแรงพัดเข้ามาตลอดเวลา
ผมหยุดยืนกับที่ พร้อมประหลาดใจ
ผมประหลาดใจกับเบื้องหน้าที่ว่างเปล่า

"ท่าน ท่านอยู่ที่ใด
ข้ามาขอรับพลังในทำลายเหมือนที่ข้าต้องรับมันทุกๆเดือนไปจากท่าน"

ผมตะโกนเรียกหา...
แต่ไม่มีเสียงตอบรับ

ผมต้องใช้มันสู้กับความกลัวของผม
ผมต้องใช้มันเพื่อปกป้องตัวของผม
และผมคงกลับไปจากที่นี่ไม่ได้ หากไม่ได้มันกลับไปด้วย


ผมไม่มีทางเลือก ผมเดินเข้าไปตามกำแพงสีขาวนั้น
เดินไป เดินไปไกลเท่าไร ก็ไม่พบท่านผู้ที่ผมต้องการพบ
มีเพียงลมกระโชกแรง กำแพง และความว่างเปล่าเบื้องหน้า

ผมเดินไปเรื่อย พร้อมคิดในใจ ท่านผู้นั้นเล่นตลกอะไรกันกับผม

ก่อนที่ผมจะต้องตกใจอย่างที่สุด ผมไม่ทันได้สังเกตข้างหลังของผมเลย
เมื่อผมหันหลังไปกำแพงสีขาวได้ปิดกั้นทางเดินเดิมที่ผมเดินมา
ผมลองที่จะเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว กำแพงก็ตามมาปิดกั้นด้านหลังของผมอีก
มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เฝ้าบอกผมเสมอมา

 
‘’ชีวิตมัน คือการเดินไปข้างหน้า
แม้มันจะต้องเสี่ยงกับอะไรขนาดไหน
แต่ถึงอย่างไรชีวิตก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงตลอดเวลาอยู่แล้ว
มึงลองคิดดู ขนาดมึงข้ามถนนทุกวัน แม่งยังเสี่ยงกับการถูกชนเลย
จะเอาเหี้ยอะไรกับชีวิตมันมากวะ..
’’

แต่ผมอยากที่จะเดินถอยหลัง หลบอยู่ข้างหลัง
ซุกตัวอยู่กับอดีตสีเทาที่มีความแน่นอน บ่งบอกชัดเจนให้เห็นแจ้งแล้ว
ผมอยากใช้ชีวิตอยู่กับอดีตต่อไป แม้มันจะต้องเจ็บปวดขนาดไหน
แม้จะต้องกลัวสูญเสีย ยึดถือ ยึดติดทุกอย่างรอบตัวเอาไว้
จนมันกลับมาทำร้ายผมเองเช่นนี้ ผมก็ยินยอม..

ลมยังคงกรรโชกแรง ความกลัวของผมเริ่มระอุขึ้นมา
กับความเสี่ยงเบื้องหน้าที่ไม่อาจถอยกลับได้

และก่อนที่ผมจะได้ทำอะไร
เบื้องหน้าของผม

 เด็กนักเรียนที่ผมคุ้นเคยสามคน ในสภาพร่างที่เน่าเปื่อยเหมือนจมน้ำ
ชุดนักเรียนที่ปักเป็นชื่อของผม...พร้อมแขนเสื้อที่ชุ่มไปด้วยน้ำลาย

ผมขนลุก กลัวจนถึงขีดสุด
ก่อนที่พวกมันทั้งสาม จะเดินตรงมาข้างหน้าผม
เดินกระเพกอย่างเชื่องช้า น้ำลายสีใสเหนียวเหนอะหนะไหล่ออกจากปาก
แต่มือข้างหนึ่งของทั้งสาม ยื่นออกมาข้างหน้า มันยื่นหงายมือมาทางผม

ผมเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว นี่มันอะไรกัน ภาพที่ผมเห็น
อะไรกัน ผมกลัว กลัว กลัว
ผมพยายามถอยหลัง แต่ไม่มีทางไปได้ กำแพงสีขาวยังคงปิดกั้นอยู่ด้านหลังของผม
ใจของผมเต้นสั่นแรง... สั่นระรัว

พวกมันยังเดินยื่นมือมาข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
ริมฝีปากของทั้งสาม พยายามฉีกยิ้ม แต่สิ่งที่ทำออกมากลับน่ากลัวสยดสยองเกินพรรณนาได้

ผมเจ็บไปที่หน้าอกยุบๆของผมอย่างรุนแรง ก่อนที่ผมจะตั้งสติได้
ดวงตาของผมเพ่งจ้อง

ทำลาย ทำลาย ทำลาย
มันเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ช่วยผมได้

ก่อนที่ทั้งสามตัวนั้น จะค่อยๆระเหยมันแตกตัวเป็นไอน้ำ
ค่อยๆลอยระเหยไป.... ลมยังคงกรรโชกแรง

ระเหย ระเหย ไป
สุดท้ายเหลือเพียงกองเศษฝุ่นสีขาวสามกอง
ที่ไม่ได้ปลิวไปตามลมกระโชกบนพื้น...

ผมพิงกำแพงสีขาว ใจของผมเต้นค่อยๆช้าลง จนเป็นปกติ...
ก่อนที่ผมจะออกวิ่ง ไปตามทางคดเคี้ยวของกำแพง

"นี่มันอะไรกัน ท่านกำลังเล่นตลกอะไรกับผม"

ผมตะโกนออกไปเสียงดังสุดชีวิต

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงัน ได้ยินเพียงเสียงสะท้อนของตัวผมเอง
แต่แล้วบางสิ่งแปลกประหลาดตรงหน้าก็เกิดขึ้นอีก

เด็กที่ดูเหมือนจะโตขึ้นมาหน่อยสามคน ก้มหัวลงไปในตะกร้าสานๆสามใบ
ตะกร้ารูปทรง....ดาวหกแฉก มีเสียงพึมพำ พึมพำ ดังออกมา

''สูญเสีย สูญเสีย"

แม้หัวของทั้งสามจะมุดลงไปในตะกร้า แต่มือนั้นยังแหงนยื่นมาทางผม
ผมเหงื่อซก ตัวสั่นอีกครั้ง

ทำลาย ทำลาย ทำลาย

ก่อนที่เด็กทั้งสามจะ ถูกทำลาย
เหมือนถูกยิงชิ้นส่วนร่างกาย หายไปทีละส่วน

เหมือนเกม Smashing bricks ของเครื่องเกม Famicom สมัยก่อน

แลเห็นเครื่องในของอวัยวะร่างกาย
ที่เหือดแห้ง ไร้เลือดหล่อเลี้ยงของทั้งสาม

ก่อนที่จะมลายเป็นฝุ่นผงสีขาวสามกองบนพื้น
และไม่ปลิวไปตามสายลมอีกครั้ง

*
*

ผมยังทำหน้าที่เฝ้าจับตาดูเขาต่อไป
ตอนนี้สายตา และความสนใจของเขามุ่งไปที่โทรทัศน์
ที่บัดนี้ เด็กในผ้าคลุมสีขาว ได้นั่งบนเก้าอี้ทรงเว้าแหว่ง
พร้อมพูดคุยกับคนข้างๆ

เราไม่ทราบได้ว่า พวกเขาในโทรทัศน์พูดคุยอะไรกัน
มันไม่มีเสียงใดๆลอดออกมาจากลำโพงเลยสักนิดเดียว

แต่ชายที่ผมเฝ้าจับตาดู
บัดนี้เหมือนเขาก็กำลังพูดคุยอยู่เช่นกัน
แต่ข้างๆเขาไม่มีผู้คน
เขาไม่ได้มีเพื่อนสาม  เหมือนกับทุกคนในร้าน
แต่เขาก็พึมพำๆออกมา...พร้อมสายตาที่ยังจับจ้องไม่เลิก
เหมือนเขากำลังสนทนากับโทรทัศน์
สนทนากับเด็กชายผ้าคลุมขาว

ปากเขาพึมพำ แต่ไม่มีเสียงลอดออกมา
ผมรู้สึกถึงความแปลกประหลาด
ผมรู้ดีว่า

แม้ยามราตรีในมหานคร
ก็คงจะมีเรื่องแปลกประหลาด แปลกๆเกิดขึ้นในความมืดมิด น่าพิศวง
แต่คราวนี้มันแปลกซะจนผมอดสงสัยไม่ได้

คนคุยกับคนอีกคนที่อยู่ในโทรทัศน์ ?
นี่มันอะไรกัน

"ค่าเริ่มต้นของมนุษย์"

อยู่ๆเขาก็เปล่งเสียงออกมา
คำๆนี้ดูเหมือนผมจะรู้ความหมาย
เพราะผมเคยจับตาดูคนๆหนึ่งก่อนหน้านี้ที่อ่านหนังสืออะไรสักอย่าง
ที่พูดถึงค่านี้เอาไว้

ค่าเริ่มต้นของมนุษย์ เหมือนเป็นค่าที่ฟ้าดินตั้งมาให้เรามาตั้งแต่เกิด
เหตุเพราะมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง
มันเป็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้

ทุกสิ่งล้วนอยู่ต่อหน้าของคุณ หลังของคุณ หรือข้างๆคุณ
ดังนั้น เราจึงตัดสินใจอะไรโดยความคิดเริ่มต้นของตัวเองก่อนเสมอ
ด้วยความคิดวูบแรกจากจิตวิญญาณ ภูมิหลังของมนุษย์แต่ล่ะคน
โดยไม่ได้คิดลึกลงไป ไตร่ตรองมองหลายด้านเสียก่อน

ถึงผมรู้ว่ามันหมายความว่าอะไร
แต่ความสงสัยก็ยังเต็มไปหมดในหัว ไม่สิในกลไกเครื่องกลของผม
แล้วค่าเริ่มต้น มันเกี่ยวอะไรกับที่เขาคุยกับโทรทัศน์ด้วย ?

*
*

ผมออกวิ่ง วิ่งอย่างเร็วที่สุด
ตอนนี้ผมยอมรับ ผมกลัวมากที่สุดในชีวิตของผม
ตั้งแต่ที่ผมสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันจะมา 'ทำร้าย' ผมได้

ตอนนี้ผมไม่ได้คิดถึงการรับช่วงพลังในการทำลาย
จากท่านผู้นั้นต่ออีกแล้ว ผมขอเพียงหาทางออกจากที่ๆแห่งนี้ให้ได้
ผมวิ่งสุดแรง แต่กำลังก็อ่อนลงๆตามความเหนื่อยล้าของร่างกาย
แต่แล้วเบื้องหน้าของผม
เบื้องหน้า ที่ดูเหมือนจะเป็นพื้นที่วงกลมกว้าง ไม่ได้มีกำแพงแคบๆแบบนี้
ผมวิ่งสุดกำลังจากความดีใจที่อาจเจอเป้าหมาย

ผมกำลังยืนอยู่บนพื้นที่วงกลมกว้าง
จากทุกทางของกำแพงขาวมันมารวมบรรจบกันที่นี่
เหมือนมันเป็นศูนย์กลางของที่แห่งนี้
พื้นวงกลม ที่มีเลขหนึ่งถึงสิบสอง
และมีเข็มเหมือนเข็มนาฬิกาเดินอยู่
เพียงแต่มันไม่ได้เดินตามเวลาของเมืองมหานครตอนนี้
มันเดินเหมือนนาฬิกาที่ชำรุดแล้ว เดินวนกลับไปกลับมาอย่างสะเปะสะปะ

และน่าแปลกที่บัดนี้กำแพงที่ตามติดที่หลังผมได้หายไปแล้ว
เหมือนหน้าที่ของมันได้จบลง หน้าที่ ที่นำพาผมมายังที่นี่
ผมเดินเข้าไปในกลางวงของเลขทั้งสิบสองนั้น
จ้องมองมัน เข็มนาฬิกายังคงเดินปะเปะสะปะไปเรื่อยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

กึกๆ กึก ก่อนที่จะมีเสียงบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
พร้อมกับผมเงยหน้าขึ้นมองรอบๆตัวผม
มีอะไรบางอย่างล้อมผมเอาไว้ มันจับมือกันล้อมเป็นวงกลม
มันมีทั้งหมดสิบสองคน
สามตัวติดกัน แบ่งเป็นสี่กลุ่ม
พวกมันล้อมวงผมเอาไว้
 พร้อมกับเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นอีก

ตึด ตึด ตึด ผมก้มลงไปเบื้องล่างที่มาของเสียง
เข็มนาฬิกาวิ่งวนทวนเข็มกลับอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับ พวกมันทั้งสิบสองจับมือล้อมตัวผม
เดินหมุนวนกันไปมา วนไปมาโดยมีผมอยู่ตรงกลาง

ผมเห็นในภาพแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น
แต่บัดนี้ความกลัวของผมได้หมดสิ้น ความขุ่นมัวเข้ามาแทนที่

ผมกัดริมฝีปากของตัวเองเลือดที่ไหลซิบออกมา
ผมมองไปที่พวกมันที่หมุนวน
ปะทุออกมาแต่เพียง ทำลาย ทำลาย และทำลาย
พร้อมกับตะโกนเสียงดังสุดชีวิต

"พวกมึงจะทำร้ายกูไปจนถึงเมื่อไหร่
กูไม่กลัว กูจะ ทำลาย ทำลาย ทำลาย"

ก่อนที่พวกมันจะถูกเผาไหม้ไปด้วยเปลวไฟ
พวกมันกำลังละลาย ลมยังคงกรรโชกแรง
กลายเป็นผงเหมือนขี้เถ้าสีขาว สามกอง

ก่อนที่เบื้องหน้าผมสิ่งที่จะทำให้ภารกิจของผมสำเร็จก็ปรากฏ
ชายในชุดสีดำ เล็บมือยาวสีดำ
ใบหน้านั้น ใบเดียวกับผม
เพียงแต่ตรงดวงตามีรอยสักสีดำเหมือนรูปสายฟ้าสองแฉกยาวลงมาทั้งสองข้าง
เขาค่อยเดินๆเข้ามาห่างจากผมประมาณห้าร้อยเมตร

"ท่านจะทำอะไรผม ไหนท่านบอกจะช่วยผม" ผมตะโกนออกไปสุดเสียง
แต่ไม่มีการตอบกลับ

"ท่านบอกจะช่วยผมออกจากความกลัว ออกจากสิ่งที่จะทำร้ายผม
ท่านจะมอบพลังในการทำลายให้แก่ผม แล้ววันนี้มันอะไรกันครับท่าน"

ไม่มีเสียงตอบกลับ ชายในชุดดำค่อยๆเดินเข้ามา
ทว่าร่างกายของเขาค่อยๆเปลี่ยนไป ร่างของเขาเหมือนค่อยๆหดสั้นลง

ผมกลัวจนถึงขีดสุด และแน่นอน
ถ้าผมกลัว ผมก็จะ ทำลาย ทำลาย และทำลาย
ผมจ้องไปที่ชายชุดดำเบื้องหน้า
ก่อนที่จะมีเหมือนระเบิดปะทุขึ้นที่แขนข้างซ้ายของชายชุดดำ
เลือดไหลอาบลงมาจากแขน
จากแขนข้างซ้าย
แขนของผม

ผมร้อง ร้องด้วยความเจ็บปวด

"ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำร้ายผมด้วย"

ก่อนที่ผมจะเพ่งไปที่เขาอีกครั้ง
เพ่งไปที่ขาขวา
ขาขวาค่อยๆเหือดระเหย

ขาขวาของผม

ผมร้องโอดครวญเลือดไหลอาบพร้อมน้ำตา
ก่อนที่จะทรุดตัวลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวด
ผมคงกำลังจะตาย....

ชายชุดดำเดินเขามาเรื่อยๆ
ร่างกายของเขาหดลงๆ
ชุดของเขาค่อยๆกลายเป็นสีเทา

แต่ผมไม่รู้จะทำอะไรได้อีกแล้ว
ผมกลัวเหลือเกิน ทำไมผมต้องกลัวสูญเสีย
ความกลัวสูญเสียของผมโยงเข้ากับทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้า
เฉกเช่น สมมุติผมจะกินข้าวสักจาน ความคิดบ่อลึกในจิตใจ
ก็จะบังเกิดประโยคขึ้น ประโยคที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมจะทำอะไร
หากนายกินข้าว นายจะ สูญเสีย
หากนายทำอะไร นายจะ สูญเสีย สิ่งที่นายทำได้ สิ่งที่นายมั่นใจ...
หากนายทำ นาย สูญเสีย

ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างต้องเข้ามาทำร้ายผม

ผมอยู่กับความกลัวตลอดเวลา

ผมทรมานมามากพอแล้วกับยี่สิบปีที่ผ่านมา
ผมทรมานจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่...

ผมหลับตานั่นคือสิ่งเดียวที่ผมจะกระทำได้
เพื่อหลบหลีกจากความกลัวเบื้องหน้า
น้ำตาของผมไหลออกมา
ปากของผมสั่น
ผมเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง

ผมไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว

ก่อนที่จะมีมือ มือสัมผัสอันอ่อนนุ่ม เช็ดที่ขอบตาของผม
ผมค่อยๆลืมตา บังเกิดแสงสว่างจ้า

คนในร่างเล็กเหมือนเด็กในผ้าคลุมสีขาวอยู่เบื้องหน้า
ก่อนที่ผมจะถอยล่นตัวหนีห่างจากเขา

"คุณคือใคร ผมไม่รู้ แต่ผมขออย่างหนึ่ง
คุณฆ่าผมให้ตายไปได้ไหม" ผมเปล่งเสียงออกมา

"ทำไมถึงอยากตาย ชีวิตมนุษย์รวดเร็วนัก
ยังอยากจะจบมันอีกเหรอ" เด็กในผ้าคลุมขาวถามผมกลับ

"ใช่ ผมไม่เคยมีความสุข ตลอดเวลาผมทุกข์ทรมาน
ผมเปลี่ยวเหงา และรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งทำร้ายผม
มันจะทำให้ผมสูญเสีย มันจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างของผมไป
ผมกลัวจนไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าแม้แต่จะกินน้ำที่กระหายอยากสักแก้ว
ความคิดสิ่งนั้นบอกผมว่า ถ้าผมกิน ผมอาจจะต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง
แต่แล้วก็มีคนมามอบพลังที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมคิดว่ามันจะทำร้ายผม
แต่แล้วเขาก็เอามันกลับไป ทำกับผมแบบนี้...
ผม สูญเสีย ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
แล้วนี่มันยังไม่สมควรที่ผมจะอยากจบๆมันไปอีกเหรอ"

"อะไรที่ทำร้ายคุณ ก็เช่น สิ่งที่คุณทำลายในที่แห่งนี้น่ะหรือ
เด็กนักเรียนที่แขนชุ่มไปด้วยน้ำลาย เด็กที่พูดคุยกับดาวหกแฉก
หรือคนสิบสองคน นั่นน่ะหรือ"

"......" ผมเงียบ ผมไม่อาจตอบอะไรได้
มีเพียงเสียงลมพัดในเวลานี้

"คุณสร้างพวกเขาขึ้นมาเอง
สร้างขึ้นมาจากจินตนาการเพื่อเป็นเพื่อนกับคุณ
คุณพูดคุยกับพวกเขา อยู่ในโลกส่วนตัว
โลกที่เป็นของคุณ โลกที่มีคุณเป็นศูนย์กลาง คุณสร้างมันขึ้นมา
เพื่อปลอบประโลมคุณจากโลกภายนอกอันโหดร้าย
เหมือนที่หนอนตัวเล็กๆสร้างดักแด้ขึ้นมาปกป้องตัวเอง
รอคอยที่จะโบยบินเป็นผีเสื้อที่แข็งแกร่ง
แต่คุณกลับติดอยู่กับมัน ติดกับดักแด้ของคุณ
ดักแด้ที่เคยปกป้องรักษาคุณ มันกลับทำร้ายตัวคุณเอง"

"....." ผมไม่สิ่งใดที่จะพูดออกมาได้
คำพูดของเขาทิ่มแทงเข้าไปข้างในจิตใจไม่สิ ถึงจิตวิญญาณ

"นายเอาค่าเริ่มต้นของนายเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง
ค่าเริ่มต้นจากอดีตสีเทาของนายมันปิดกั้นตัวของนายเอง
ทั้งๆที่พวกเขาพร้อมที่จะช่วยนาย พวกเขายื่นมือมาให้เสมอ แต่นายกลับปฏิเสธมัน

นายคงคิดว่า ตัวนายใหญ่ และมีอิทธิพลกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวนายใช่มั้ย

นั่นเพราะรอบๆตัวนายเป็นเพียงกรอบกำแพงสีขาว"

ความกลัวของผมทุเลาลง และรู้สึกดีขึ้น

"ลองมองขึ้นไปข้างบนนั่นสิ" เด็กชายในผ้าคลุมขาว ชี้นิ้วขึ้นไปสู่เบื้องบน

ผมมองตามเขาขึ้นไป ข้างบนที่เดิมเป็นเพียงกำแพงขาวเหมือนดักแด้ปิดมิดชิดเอาไว้เปิดกว้างออก
บัดนี้กลายเป็นท้องฟ้ายามราตรีสวยงามเหมือนผ้ากำมะหยี่สีดำ มีดวงดาวนับร้อยเปล่งประกาย

"ดูสิจักรวาลช่างกว้างใหญ่ มีดวงดาวนับร้อยนับพันดวง นายเคยคิดมั้ยว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่อยู่แล้ว
เราเคยคิดนะ ว่าโลกช่างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เราเป็นแค่เพียงจุดๆหนึ่งเล็กๆบนโลกนี้
และยิ่งกับจักรวาล เราเป็นเหมือนเศษฝุ่นละอองที่ ไม่มีค่า อันใดเลย
ยิ่งเราแบกอะไรไว้หนักเท่าไร เราก็จะบินไปได้ใกล้ลง และบินลงต่ำลง ต่ำลง....ไปเรื่อยๆ...
สิ่งที่เราควรจะทำคือ ปล่อยตัวเราเองโบยบินไป บินไป

ดั่งฝุ่นละอองที่เบาบางลอยละล่องไปตามสายลม "

ผมน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไหลออกมาเหมือนเขื่อนที่ทะลักไหล

"หยุดทำร้ายตัวเองสักทีนะตุลย์" เด็กชายถอดผ้าคลุมบังเกิดใบหน้าที่คุ้นเคย
ใบหน้าของผมในวัยเด็ก....ใบหน้าอันบริสุทธิ์

ก่อนที่เขาจะคว้ามือขวาของผม และเขาเอามาทาบกัน..
สายลมพัดระริ้ว เหมือนตัวของเขากำลังจะค่อยๆกลายเป็นฝุ่นละออง
ทีละน้อย ทีละน้อย
ผมโหมเข้าไปกอดร่างของเขา ผมร้องไห้ ร้องไห้อย่างสุดชีวิต
ก่อนที่เขาจะค่อยๆปลิวหายไปเป็นฝุ่นละอองสีขาวโอบกอดตัวผมเอาไว้
ก่อนที่จะล่องลอยโบยบินไปตามสายลม

ขึ้นไปสู่ท้องฟ้ายามราตรีอันเงียบสงบ

*
*
จอโทรทัศน์ดำมืดสนิท
ทว่ารอบนอกแสงอาทิตย์เริ่มส่องสว่าง
ราตรีนี้สำหรับผมผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าราตรีอื่น
ด้วยภาพสุดท้ายที่ผมบันทึกไว้ในจักรกลของผม

ขอบแก้วเบียร์ที่เหลือเพียงฟองเบียร์สีขาว กับ แสงอาทิตย์รุ่งอรุณ

  -------------------------------

เเรงบันดาลใจจาก After Dark ครับ
ตอนนี้อาการคิดมากดีขึ้นเเล้วครับ
ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจครับผม

 สุดท้ายขอบคุณสำหรับ Comment เเละการเเสดงความคิดเห็นต่อเรื่องสั้นครับ

เเละพบกับเรื่องใหม่เร็วๆนี้ครับ

 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณที่เป็นห่วงนะชิ

พี่เปล่าเศร้าเรื่องความรักหรอก

พี่ว่าสารในสมองบางอย่างมันผิดปกติ
และพี่ควรไปพบหมอ 555

แต่เห็นเขากินยาลดเศร้ากันยืดยาว ก็ทำใจไปหาหมอไม่ได้น่ะ ไม่อยากกินยาช่วย

เพราะพี่นั้นจิตใจเข้มแข็งได้โดยง่าย แค่คนข้าง ๆ ช่วยยิ้มให้มันจริงใจก็เข้มแข็งได้แล้ว

แต่คนข้าง ๆ พี่มันเฮงซวยน่ะ sad smile

#14 By Mrs. Holmes on 2008-09-12 14:19

ว่าแล้วต้องได้แรงบันดาลใจจาก after dark แน่เลย

ตอนอ่านจบ รู้สึกอยากทำอะไรสักอย่าง เหมือนกัน (อาการปกติ เวลาอ่าน มูราคามิ จบ)

big smile
อ่านไปเหมือนยังจับอะไรไม่ได้เท่าไรง่ะ

พอมาเริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็คงเป็นตอน

ทำลาย ทำลาย ทำลาย มั้ง 555+

ถามว่าอะไรหายไปเหรอ ความกลัวล่ะมั้ง

อย่าคิดมากน่อ สู้ๆ

#12 By boatz (58.8.122.50) on 2008-09-08 23:34

เราอยากลบความกลัวไปได้เหมือนกัน



T^T




อ่านแล้วรู้สึกกดีจัง

#11 By sexynaughtyphrichy on 2008-09-08 02:35

่เรื่องนี้ชั้นคงเข้าไม่ถึงเพราะชั้นเลยวัยรุ่นไปแล้วว่ะ ฮือ (ไม่จริ๊ง)

อ่านแล้วงงอ่ะ แต่คิดว่าประเด็นที่ต้องการสื่อคือ

แสดงความวิตกจริตของวัยรุ่นใช่มะ ตอนจบมีการพัฒนาตนเอง คลี่คลาย แฮปปี้เอนดิ้ง
(เหมือนเมิงหายเครียดใช่มะถึงแต่งเรื่องนี้!!)

ภาษาที่ใช้สวยขึ้นเรื่อย ๆ นะ พยายามต่อไปนะมึง

#10 By Lydia Deetz on 2008-09-07 22:41

Theme เรื่องมืดมนดี
แต่พี่ต้องอ่านมาช่วงท้ายๆถึงจะเข้าใจแฮะ
สนุกดีครับ

รู้สึกจะเขียนได้ยาวมากขึ้นนะเนี่ย big smile

อนึ่งดีแล้วครับที่หายจากการคิดมาก
สู้ๆนะน้อง big smile

#9 By ลิงกับหมู on 2008-09-07 21:39

พอมาลงบลอคแล้ว ยาวได้ใจจริงๆฮับ sad smile

#8 By DDP on 2008-09-07 19:54

ยาวโคตร = ="
กำลังปวดตา เล่นเกมมากไปหน่อย วะฮ่าๆ

ชอบตอนจบนะ น่ารักดี

#7 By +Bloodyberry : MUKURO ADDICTION*+ on 2008-09-07 18:45

ชอบครับ ปรัชญา เบาบาง ล่องลอย ไปตามสายลม
ต้องอ่านหลายๆรอบถึงจะเก็ทนะครับเนี่ย

เอา hot ไปเลย ชอบมากกกก

Hot! Hot! Hot!


รอเรื่องต่อไปอยู่นะครับคุณ shikak

#6 By misterun on 2008-09-07 17:42

Hot! สู้ๆครับ ชีวิตที่เกิดมายากลำบาก ตอนนี้เป็นของคุณแล้ว 1 ชีวิต

เต็มที่กับมันครับbig smile

#5 By on 2008-09-07 16:02

ยาวมากก..ขออ่านละเอียดๆอีกซักรอบ

#4 By (^_^)/nana on 2008-09-07 15:58

การเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ผ่านประสบการณ์มาหลากหลาย บางเรื่องก็สร้างกำแพงกั้นขึ้นมาด้วยความกลัว ความคิดถูกกลั่นกรองไตร่ตรองจนเหมือนถูกประดิษฐ์ big smile

#3 By Meowzilla Zilla on 2008-09-07 10:06

ยังงงๆอยู่อ่า ><!!

#2 By AelitaX on 2008-09-07 01:24

แก เรื่องนี้ยาวมาก
ให้ฮอด 3ฮอด ค่ะ 55Hot! Hot! Hot!

#1 By nu_.-*-*-._nu on 2008-09-07 00:48