เมื่อผมไปเรียนเขียนเรื่องสั้นกับน้าชาติ กอบจิตติ
posted on 21 Nov 2008 21:19 by shikak
**ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า นี่ไม่ใช่เรื่องสั้น เป็นประสบการณ์ตรงจากตัวของผม
เพราะฉะนั้นผมจะพยายามให้มันไม่มีการบิ้วอารมณ์หรือใส่อะไรเพิ่มเติม
ขอให้มันออกมาตรงๆ ภาษาตรงๆจากหัวของผมให้ได้มากที่สุด
ผมไม่จำเป็นต้องเล่าทั้งหมด ผมแค่เลือกที่ผมประทับใจ และจำได้เท่านั้น
และเนื่องจากผมไม่ได้จดมันไว้
ดังนั้นถ้าบังเอิญหัวของผมเลอะเลือน ผิดพลาด กับข้อมูลประการใด ก็ขออภัยทุกคนที่เกี่ยวข้อง
และทุกคนที่อ่านเอนทรี่นี้ด้วยครับ**
ในวันที่ 3 ตุลาคม พศ 2551
วันธรรมดาที่แสนเหนื่อยล้าจากการสอบปลายภาคเสร็จ
มันไม่มีวินาทีใดของวันนี้ที่น่าจดจำเลยสักนิด
ผมล้มตัวลงนอนตั้งแต่ ห้าโมงเย็น
และหวังว่า อยากนอนไปนานๆจนถึงเช้า
แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างหวัง
ดิ๋ง ดิง ติง ติ๊ง ติง ติ ตึง (เสียงเรียกเข้าทำนองมาริโอ้)
"สวัสดีครับ" ผมรับโทรศัทพ์อย่างงัวเงีย
"ครับ ใช่คุณ ตุลย์เปล่าครับ"
เสียงผู้ชายเข้มๆคนหนึ่งพูดขึ้นในสายโทรศัพท์
"ใช่ครับ" ....วินาทีนั้นยังคงงวงเงีย
"ผมชาตินะครับ"
ผมชาตินะ
ผมชาติ
ชาติ
ตึง!!!! เห้ยยยยยยยยยยยย
วินาทีนั้นผมพลิกตัวขึ้นมาจากเตียงประดุจ
ไอ้นั่นโด่เด่เมื่อมองภาพโป๊
"คือ คุณผ่านการคัดเลือกมาเรียนที่โรงเรียนนักเขียน วันที่
9-18 ว่างมั้ยครับ ถ้าไม่ว่างจะได้ให้คนอื่นมาแทน
จะได้ไม่เสียสิทธิ"
แค่ได้ยินแค่นี้ ทุกอย่างในตัวก็ลุกโด่ชูชันหมดแล้ว เว้ยยย
(วินาทีนั้น ผมลุกขึ้น แล้วหมุนเอวทำท่า ฮูลาฮูป) << เวลาตื่นเต้นผมจะทำท่านี้แก้อาการ
ตอนนั้นผมตื่นเต้นมาก ได้แต่พูดครับๆๆ ได้ครับๆๆ ลุงชาติ เห้ย
น้าชาติ
"เรียกลุงก็ได้ จะเรียก น้า ลุง เรียกไอ้ชาติก็ได้ครับ"
ผมได้แต่หัวเราะแหะๆ เพราะทั้งตัวในร่างกาย รวมถึง
สมองได้เกร็งไปหมด
แต่ก็ยังรับรู้ถึงความไม่ถือตัวเลยที่สัมผัสได้
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการไปเข้าค่ายที่ผมคงจดจำไปตลอดชีวิต
*
*
เริ่มแรกผมต้องบอกก่อนว่า ก่อนไป ผมไม่เคยอ่านงาน น้าชาติ
กอบจิตติ
ความจริงผมไม่เคยหลงใหลในตัวหนังสืออื่นใดเลย นอกจากการ์ตูน
แต่ที่ผมได้ยินชื่อน้าชาติ ก็เพราะคนๆหนึ่ง
คนที่ผมมั่นใจว่าเค้าหวังดีกับผม
เค้าเคยบอกผมไว้ประโยคหนึ่ง
"คุณหัดอ่านงานแบบนี้มั่ง อย่าติดอยู่ในจินตนาการ ความลวง อ่านนี่ดิ
แม่ง อ่านแล้วโคตรเข้าใจชีวิตเลย รู้เลยว่ามันคืออะไร"
เค้าคนนั้นชี้ไปทางนวนิยายเรื่อง เวลา ของ ชาติ กอบจิตติ
"ลองอ่านดูนะ มันอาจเยียวยาอาการของคุณได้"
นี่คือครั้งแรกที่ผมรู้จักชื่อของ น้าชาติ กอบจิตติ
แต่ผมก็ยังไม่ได้หยิบหนังสือเล่มนั้นกลับบ้าน
จนถึงคืนหนึ่ง คนรู้จักในบลอคคนหนึ่งทักผมที่ MSN
"ตุลย์ๆลองส่งงานเขียนตุลย์ไปให้ น้าชาติ กอบจิตติ มั้ย
เค้ารับคนไปเรียนเขียนหนังสือที่บ้านน้าเค้า เป็นเวลา 10 วัน บลาๆ"
นี่คือครั้งที่สองที่ผมได้ยินชื่อน้าชาติ อีกครั้ง
และผมคิดว่ามันคงไม่ใช่ความบังเอิญ ที่ผมได้พบพานชื่อนี้
ผมจึงตัดสินใจลองเสี่ยงส่งเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง (หนึ่งในบลอคนี้แหละ)
ไปดู โดยไม่หวังอะไร เพราะรู้ตัวดีว่างานเขียนตัวเองยังอ่อนหัดนัก
เเละอีกอย่างโครงการนี้รับเเค่ 9 คน
*
*
ก่อนไปผมยังจำได้ว่า ตัวผมเต็มไปด้วยความดีใจ
ผสมไปด้วยความวิตกกังวลต่างๆนาๆ
มันเป็นความปกติที่แปลกพิลึกสำหรับผม เพราะตัวผมเองไม่เคยมีอาการแบบนี้มานาน
สิ่งที่ผมกังวลมีมากมาย
เห้ย กูเป็นเกย์ แถมกูเปิดเผย กูแรดด้วย ทำไงดีวะ
น้าชาติเค้าจะรับได้หรือเปล่า
เห้ย กูไม่เคยอ่านหนังสือน้าเค้า สักเล่ม ไอ้ฟัก กูก็ไม่เคยดู
ทำไงดีวะ เค้าจะหาว่ากูไม่เคารพเค้าหรือเปล่า
เห้ย ตอนนี้หัวกูตื้อไปหมด ผมโดนปีศาจทำร้ายอีกครั้ง
ผมกลับไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งความเครียด และอาการของตัวเอง
เห้ย กูจะเข้ากับเพื่อนที่ไปร่วมค่ายนี่ได้หรือเปล่าวะ
กูอายุน้อยที่สุดด้วย หนังสือก็ไม่ชอบอ่าน ไม่เคยอ่าน
จะคุย จะอะไรกับเค้ารู้เรื่องรึเปล่า
ในหัวของผมเต็มไปด้วยข้อความเหล่านี้ วนไปวนมา
จนเวลามันผ่านเลยไปจนถึงวันนัดหมาย
แม่ผมไปส่งที่จุดนัดพบที่ปากช่อง
ผมเจอ พี่เอก พี่ชายคนรองหนุ่ม จันทบุรี ของคณะนักเรียนทั้งหมด 9
คน เข้ามาช่วยผมถือกระเป๋า
ตอนนั้นจำได้ว่า โหยยย โคตรสุภาพบุรุษเลยวะ ผมก็ยกไป
เกรงใจพี่เอกไป
จนพี่เอกบอกว่า น้าชาติ ซื้อกับข้าวอยู่ในตลาด พี่จะไปช่วยน้ายก
ส่วนน้องตุลย์เฝ้ากระเป๋าตรงนี้ก่อน เดี๋ยวกระเป๋าหายแล้วจะยุ่ง
ผมยืนรอเฝ้าสัมภาระตัวเอง ใจผมยังเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น
นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอนักเขียนใหญ่ตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลองส่งเรื่องของผมไป
เป็นครั้งแรกๆๆๆๆ บลาๆ และด้วยความครั้งแรกนี่แหละ
ที่ทำให้ผมตื่นเต้น
และคนที่ผมรอคอยจะพบเจอก็มาถึง
น้าชาติออกมาจากตลาด พร้อมพี่เอกที่ถือถุงกับข้าว
ผมยังจำภาพได้ติดตา ผู้ชายมีอายุ ผมยาว ใส่เสื้อโปโลสีน้ำเงิน
กางเกงขาสั้น
ภาพที่แสนธรรมดาที่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นภาพที่ติดตาผมมาถึงเดือนนี้
ผมไม่รู้จะทำอย่างไรตอนนั้น ตื่นเต้นไปหมด ผมเข้าไปสวัสดี และแนะนำตัว
แต่เราก็ต้องรอเพื่อนๆอีก 7 คนที่กำลังจะมาด้วยกันบนรถโดยสาร
สักพักอีกไม่นานพวกเขาก็มากัน
และช่วยกันขนของขึ้นรถ เพื่อเดินทางไปที่บ้านน้าชาติ
ที่ห่างจากปากช่องสัก 40 กิโล
เราแยกกันเป็นสองคัน คันหนึ่งไปกับน้าชาติ อีกคันไปกับ
พี่เป้ชาติวุฒิ นักเขียนใจดีอีกคน
ที่มาช่วยดูแลพวกเรา
ในรถผมอยู่กับเพื่อนอีก 4 คน
ตลอดการเดินทางไป เต็มไปด้วยความขำขัน
อาจจะขำขันมากหน่อย ตอนหน้าชาติเดินไปเอาจดหมาย
อาจด้วยความเกร็ง และเกรงใจของพวกเราทุกคนที่มีต่อน้า
แต่จำได้ว่า พวกเราพูดกันขำๆแบบไม่ค่อยคิดดีนัก 555+
แบบว่า เห้ยขับรถน้ากลับบ้านมั้ย แล้วถอดชิ้นส่วนไปขายประมูลในอีเบย์
เห้ยๆ อย่าลืมจดเส้นทางไปบ้านน้า จะได้เรียกเพื่อนมาอีก 555+
รวมถึงน้าชาติก็พยายามชวนคุย ชวนทุกคนแสดงความคิดเห็น
ด้วยความขำขัน และเป็นกันเองไม่ถือตัวเลยสักนิดเดียว
วินาทีนั้นผมรู้สึกว่า
ตั้งแต่ผมเกิดมาผมไม่เคยเห็นใคร กวนตีน ได้เท่าน้าชาติเลย
(ขอโทษน้าชาติด้วยครับ แต่ผมรู้สึกงี้จริงๆ ตบปากแปะๆ)
สักพักเราก็มาถึงบ้านของน้าชาติ
บ้านน้าชาติเป็นบ้านสวนท่ามกลางป่าใหญ่ (ไม่รู้จะอธิบายยังไงขอข้าม)
เราช่วยกันยกกระเป๋า เดินเข้าไปในเขตบ้าน
ผ่านเปลญวนสองญวนข้างซ้าย ผูกไว้กับต้นไม้บริเวณหน้าบ้าน
จากนั้น ก็แยกผู้ชาย ผู้หญิงไปขนของเก็บไว้
โดยที่วันนี้ไม่มีโปรแกรมการเรียนอะไร
มีเพียงการพูดคุยที่น้าชาตินัดพวกเรารวมตัวตอน 2 ทุ่ม
ห้องผู้ชาย เป็นห้องที่ไม่ใหญ่นัก มีเตียงสองชั้นไว้สำหรับนอนสองตัว
เตียงชั้นเดียวอีกสอง
มีเก้าอี้หลายตัวและโต๊ะไม้อยู่หน้าห้อง
สักพักนักเรียนของชาติทั้งหมด 9 คนก็รวมกลุ่มกัน
เดินเล่นไปทั่วพื้นที่บ้าน จนเหนื่อย เราไปนั่งคุยกันตรงสะพาน
เราคุยกันแบบขำๆ ชิลๆ ผมอาจจะออกโอเวอร์แอคติ้งไปสักนิด -*-
แต่จากการที่คุยกัน พวกเราหัวเราะเฮฮาขำขัน
เราพูดกันเรื่องคลิปอ้น สราวุต โฟรมด
ตลอดจนงานเขียน หนังสือที่ชอบอ่านของแต่ละคน
และระหว่างนั้นก็จะมีหมาตัวเมียนางหนึ่งนามว่า
ยาหยี (ซึ่งตอนนั้นเราตั้งชื่อมันตามคลิปว่า อ้น"
มาคอยให้โยนก้อนหิน ต้นไม้ ให้มันไปเก็บ
ซึ่งก็เป็นหนึ่งใน Topic เล็กๆที่เป็นการพูดคุยตลอด
10 วันนี้
ตอนที่อยู่บนสะพานผมสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง
บางสิ่งบางอย่างที่ ทำให้พวกเราคุยกันเหมือนรู้จักกันมาสิบปี
คือ ผมไม่เคยสนิทเฮฮากับกลุ่มคน อะไรได้เร็วขนาดนี้มาก่อน
ผมเดาว่าอาจเป็นเพราะ เพื่อนผมทั้ง 8 คน
มีจุดร่วมด้วยกันอย่างหนึ่ง
ส่วนร่วมอย่างหนึ่งที่เอาชนะ ความแตกต่าง ทางเพศ วัย ภูมิหลัง และความแตกต่างนาๆของแต่ละคน
นั่นคือ ความเปิดเผย และจริงใจ
คือพวกเราพูดคุยกันแบบ ไม่มีอะไรจะเสีย
ผมคิดคำที่จะใช้แทนคำนี้ไม่ได้จึงขอใช้ แม้ความหมายมันดูจะออกแนวลบๆ
555+
พวกเราสามารถตบหัว ล้อเลียน เต้นไปมา (เอะข้อนี้ หรือว่ากูคนเดียว 555+)
แสดงทัศนคติ
ต่างๆนาๆโดยไม่ต้องแคร์ใคร ทั้งๆที่เราพูดคุยกันมาไม่ถึงชั่วโมง
ผมคิดว่ามันน่าอัศจรรย์มากที่คน 9 คนที่แตกต่างมาคนละที่จะสนิทกันได้เร็วขนาดนี้
ผมกับเพื่อนยังคุยกันเล่นๆตอนกลับมาเลยว่า
เห้ยหรือน้าชาติแกจะมี Sence
เลือกงานเขียนที่คัดมา 9 คน
ที่น่าจะเข้ากันได้ น่าจะมีอะไรเหมือนกัน มาวะ
เคยคิดหรือเปล่าวะ ว่ามีคนตั้งมากมายส่งมา ทำไมแกเลือกพวกเรา
แถมเรายังสนิทกันโคตรเร็วเหมือนรู้จักกันมาสิบปีภายในหนึ่งชั่วโมง
นั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า
ทุกคนก็คิดว่ามันน่าอัศจรรย์ไม่ต่างจากที่ผมคิด
แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้เราสนิทกันแบบนี้
มันก็ไม่จำเป็นต้องรู้ อะไรที่ไม่รู้ นี่หรอก
เพราะ ผลลัพธ์ที่ออกมา
มันคือ ความสนิท ความเข้าใจ ความขำ ความอบอุ่นที่ทุกคนต่างได้จากกันและกัน
ผมคิดแบบนั้นนะ
สักพักพวกเราก็ไปช่วยคุณลุงคนหนึ่งในบ้าน (จำไม่ได้อะ)
ช่วยกันประกอบตู้ขึ้นมา พวกเราช่วยกันอย่างไม่รู้ ภาษาไรมากนัก
โดยเฉพาะผม เน้นใช้แรงงาน 555+
แต่โชคดีที่มีคนจบวิศวะในกลุ่มถึง 3 คน
เราเลยพอจะคลำๆไปได้ เราค่อยๆต่อตู้กันทีละนิด ละน้อย
เอาไม้มาต่อกัน ติดกาว
-มันทำให้ผมนึกถึงตอนที่เราพึ่งเจอกัน
เราคงไม่ต่างอะไรจากเศษไม้พวกนี้ ที่มากันคนละที่ ตัดมาจากคนละต้น
คนละขนาด-
แต่เราก็ช่วยกันต่อไปเรื่อยๆ คนละไม้คนละมือ เล็กๆน้อยๆของแต่ละคน
-ภาพที่เราคุยกันที่สะพานก็บังเกิดในตัวผม-
และในที่สุดมันก็เสร็จสมบูรณ์เป็นตู้ที่อาจดูเก้ๆกังๆสักหน่อย
หากการที่เราพูดคุยกันตั้งแต่เจอกัน จนถึงที่สะพาน
เป็นดั่งเศษไม้ที่หาทาง
ที่จะหาใครสักคนประกอบตัวเของพวกมันให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
ความจริงใจของพวกเราก็คงเป็น ใครคนนั้น
และแน่นอน มันออกมาเป็นตู้สำเร็จ
ใครจะมองว่ามันเป็น ตู้ ธรรมดาที่ดูเก้งกังๆไม่มีราคา ผมก็ไม่รู้
แต่ผมมองเป็น ความสำเร็จที่ช่วยแสดงสิ่งนามธรรมที่เราจับต้องไม่ได้
มิตรภาพที่หาทางบรรจบ
ที่ผมพร่ำเพ้อพิมพ์มา ให้มันเป็นรูปธรรม แสดงให้พวกเราเห็นว่า
เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดั่งเช่นตู้เก้งๆกังๆตู้นี้...
ผมไม่รู้ว่ามันเป็นแผนของน้าชาติหรือเปล่า ในการประกอบตู้
ถ้ามันเป็นจริง มันคงเป็นแผนที่แยบยลมาก....
(ดั่งที่พวกเราคุยกันเล่นๆ รุ่น 1 สร้างบ้าน
รุ่น 2 สร้างห้องน้ำ
รุ่น 3 สร้างเตียง และรุ่นเราเป็นรุ่นที่ 4
สร้าง ตู้ 555+)
พอเราประกอบตู้เสร็จ น้าโส่ยภรรยาน้าชาติ ก็มาเรียกพวกเราไปกินข้าว
โหย แล้วกับข้าวน้าโส่ยผมขอบอกว่า โคตรอร่อย พวกเราบอกตามตรงว่า
ไม่คาดฝันเลยว่าจะได้กินอะไรที่อร่อย และลงทุนให้กับพวกเราขนาดนี้
ขาหมู แกงส้ม ไก่ย่าง ขนมจีน ส้มตำ มันอร่อยกว่าที่บ้านผมเยอะมาก
มันทำให้ผมคิดว่า เห้ย พวกเรามาในฐานะอะไรวะ เราเป็นแค่นักเรียนไม่ใช่เหรอ
ทำไมน้าเขาถึงต้อนรับเราขนาดนี้ ต้อนรับเรายังกับแขก VIP
ทำไมถึงดีกับพวกเราขนาดนี้ ?
*
*
ตอนสองทุ่มของทุกวัน
น้าชาติจะเรียกพวกเรามาล้อมวงนั่นคุยกันถึงประเด็นต่างๆที่น้าจะเป็นคนตั้งประเด็นนั้น
โดยที่วันแรก ยังไม่มีหัวข้อ เราแค่มานั่งพูดคุยกัน
โดยมีพี่เป้ ชาติวุฒนั่งอยู่ด้วย
น้าชาติ และพี่เป้ให้เราเล่าเกี่ยวกับตัวเรา และการมาค่ายนี้อย่างย่อๆ
เอาแล้วสิกู ผมเริ่มคิดทำไงดีวะ 555+
แต่ผมก็เลือกที่จะเล่าความจริงทั้งหมด
ทั้งไม่ค่อยอ่านหนังสือ และไม่เคยอ่านงานของ ชาติ กอบจิตติ
ตอนนั้นผมจำได้ผมกลัวพอสมควรเหมือนกันที่เลือกทางนี้
แทนการโกหกว่า อ๋อผมชอบคำพิพากษามากครับ ถึงมาที่นี่
แต่สิ่งที่ผมได้กลับมา กลับเป็นรอยยิ้ม หัวเราะของน้าชาติ
พร้อมกับบอกไม่เป็นไรๆ
กลับไปค่อยอ่านก็ได้ พร้อมหัวเราะ และกระดกแก้วเหล้าต่อ
นี่เป็นสิ่งที่ผมปลื้มอย่างหนึ่งในวินาทีความทรงจำที่ปากช่องนั้น
ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ความกลัวสลายไปสิ้น...ได้รับความเข้าใจ และยอมรับมาแทน
เราพลัดกันเล่าเรื่องจนครบทุกคน
เราได้ฟังประวัติคร่าวๆ ปมวัยเด็ก ปัญหา แนวคิด วิถีชีวิตของแต่ละคน
แต่ก็สนุก หัวเราะไปกับมุกแทรกของน้าชาติ 555+
จนคราวนี้ถึงตาน้าชาติเข้ามาพูดบ้าง (ผมไม่สามารถจำได้หมด
จึงขอพิมพ์แต่สิ่งประทับใจ)
น้าชาติบอกพวกเราว่า
-น้าชาติที่จัดค่ายนี้ขึ้นมานั้น น้าไม่ใช่คนดีเด่อะไร น้าแค่อยากทำมัน
การที่เรามาเรียนด้วยกันนี้ พวกเราไม่มีบุญคุณต่อกัน
หากอนาคตพวกคุณดัง ออกหนังสือได้
พวกคุณไม่ต้องอ้างชื่อผม ผมก็จะไม่อ้างชื่อคุณ นั้นเพราะ
คุณเดินได้ด้วยตัวคุณเอง
แล้วสิ่งที่ผมอยากให้พวกคุณเห็นก็คือ การให้
การให้นั้นต่างจากการบริจาค
การบริจาคคือการเอาของเหลือไปให้ แต่การให้ครั้งนี้ น้าเลือกสิ่งที่ดีคัดแล้วมาให้พวกเรา
อยู่ที่เราแต่ละคนจะซึมซับได้แค่ไหน
อีกอย่างใช้วิจารณญาณของตัวเองเป็นหลัก
อะไรควรเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่ต้อง ผมไม่ได้พูดอะไรทำอะไรถูกต้องทุกอย่าง
สุดท้ายผมอยากจะให้พวกคุณเอง เรียนรู้การให้นี้
และรู้จักให้หากคุณมีโอกาส-
โหยยยตอนนั้นผมจำได้ผมน้ำตาซึมอะ
ผมว่าน้าชาติเหมือนเป็นพระคนหนึ่ง
พระในที่นี้คือ ความเป็นพระ ในการให้
แล้วเป็นครั้งแรกที่ผมสัมผัสกับคนที่มีความ ขัดแย้ง
ในตัวได้ถึงเพียงนี้
น้ากวนตีน เล่นมุกตลก แต่ในความกวนตีน ความตลกนั้นกลับ มีสาระ
น้ากินเหล้า สูบบุหรี่จัด แต่ รู้จักแยกแยะมัน และประสบความสำเร็จ
น้าเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลกมากที่สุดที่ผมเคยเห็นมา แต่ไม่เคยทิ้งความเป็นเด็ก
มองโลกในแง่ดีในตัว
มันทำให้ผมทึ่ง... คนที่ประสบความสำเร็จ และคิดดีได้ขนาดนี้
ผมซึ้งใจ และอัดอั้นอย่างบอกไม่ถูก
คำถามเดิมยังซ้ำในหัว แต่เปลี่ยนรูปแบบ
พวกเรามาในฐานะอะไร ?
*
*
คลาสแรก น้าให้เราแกะเรื่องสั้น
โดยให้ตอบน้าว่า เรื่องสั้นนั้นเป็นเรื่องสั้นที่แต่งจากเรื่องจริง
หรือเรื่องแต่ง
ให้เหตุผลมา พร้อมเขียนเรื่องย่อ ส่งน้า แล้วเราจะมาคุยกันตอนบ่ายสามโมง
นี่คือทั้งวันของวันแรก
เรานั่งวิเคราะห์กัน บรรยากาศไม่มีความเครียดเลย เรายังคงสนุกเฮฮา
เล่นมุก
และทำงานของเราต่อไป อาจเพราะเมื่อวานเราได้ฟังสิ่งที่มาจากใจน้าแล้วก็เป็นได้
จนถึงเวลาบ่าย 3 เรามานั่งคุยกันถึงเรื่องนี้
ผมได้ถามคำถามที่สงสัยค้างคามากนานสำหรับผม
น้าชาติครับ เป็นนักเขียนจำเป็นต้องอ่านหนังสือมั้ยครับ ?
น้าตอบผมกลับมาว่า
"จำเป็น จำเป็นมาก เราต้องอ่าน
การอ่านเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเขียน
แล้วเราต้องอ่านอย่างแกะตะเข็บด้วย อ่านแยกแยะมัน อย่างที่วันนี้
ก็คือการสอนการอ่านให้พวกเรา และที่สำคัญที่สุดของการเขียน คือ
การเล่าเรื่องเป็น"
และนี่คืออีกสิ่งที่สำคัญมากที่ผมได้กลับมาจากค่าย
คือการอ่านหนังสือ
ผมเคยคิดว่า คงไม่ต้องอ่านก็ได้ ก็เราแค่อยากเขียน
ก็เหมือนนักวาดรูปที่อยากวาดก็ไม่จำเป็นต้องไปแกลลอรี่ดูภาพใคร
แค่เราวาดภาพบนผ้าใบก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ เพราะเราอยากทำ
แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมโง่ เป็นกบในกะลาคิดผิดมาตลอด
ตอนนี้ผมกำลังอ่านมันอยู่เรื่อยๆตามคำบอกของน้า
ที่หายไปนี่ก็เพราะกำลังพยายามศึกษามัน
ปกติผมเป็นคนไม่เชื่อใครง่ายๆ ผมดื้อและหัวรั้น แต่กลับการที่น้าชาติพูด
มันทำให้ผมเปลี่ยนความคิดทันที
น้าชาติสอนสิ่งสำคัญสำหรับผมเหลือเกิน
น้าชาติ สอนให้ผมอ่านหนังสือครับ...
อาจฟังดูโง่ๆสำหรับใคร แต่คือความจริงสำหรับผม
น้าชาติ สอนให้ผมอ่านหนังสือครับ...
สองทุ่มของวันนั้น น้าชาติตั้งประเด็นเกี่ยวกับวินัย
น้าบอกว่า พวกเราทุกคนต้องมีวินัย ศิลปินก็ต้องมีวินัยในตัวเอง
ไม่ใช่อ้างว่า ศิลปินต้องทำตามอารมณ์ตัวเอง
เราต้องตื่นแต่เช้า เราจะได้มีเวลามากกว่าคนอื่น
ทำอะไรได้มากกว่าคนอื่น
อีกทั้งน้ายังสอนเกี่ยวกับนักเขียน
"เป็นนักเขียนไม่ใช่ว่าเราเก่งกว่าคนอื่น
เราไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไรเลย คนอ่าน คนทั่วไปไม่มีเรา
เค้าก็อยู่กันได้ เราไม่ได้คิดยาแก้โรคเอดส์ได้นี่ เราถึงมีความสำคัญขนาดนั้น"
"การเป็นศิลปินเราจะเป็นศิลปินมากที่สุด
เมื่อเรายืนท่ามกลางฝูงชนแล้วเรารู้สึกไม่แตกต่าง
หากเราเริ่มรู้สึกแตกต่างจากคนอื่นเมื่อไหร่
นั่นละเรากำลังถอยห่างจากมันเท่านั้น"
พี่เป้ชาติวุฒิเสริมประเด็นน้าชาติ
แล้วมันทำให้คำถามที่ว่า พวกเรามาที่นี่ในฐานะอะไร ที่ผมสงสัย
เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง....
*
*
วันที่สามเราเรียนกันเรื่ององค์ประกอบศิลป์ โดยน้าแหลม
เพื่อนของน้าชาติ
การจัดวางรูปภาพ
เรานั่งวาดรูป ตัดแปะจากนิตรสาร ร้องเพลงกันทั้ง 9 คน
เหมือนเราเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง...
ผมรู้สึกอิสระและสนุกมาก ใน 3 วันนี้
ผมสนุกมาก เพราะผมเป็นตัวของตัวเอง
แม้ผมจะเกรงใจน้า กลัวๆบ้างเป็นบางครั้งเมื่อเผชิญหน้า แต่มันวิเศษมากแล้ว
กับสิ่งที่ผมได้รับ น้าทำกับพวกเราเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง
น้าไม่เคยถือตัวเลย
กระทั้งพวกเรานั่งคุยกันถึงดึกดื่นทุกคืนที่หน้าห้อง
น้าก็คอยมาถามสาระสุขดิบ และมาร่วมแจมพูดคุยด้วยทุกคืนตลอด 9
คืน
โคตรประทับใจ
เห้ยแล้วตกลง กูมาในฐานะอะไรวะ ? ถึงได้รับการต้อนรับที่สุดวิเศษแบบนี้
*
*
วันที่ 4 พวกเราเรียนเรื่องความคิดสร้างสรรค์
โดย น้า วณิช
ผมไม่ขอพูดในบทเรียน
แต่ผมจำ และประทับใจกับคำถาม และคำตอบหนึ่งที่น้าวนิชพูดกับพวกเราได้ดี
"ผมขอถามง่ายๆเลย ทำไมพวกคุณถึงอยากเป็นนักเขียน"
พวกเราทั้ง9 คนตอบกันไปตามความคิด
ก็อยากเป็นนะครับ ชอบ แต่รู้ว่าทำอย่างเดียวไม่ได้หรอก
ต้องทำอย่างอื่นไปด้วย
อยากเขียนสักชิ้นครับ ฝากไปให้ลูกหลาน ฝากให้คนทั้งโลกรู้
ก็อยากเขียนครับ ไม่เขียนก็จะรู้สึกแปลกๆเหมือนยาเสพติด
น้าถามพวกเราทุกคน และเงียบไปสักพัก
ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งออกมา
"ผมว่าพวกคุณไปไม่รอดหรอก"
ตอนนั้นพวกเราคงตกใจมากกับประโยคนี้
"ก็พวกคุณคิดกันแบบนี้ก็แพ้กันไป 80% แล้ว
ทำไมต้องคิดว่าเป็นนักเขียนอย่างเดียว
แล้วจะอยู่ไม่ได้ ไม่มีเงิน ดูอย่างน้าชาติสิเค้ายังทำได้เลย คิดแบบนี้พวกคุณก็แพ้ไปแล้วครึ่งทาง
ผมจะบอกให้นะ สิ่งสำคัญที่สุดในการเขียน
หรือทำอะไรให้ประสบความสำเร็จคือ
Passion (ความหลงใหล) คุณต้องหลงใหล ยอมทำเพื่อมันก่อน
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะดีเอง คุณควรถามตัวเองตอนนี้ว่า
ตอนนี้คุณหลงใหลในการเขียนหรือเปล่า"
พวกเราเอ๋อกันไปเลยครับ 555+
เพราะมันโดนใจ แทงใจดำพวกเราจริงๆกับคำถาม และคำตอบนี้ของน้าวณิช
กลายเป็นอีก Topic ของพวกเราทุกคืนอีกข้อเลย
เห้ย มึงทำไมทำแบบนี้ กูทำเพราะกูมี Passion 555+
ตอนเย็นหลังจากเรียนเสร็จ เราไปเล่นน้ำกันที่คลองน้ำของบ้าน
ลงเล่นกันลอยตัวบนคลอง สาดน้ำกันไปมา หนุกหนานจ้า
ในตอนสองทุ่ม น้าคุยกับพวกเราเรื่องการวางแผน
น้าบอกเราต้องมีการวางแผนชีวิตล่วงหน้าอย่างน้อยๆ 5 ปี
เพราะชีวิตเราเสี่ยงตลอดเวลา แค่เดินออกไปนอกบ้าน
เจอถนนก็เสี่ยงที่จะโดนรถชนตายแล้ว
อะไรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แปลว่ามันเป็นต่อเราอยู่
เพราะฉะนั้น ชีวิตมันเป็นต่อเรา ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักวางแผนรับมือกับมัน
*
*
วันที่ 5 6 7
น้าชาติเป็นคนสอนพวกเราเอง
น้าชาติสอนเรื่องเขียนหนังสือให้กับพวกเรา
น้าบอกว่า การเขียนนั้นสอนไม่ได้ แต่สามารถแนะนำได้
น้าสอนวิธีเขียนคือ การเเยกรายละเอียดของ ฉาก ตัวละคร ไดอะล็อก เเละลักษณะตัวละคร
ให้เขียนเเยกกันก่อน ที่จะนำมันมารวมกัน
น้าบอกอีกว่า
ผมให้พื้นฐาน ให้กรอบคุณ แต่ไม่ได้ให้คุณไปติดกรอบ แต่ให้พวกคุณไปละลายมันเอาเอง
ตลอดจน วงการเขียน ไม่มีคำว่า "โชคดี" หรือ "ฟลุ๊ค" มีเเต่ฝีมือล้วนๆ
ตลอดการเรียนกับน้าชาติ 3 วัน ไม่เคยมีใครเครียดเลย
เราทำตัวกันอย่างสบายๆ
มีอะไรก็ถามน้าชาติได้ตลอด สงสัยอะไร น้าชาติก็ช่วยพวกเรา
ผิดพลาด ไม่ดียังไง น้าก็ให้โอกาสพวกเรา
ตลอดจนเราก็ช่วยกันมีอะไรก็ถามกันเอง ช่วยเหลือกัน
ประคับประคองกัน เหมือนเพื่อนแท้
แต่เป็นเพื่อนแท้ที่รู้จักกันภายใน 5 วันเท่านั้น
ในสามวันนี้ 2 ทุ่มน้าพูดกับเรา เรื่อง เวลา และเพื่อน
น้าบอกว่า
เราต้องรู้จักแบ่งเวลา เพราะเวลาไม่คอยใคร
เราต้องตื่นแต่เช้าจะได้มีเวลามากกว่าคนอื่น หากเรายังไม่เก่ง
ไม่มีพรสวรรค์
แต่ถ้าเราพยายาม เรารู้จักใช้เวลา คนเก่งอาจใช้สัก 2 ชม
แต่เราใช้สัก 6 ชม จะเป็นไรไป
เราก็ไปถึงยอดได้เหมือนกัน
เพื่อนเป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างในชีวิต คอยช่วยเหลือกันและกัน
แบบที่มาสอนพวกคุณนี่ ก็เพื่อนผมทั้งนั้น เขาไม่ได้รับการตอบแทนอะไรเลย
ที่มาสอนพวกคุณ เพราะฉะนั้น ตั้งใจเรียนกันหน่อย
*
*
วันที่ 8 พวกเราได้เรียนรู้การเก็บคลังคำจาก
น้าไพวรินทร์
ขาวงาม
ผมประทับใจมากเกี่ยวกับ การเล่าประสบการณ์ส่วนตัวของน้าไพรรินทร์
น้าเล่าแบบหมดเปลือก และจริงใจ สนุก และยังให้ข้อคิดแก่พวกเราโดยไม่รู้ตัว
วันที่ 9 พวกเราได้เรียน
การเอาเรื่องสั้นไปทำหนังสั้นกับ พี่อุ๋ย นนทรีย์ นิมิตรบุตร
เช่นเดียวกัน พี่อุ๋ยสอนพวกเรามากมายเหลือเกิน
แต่ประเด็นอยู่ที่การพยายาม และการตั้งคำถามกับทุกสิ่งในชีวิต
เพราะมันจะต่อยอดให้อะไรกับเราได้มาก คำถาม มาก่อน คำตอบเสมอ
ตลอดจนการไม่หยุดนิ่งทำอะไรซ้ำๆ ให้ค้นหาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต
ผลิตงานแบบใหม่ๆ แนวใหม่ๆ อย่าทำอะไรซ้ำซากนานนัก
เพราะมันจะไม่มีการพัฒนา
หากว่า ยังคิดไม่ออก ความคิดยังไม่พุ่ง ก็ให้พักเอาไว้ก่อน
เเละที่สำคัญอีก คือการ reseach เราต้องเเม่นทุกประเด็นของเรื่องสั้นของเรา
เวลาใครถาม หรืออะไีรเราจะได้ตอบได้ เเละสบายใจกับตัวเราเอง
เรื่องสุดท้ายคือ เรื่องกระจก พี่อุ๋ยบอกพวกเราว่า เราต้องเลือกกระจกที่สะท้อนตัวเรา
นั่นคือเลือกรับฟังคนที่จะวิจารณ์งานของเรา ไม่ใช่ฟังไปทั้งหมดทุกคน เราคงเป็นบ้าพอดี
เราต้องหากระจกของเราให้เจอ กระจกที่จริงใจ ตรง กับงานของเรา
พี่อุ๋ยยังเน้นย้ำ การเล่าเรื่อง ที่น้าชาติได้สอนพวกเราไว้ก่อนหน้าอีกไว้ว่า
มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด หากไม่มีเรื่องจะเล่าเเล้ว มีฝีมือจัดจ้าน ภาษาดีอย่างไร มันก็ไร้ความหมาย
ตอนเย็นพวกเรามีงานเลี้ยงกัน ก่อนจากลาในวันที่ 10 พุ่งนี้เราต้องออกเดินทางแยกกัน
พวกเรานั่งร่วมโต๊ะกับน้าชาติ และอาจารย์น้าๆที่สอนเรา
เราอยู่ในฐานะอะไรวะ ?? น้าๆเค้าถึงให้เรามากินร่วมโต๊ะได้ขนาดนี้...
คืนนี้เป็นคืนที่ผมจดจำเช่นกัน น้าๆทุกคนเล่นมุก หัวเราะ
เล่าประสบการณ์ส่วนตัว เหมือนเราเป็นคนในครอบครัว เหมือนเป็นน้อง
เป็นลูกเขาจริงๆ
ไม่สิ ไม่ใช่แค่เฉพาะคืนนี้เท่านั้น แต่ตลอดเวลา พวกเราเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวน้าชาติ
และมันไม่ใช่อยู่ที่เรา แต่น้าชาติ
ทำให้เราเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเขา
ผมไม่นึกว่า การมาทริปครั้งนี้จะมีความอบอุ่น
ความเข้าใจอะไรได้ขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างแสดงออกมาแล้ว ที่นี่มีทุกอย่างที่ผมต้องการ
ชีวิต ออกซิเจน อาหาร เพื่อน ครอบครัว ความรัก ความอบอุ่น
และสิ่งที่ผมรักที่สุด อย่างการเขียนหนังสือ ....
มันเพียบพร้อม เพอร์เฟค เหมือนบ้านจริงๆของเรา
ในความคิดผม มันมากกว่าบ้านจริงๆของผมด้วยซ้ำ....
แต่มันก็ยังตอบคำถามอันคลุมเครือไม่ได้ว่า พวกเรามาที่นี่ในฐานะอะไร
??
คืนวันที่ 9 หรือ 17 ตุลา
ตอนเที่ยงคืน เป็นวินาทีประวัติศาสตร์สำหรับผม
ในวันเกิดสู่วัยที่ 20 ของผมในวันที่ 18
ตุลา
ตอนเที่ยงคืนนั้น พี่อุ๋ย นนทรีและเพื่อนๆได้เข้ามาเซอร์ไพร์ถึงห้องนอน
ร้องเพลง เต้น และกอดผม โคตรอบอุ่นเลย จะจดจำไปทั้งชีวิต
กับของขวัญที่วิเศษที่สุดใน 20ปี
ของผมจริงๆนะ...
วันสุดท้าย วันที่ 18 ตุลาคม
พวกเราทุกคนตื่นขึ้นมา เก็บของ
พร้อมบ่นกันงึมงำตลอด เช่น
ไม่อยากกลับบ้านเลย
เวลาผ่านไปโคตรเร็วเลย...
เพราะ สนุก มีความสุขสินะ มันถึงได้ผ่านไปเร็ว ?
พวกเรานั่งคุยกันกับน้าชาติอีกครั้ง และเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะศิษย์
น้าชาติบอกเราก่อนกลับว่า
หลังจากนี้ เราไม่ใช่ศิษย์ อาจารย์กันแล้ว
ต่อไปนี้เราจะคุยกันเหมือนเป็นเพื่อนกันคนหนึ่ง
ในการที่พวกคุณมาที่นี่ ไม่ใช่แต่พวกคุณได้อย่างเดียว
ผมก็ได้เหมือนกัน ผมได้มีโอกาสเรียกเพื่อนมาร่วมฉลอง
มีโอกาสได้พูดคุยกับพวกคุณ ผมสอนคุณ คุณก็สอนผมเช่นเดียวกัน
คุณสอนในการอยู่ร่วมกันให้กับผม ให้ประสบการณ์กับผม
ผมรู้สึกซึ้งใจจริงๆครับ
วินาทีนั้น ผมน้ำตาคลอ
เพราะทราบความจริงเกี่ยวกับคำถามที่ผมสงสัยมานานตั้งแต่ต้นแล้วว่า
พวกเรามาในฐานะอะไร
เริ่มแรก อาจดูเหมือนเรามาในฐานะ ลูกศิษย์
หรืออาจจะเกินเลยว่า เป็นส่วนหนี่งในครอบครัว
หรือจบกันอาจจะเป็นเพื่อน ฐานะเหล่านี้มันไม่มั่นคงเลย
มันสลับเปลี่ยนแปลงได้
เหมือนสถานะของ ของเหลวที่เปลี่ยนไปตามภาชนะ ฐานะที่น้าชาติสอนผมก็เช่นนั้น
แต่ฐานะจริงๆที่ เป็นความจริงเสียอะไรที่น้าชาติบอกกับผมโดยการกระทำ
(หรือผมอาจคิดไปเอง ?)
ก็คือ จริงอยู่ที่ฐานะของเราเปลี่ยนแปลงไปได้เหมือนน้ำในภาชนะของมัน
แต่มีฐานะหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง มันเหมือนกันกับเราทุกคน
อยู่กับเราไปทั้งชีวิต นั่นก็คือ
ฐานะของมนุษย์ หรือเพื่อนมนุษย์ สิ่งที่น้าชาติทำให้เรา
เป็นกันเองกับเรา
แม้ตัวน้าชาติจะประสบความสำเร็จ เป็นศิลปินแห่งชาติ ได้รางวัลซีไรท์
2 ครั้ง ต่างๆนาๆ
แต่น้าชาติไม่ได้สนใจมัน ไม่ไปยึดถือมันเหมือนคนส่วนใหญ่บนโลกนี้
แล้วนำมันมาเพิ่มฐานะตลอดจนความสำคัญของตัวเอง
เพราะมันเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น
น้าชาติมองทุกคน มองพวกเราทั้ง 9 ถึงแก่นจริงๆ
นั่นคือ เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
และปฏิบัติกับเราอย่างดีที่สุดในฐานะเพื่อนมนุษย์จะให้แก่กันได้
ขอบคุณจริงๆครับน้าชาติ ที่สอนทุกสิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้
ตลอดจนอย่างอื่นที่ลืมไม่ได้เขียน
หรืออะไรก็แล้วแต่ มากมายนั้นให้แก่ผม
ขอบคุณอาจารย์ทุกคน ตลอดจนเพื่อนร่วมค่ายทั้ง 8 คน ขอสัญญาเราจะเป็นเพื่อนสนิทกันตลอดไป
สุดท้ายผมอยากเสนอ น้าชาติให้เปลี่ยนชื่อโครงการเหลือเกิน
จาก โรงเรียนสอนเขียนหนังสือ เป็น โรงเรียนสอนชีวิต
เพราะสิ่งที่ได้จากที่นี่นั้น มากกว่า การเขียนหนังสือเป็นไหนๆ
การเขียนหนังสือเสมือนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของมันเท่านั้น
แต่น้าชาติเติมเต็มชีวิตให้กับพวกเรา สอนพวกเรามากมายกับการใช้ชีวิต
และความจริงเหนือสิ่งอื่นใด
ที่ผมเชื่อมั่นมาตลอด 20ปี
หากไม่ได้มีชีวิต ไม่ได้เข้าใจมัน ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์แล้ว
จะเขียนอะไรได้อย่างไร
เพราะมีชีวิตอย่างไรละ พวกเรา ถึง เขียน หนังสือได้

**น้าชาติคนก่อนริมซ้าย ตรงกลาง น้าไพวรินทร์ ครับ
----------------------------
ปล. ผมขอใช้สิ่งที่ผมเขียนทั้งหมดนี้
แทนเสมือน การก้มลงกราบที่ตีนของน้าครับ
ขอบคุณครับ
สุดท้าย ขอบคุณสำหรับ Comment เเละการเเสดงความคิดเห็นครับ
เตรียมตัวพบกับ EP ใหม่ๆเร็วๆนี้ครับ
ตอนนี้อยู่ระหว่าง Reseach อยู่

)
ยินดีด้วยอีกครั้งเน่อ
เด็กน้า รักน้า คิดถึงน้าาาา
#1 By เราเป็นเด็กของชาติ on 2008-11-21 21:25