V

posted on 15 Dec 2008 17:20 by shikak

 

 - ม่านปิดลง-
 
 เริ่มแรกเดิมที เธอเพียงแค่นั่งอยู่บนเสาไฟซึ่งให้แสงสว่างไปยังท้องถนนที่ทอดยาวอย่างไม่สิ้นสุด
เธอนั่งแหงนหน้าขึ้น ผมของเธอยาวดำขลับ ปลิวไปตามสายลมละอ่อนที่พัดมาอย่างแผ่วเบา
สายตาจดจ้องไปที่หมู่ดาวบนท้องฟ้า
 
  "กลุ่มนายพรานที่ฉันเคารพรัก ฉันหมายจะกลับบ้านเกิด
พื้นดวงดาวแห่งฉัน" 

ฉันเปล่งเสียงพูดไปตามจังหวะพื้นหลังของเพลง
เสียงของฉันเอื้อนเล็กน้อยแสดงความอาลัยอาวรณ์

"ข้าจะบอกเจ้าได้อย่างไร หญิงผู้น่าสงสาร
ตัวข้าประจำเดือนดารา อยู่ที่เดิม มาแสนนานร่ำไป"

ชายหนุ่มใส่ชุดนายพราน ยืนลอยตัวสูงอยู่เหนือลูกกลมๆเล็กๆ
เปล่งแสงรัศมีขาว-ฟ้า ดั่งดวงดาว

แสงไฟจ้ากลับมาสาดส่องที่ฉันอีกครั้ง หลังจากพึ่งสาดส่องชายหนุ่มไป

"ฉันก็ไม่รู้ท่านนายพราน ฉันออกเดินตามหาทั่ว สุริยะจักรวาล
หวังเพียงพบบ้านเก่า"

 ฉันพูดตามบท พร้อมเอาปาดไปที่ขอบตาขวา
หยดน้ำตาของฉันร่วงหล่นมาข้างแก้ม
แต่มันก็ยังไม่เปล่งประกายต้องกับแสงสว่างจ้าจากสปอตท์ไลท์ซึ่งสาดส่องลงมาจากเบื้องบน
เท่ากับสิ่งที่ติดอยู่บนร่างกาย-ผิวหนังของฉัน

"ทำไมเจ้าถึงได้มีอัญมณีหลากสีติดตัวอยู่
มันช่างสวยงามเคลือบแคลงด้วยความสงสัยของข้า"

"ฉันมีมัน เหตุเพราะอยากกลับ ดาวบ้านเกิด
มันเป็นวิธีทดสอบที่จะทำให้ทราบถึง ดาวบ้านเกิด ของฉัน"

ฉันพูดพลางเอามือลูบไล้ไปตามตัว เกร็ดสีเล็กๆก้อนเท่าเศษก้อนกรวดหลากสีทั้ง แดง น้ำเงิน เขียว ม่วง
ติดไปทั่วตัวฉัน ทั้งมือ ลำตัว ตลอดจนหน้าผาก
มันเปล่งประกายอย่างสวยงาม ยิ่งโดยเฉพาะตอน ต้องแสง

" ดาวบ้านเกิด ของเจ้าอย่างงั้นหรือ...."

ชายใส่ชุดนายพรานตอบกลับมาอีกครั้ง
มันคงเป็นแค่ประโยคคำถามตามบทละครเวทีแสนธรรมดา
ที่ฉันได้ยิน ได้ฟังมานับร้อย นับพันครั้ง

เพียงแต่ ทุกครั้งฉันกลับรู้สึกเจ็บหน้าอกทุกครั้งที่ได้ยินวลีนี้
มันแทงลงไปในห้วงจิตใต้สำนึกลึกๆของฉันเลยทีเดียว

"ใช่ ดาวบ้านเกิด ของฉัน"

ดาวบ้านเกิด ดาวบ้านเกิด

ทุกครั้งที่ฉันเล่นละครเวทีเรื่องนี้ มันจะทำให้ฉันเหมือนตกอยู่ในภวังค์
ที่จะย้อนระลึกอดีตความทรงจำของฉันอย่างรวดเร็ว
เหมือนเทปคลาสเซตที่ตีย้อนกลับในรอบเดียว

บ้านเกิด

เกิด....

ฉันเกิดในตระกูลที่สูงศักดิ์ในปี คศ 2050
ชีวิตของฉันนั้นอยู่ด้วยความสุขสบาย ดั่งเจ้าหญิงที่อยู่ในปราสาท
คฤหาสน์หลังใหญ่มี พ่อ และแม่ที่แสนอบอุ่น
กองเงิน กองทอง ที่มากมายจนใช้เท่าไรก็ไม่รู้หมด
ไม่ต้องรับรู้ความเครียด ปัญหาใดๆของโลกภายนอก

ฉันยังจำภาพ ฉัน ตอนนั้นได้ ร่างกายอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง
จิตใจของฉันในตอนนั้นเหมือนอัญมณีที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน
ภายนอกอาจไม่สวย ไร้ค่า หยาบกระด้าง
แล้วทำไมล่ะ ทำไม พวกเรา / พวกเขา ถึงต้องดิ้นรนเพื่อจะเจียระไน ดัดแปลง มัน ?
ในเมื่อตัวของมันเองก็มี ความงามตามธรรมชาติของมันที่ควรจะเป็น
ความงามขั้นพื้นฐานอันงดงาม เล่อค่า ที่คู่ควรกับมันที่สุด อยู่แล้ว

ไม่เหมือนเพรช หรือก้อนกรวดหลากสีที่ แพรวแพรว เป็นประกายยามต้องแสงไฟ
แต่แปดเปื้อนไปด้วยการหลอกลวง สวมบทบาท การเป็นผู้ใหญ่
ที่ติดประดับไปทั่วร่างกายวัยยี่สิบห้าของฉัน เฉกเช่นตอนนี้

"แล้วข้าจะช่วยท่านได้อย่างไร ท่านหญิงงาม"

นั้นสิ ใครจะช่วยฉันได้
ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันพังทลายลงต่อหน้าต่อตาฉัน
อย่างรวดเร็ว จนฉันไม่ทันตั้งตัว

ภาพในวันนั้น....
พ่อแม่ ของฉันหยิบปืนขึ้นมาคนละกระบอก
แล้วยื่นมันไปที่หัวของกันและกัน
พวกเขานับมัน
3 2  32 32 1 .... ปัง

เลือดสีแดงสาดกระจายเต็มพรมเปอร์เซียลายหมู่ดาวนายพราน
ฉันลงไปนอนกอด เรียกให้พ่อกับแม่ลุกขึ้นมา
ฉันร้องไห้ เขย่าตัวพวกท่านสุดแรง
แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง...

ก่อนที่จะมีควันไฟลอยมาจากข้างนอก
ไฟกำลังลุกลามไหม้คฤหาสน์อย่างรวดเร็ว

ฉันได้แต่วิ่ง คลาน อย่างสุดชีวิต สุดแรงเกิดของเด็กหญิงอายุสิบสองปีจะทำได้
เพื่อหนีออกไปนอกตัวคฤหาสน์ ให้รอดไว้ซึ่งชีวิต
พร้อมยืนดูมันมอดไหม้ พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา

ประกายจากไฟไหม้คฤหาสน์ในวันนั้น
ยังคงสวยงามตราตรึงฉันถึงทุกวันนี้

แต่ในความสวยงามนั้น
ความรู้สึกฉันกลับเหมือนกำลังร่วงหล่นลงมาจากตึกสูงนับร้อยชั้น
ท่ามกลางดอกไม้ไฟสีเหลืองส้ม
พุ่ง ทะยาน และแตกกระจายไปทั่วฟ้า...

มันตกใจ เจ็บปวด ร่วงโรย อยากหาคำตอบอย่างทรมาน
ว่าภาพอันสวยงาม แต่แดงฉานไปด้วยโศกนาถกรรมตรงหน้าฉัน
มันคืออะไรกันแน่

"ขอเพียงฉันมีเพศสัมพันธุ์กับดวงดาวของท่าน ท่านนายพราน"

ฉันพูดตามบทต่อ จังหวะการเต้นของหัวใจฉันเริ่มเต้นเร็วขึ้น เร็วขึ้น
พอๆกับจังหวะเพลงคลาสสิกที่บรรเลงโดยวงออเครสต้าข้างๆเวที

"เจ้าจะมีเพศสัมพันธุ์กับข้าอย่างงั้นหรือ"

"ไม่ใช่ท่าน แต่เป็นหมู่ดวงดาวของท่าน
ฉันสัญญาว่า จะไม่มีความเสียหายอันใดบนดาวของท่านแน่นอน"

ฉันตอบกลับไป เหงื่อฉันออก มันท่วมไปทั้งหลัง

"ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันยอมให้ทำได้ แต่มีข้อแม้
หลังจากนั้น เจ้าต้องมามีกับข้า
ไม่ว่ากลุ่มดาวนายพรานจะใช้บ้านเกิดของเจ้าหรือไม่ก็ตาม"

นี่เป็นคำตอบซ้ำไปซ้ำมาของเพศชายเจ้าของดวงดาวทั้งหลาย
ในละครเวทีนี้....

"ได้ฉันยอม ฉันยอมทุกอย่างเพื่อทราบที่มา บ้านเกิด สิ่งที่เป็นฉัน
ดั้งเดิมของฉัน"

ตึง ตึง ตึง เสียงดนตรีกลองเร่งจังหวะ
พร้อมกับฉากเปลี่ยนไป ฉากเก่าได้ถูกสับเปลี่ยนลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว

กลุ่มก้อนอุกกาบาตนายพรานหลายดวงลอยคว้างในอากาศ
ท่ามกลางประกายไฟสีเหลืองส้ม ที่พุ่งขึ้นมาทั่วเวที
พร้อมกับที่ฉัน ตรงขึ้นไป ลอยขึ้นไปด้วยเชือกสลิง

พร้อมกับจูบกับมัน เอามันมาแถบถูไถไปมาที่บริเวณอวัยวะเพศของฉัน
ก่อนที่จะจบลง ที่นำมันมากอดแนบที่หน้าอก
พร้อมกับมีสายไฟพุ่งตรงมาพันรอบตัวฉันจากดวงดาวนั้น
วินาทีนั้นก้อนกรวดหลากสีของฉัน เปล่งแสง
ตัวฉัน เปล่งแสง ทั่วตัว สว่างจ้า ยิ่งกว่าแสงจากสปอตไลท์

ผู้ชมในโรงละครตบมือกันสนั่นโรงกับความสวยงามบนความเจ็บปวดของตัวละคร
หรือ ตราบาปของฉัน ?

ฉันรีบทำดาวต่อไปอย่างรวดเร็วจนหมดกลุ่มดวงดาวนายพราน
เพราะคนดู คงไม่อยากจะดูฉาก ซ้ำซาก นานนัก

ระหว่างที่ฉันทำเสร็จในแต่ละดวง
ฉันยกมือขึ้นมาบ้าง ยกต้นขาบ้าง พลางพูดว่า

"ไม่ใช่ดาวของฉัน มันไม่ใช่ ...."

พร้อมกับมีก้อนกรวดเล็กๆก้อนหนึ่งผุดขึ้นมาที่ผิวหนัง
และเปล่งแสงออกมาตามสีก้อนนั้นๆ
ใช่ หากฉันมีเซ็กซ์กับดวงดาวแล้ว ไม่ใช่ดาวบ้านเกิดของฉัน
ก้อนกรวดก็จะบังเกิดขึ้นที่ตัวฉัน ดวงละดาว ทีละดวง ทีละดวง
จนเต็มไปทั้งตัวของฉันเฉกเช่นตอนนี้

"หมดสิ้นหมู่ดาวแล้ว เจ้าควรจะทำตามสัญญา"

  เสียงจากชายหนุ่ม-นายพราน
ก่อนที่เขาจะกระโจนเข้ามาที่ฉัน
ปลุกปล้ำ ทำร้ายฉัน เหมือนฉันเป็นดั่งสัตว์ป่า
เดรัจฉานที่เขาต้องการล่า

แม้เป็นแค่การแสดง แต่มันช่างทรมาน
ความเจ็บปวดคลุกเคล้าเข้ากับสายเลือด
วิ่งวนไปทั่วร่างกาย

มันเหมือนตอนนั้น...

หลังจากที่ฉันไม่เหลือสิ่งใดในชีวิตอีกแล้ว
ฉันได้รับการเลี้ยงดูจากน้าชาย ญาติคนเดียวที่ฉันมี
ญาติคนเดียวที่ฉันไม่เคยพบหน้า

ซึ่งก็คือเจ้าของโรงละครเวทีที่มีชื่อเสียงที่นี่
ก่อนที่มันจะตกมาเป็นมรดกแก่ฉัน
น้าทำเหมือนฉันไม่ใช่คน ตบตี บังคับขู่เข็ญ
ให้ฉันรัก และเล่นละครเวที
ตลอดจน ข่มขืน สร้างตราบาปแก่ฉัน

จนในที่สุด ฉันก็ได้เป็นดาวเด่น นางเอก ตัวเอก ของละครเวทีที่นี่
ฉันแสดงนำทุกเรื่องตั้งแต่อายุสิบสี่

 ฉันต้องต่อสู้กับสิ่งต่างๆมากมาย
แต่ที่มันเหนื่อยที่สุด คงจะเป็นการสู้กับความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ฉันอาจจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ที่จะเป็นผู้ใหญ่ หรือสิ่งใด
ฉันไม่อาจรู้ รู้เพียงมันรวดเร็วมากที่จะให้ฉัน รับ แบกทุกสิ่ง
และเดินต่อไปข้างหน้า ในตอนนั้นไหว

แต่ฉันอาจจะชอบ และเสพติดความสุขในความเจ็บปวดนั้น

เฉกเช่นที่ฉัน กระสันอยากเล่นละครเวทีเรื่องที่ฉันเล่นอยู่นี่
ทั้งๆที่ฉันเป็นคนเขียนมันเอง เลือกที่จะเล่นเอง

ทำไมกันนะ
ฉันไม่อาจล่วงรู้จิตใจ ความปรารถนาลึกๆของตนจริงๆ...
*
*
  ฉันนั่งติดรูปถ่ายทั่วผนังห้องของฉัน เริ่มจาก ทีละภาพ ทีละภาพ
เรียงเป็นแถว แต่ละแถว เหมือนเส้นกราฟที่บอกความสูง-ต่ำ
แต่น่าแปลกที่แต่ละแถว นั้นมันไม่เคยที่จะปะติปะต่อเป็นเส้นกราฟได้เลย

มันขาดแหว่ง-มีที่ว่างอยู่ตรงช่วงกลางของทุกแถว

ทำไมนะ ทำไม มันเป็นสิ่งที่ฉันอยากหาคำตอบมานาน
พื้นที่ว่าง ความรู้สึกจิตใจ ในช่วงกลางเส้นกราฟที่หายไปของฉัน
การก้าวกระโดด จนละทิ้งส่วนนั้นไป
ฉันอยากรู้เหลือเกิน ว่าจิตใจ จิตใต้สำนึก ตลอดจนตัวฉันในช่วง
ที่ฉันก้าวกระโดด ในช่วงว่างของกราฟรูปถ่ายนั้น
มันเป็นอย่างไร...

ฉันแปะรูปสุดท้ายบนยอดกราฟเส้นหนึ่ง มันคือ รูปการแสดงสดที่ผ่านมาเมื่อกี้นี้
ก่อนที่จะนั่งลงบนโต๊ะเครื่องแป้งเพ่งพิจารณามองตัวเอง
นำปิ่น ปักลงไปบนมวยผมของฉัน
หนังสือพิมพ์ ตราสาร จดหมายต่างๆกองอยู่บนโต๊ะ
ฉันคลี่มันออก พลางอ่าน
แต่ละฉบับยังเหมือนเดิม

วิจารณ์ จากนักวิจารณ์ และจากผู้ต่อต้าน
พวกเขาไม่ได้ต่อต้านที่โรงละคร หรือที่ตัวฉัน
ประเด็นมันอยู่ที่แนวละครที่ฉันเล่น

"SURREALISM 
(เหนือความจริง)"

 พวกเขาต่อต้านมัน พวกเขาด่าทอว่า มันเป็นสิ่งจอมปลอม จับต้องไม่ได้
มอมเมา สร้างตัวตนกาฝากขึ้นแก่ประชาชน คนดู ให้คนติดกับฝัน-ความไร้เหตุผลอันไม่เป็นจริง
ในวินาทีที่ทุกอย่าง รัฐบาล ตลอดจนโลก กำลังเพ่งเล็งไปที่ธรรมชาตินิยม  อัตถนิยม ปลุกระดมจิตาสำนึก
วิทยาศาสตร์ เหตุผล การหล่อหลอมสะท้อนตัวตนบนหลักธรรมชาติของมนุษย์

การต่อต้านเหมือนดั่ง คราวที่ SURREALISM ถูกเหมารวมว่าเข้าไปอยู่กับลัทธิคอมมิวนิสต์
ทำให้ ความแตกต่างของชนชั้น เลือนหายไป ในช่วงหลังสงครามโลก ซึ่งนำโดย อองเดร เบอตง
แต่มันคงไม่รุนแรงเท่าช่วงนั้น เพราะตอนนี้มีโล่แห่งความเป็นประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ
อันเป็นช่องโหว่ เกาะกันกระสุน ที่ปกป้อง ฉัน แนวคิด ความอยาก ความต้องการ โรงละครของฉันไว้

ตลอดจนผู้คนทั่วสารทิศก็คลั่งไคล้ละคร
SURREALISM  ของฉัน
รอบทุกรอบ เรื่องทุกเรื่อง บัตรนั้นขายหมดไม่มีเหลือ
ฉันเขวี้ยงจดหมาย และกระดาษวิจารณ์ ซ้ำซากนั้นทิ้งไป

ก่อนที่จะเปิดสมุดบันทึก อ่านบทละครเวทีเรื่องใหม่ที่ฉันจะเริ่มเปิดการแสดงในอีกไม่กี่สัปดาห์
เรื่องเกี่ยวกับ นางแมวป่าเดินได้ด้วยสองขาตัวหนึ่ง ที่ตามหาร่างของตนอีกร่างหนึ่ง
ซึ่งหายสาบสูญจากการสาปของเทพเจ้า
ร่างที่หายไปของนางนั้น เปรียบดุจประดั่ง การเดินสี่ขา ที่บัดนี้ นางเหลือเพียงสองขาให้ก้าวเดิน
นางโหยหา ความรัก ความอบอุ่น จากร่างนั้นที่หายไป และจึงเริ่มออกตามหาร่างนั้น...

บทละครเรื่องนี้ ฉันคิดและแต่งมันขึ้นมา แต่ในทางเดียวกันมันก็บ่มความคิด ความสงสัยใหม่ๆขึ้นให้แก่ฉัน
หากเป็นเช่นนี้ ในความจริงเริ่มแรกเดิมทีมนุษย์เรานั้นอาจมีสองหัว สี่แขน สี่ขา
ประกอบอยู่ในร่างเดียวกัน สามารถให้ความสุข ความอบอุ่นแก่ตัวเองได้ด้วยตนเอง
ไม่ต้องการความรัก การดูแลจากผู้ใดเพิ่ม...จวบจนเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง

เราถึงได้เป็นมนุษย์ที่เหลือเพียง สองขา หนึ่งหัว เหมือนตอนนี้
ที่ต้องการ ความสุข ความเข้าใจ อ้อมกอด เซ็กซ์ ความอบอุ่น โหยหามันจากใครสักคน ที่จะเติมเต็มเรา

ฉันเองก็ต้องการมัน....เช่นเดียวกัน
แต่ก็ไม่มีใครให้มันกับฉันได้ ไม่รู้ทำไม

อ้อมกอดของชายหนุ่มทุกคนบนโลกที่ฉันสัมผัส มันช่างว่างเปล่า
ความเข้าใจที่เขามอบให้ มันช่างไร้ค่า
เซ็กซ์ที่เขากระทำชำเลาฉัน มันช่างทรมาน...

มันไม่มีคำตอบ และความเข้าใจอันใดจะมาอธิบายได้
ฉันเพียงได้แต่ยอมรับ และหาทางระบายมันออกมา

การหาความสุข ความอบอุ่น การโลดโผน
เฉกเช่นที่ฉันกำลังทำมันในตอนนี้

ฉันอยู่ที่หน้ากระจกบานใหญ่ หยิบชุดก้อนกรวดดวงดาวนั้นมาสวมใส่อีกครั้ง
มืออีกข้างกำแท่งลิปสติกสีดำ หยิบขึ้นมา ละเลงมันที่ปาก
ฉันละเลงมันอย่างไหลลื่น เหมือนมันเป็นอวัยวะ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
ฉันสะใจ และมันส์ ในการละเลง มันรอบๆปาก
ก่อนที่ฉันจะจูบมันลงไปที่กระจก

กระจกสะท้อนตัวตน ใบหน้าของฉัน ให้เห็น
นิ้วมือของฉันละเลียดละไล สอดเข้าไปภายในชุดของฉัน
นิ้วกลางของฉัน ลูบไล้ไปที่เม็ดถัน มันทำให้ฉันเสียวส่านอย่างทนไม่ไหว
ลิปสติกสีดำ ยังเละเปื้อนไปทั่วกระจก จากการเลีย ในขณะที่ฉันจ้องเห็นฉันอีกคนในฝั่งฝากกระจก

หากฉันมี ตัวฉัน อีกคน ตัวฉันที่สูญหายไป ตัวตน ของฉันนั้น
มันคงเป็นความสุขไม่น้อย มันคงจะเป็น นิพพานแห่งรัก

อา โอวว นิ้วมือของมือข้างหนึ่งของฉันสอดใส่ลงไปในอวัยวะเพศ
ส่วนมืออีกข้าง ฉันใช้ฟันกัดไปที่เล็บนิ้วไล่เลี่ยไปทีละนิ้ว

อา โอว มันช่างเป็นความอบอุ่น ความเข้าใจ การปลดปล่อย
ที่ไม่สามารถหาอะไรมาแทนที่ได้
*
*
 ฉันตื่นขึ้นจากการหลับใหล ฉันเผลอหลับลงหน้ากระจกกรอบสีทองบานใหญ่
ที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยลิปสติกสีดำ นี่คงเป็นเวลาสายๆ
แสงอาทิตย์ทอเข้ามาเบื้องหลังผ้าม่านสีเทา
ฉันค่อยๆลุกขึ้น ทันใดนั้นฉันก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น
เบื้องหน้าของฉัน ความแปลกประหลาด เหนือสิ่งอื่นใด
เหนือละคร
SURREAL ทุกเรื่องที่ฉันเคยเล่น

รูปภาพ บนเส้นกราฟที่ว่างเปล่า กลับมีรูปภาพที่ขาดหายแทนที่..มันถูกเติมเต็มทุกเส้นบนผนังห้อง
นี่มันคืออะไร ฉันเอามือจับ และกอดตัวเอง ความรู้สึกเป็นฉันยังคงเป็นเช่นเดิม
เหว้าแหว่ง ว่างเปล่า....
ฉันเพ่งพิจารณา ดูไปที่รูปภาพเหล่านั้น รูปภาพบนเส้นกราฟที่เคยว่างเปล่า
มันมีรูปฉันใส่เสื้อสีขาว มีลูกไม้สีน้ำตาลร้อยอยู่ที่แขนเสื้อ และปก
เธอนั่ง เธอยืน ไปตามอิริยาบถ แต่ฉากหลังนั้นว่างเปล่า หากไม่งั้นก็ขาดแหว่ง
เฉกเช่น ดวงตาที่เหม่อลอย ไร้ซึ่งอารมณ์ของเธอ

ก่อนที่ฉันจะทันทำอะไร บนเตียง บนเตียงของฉัน
ร่างกายของฉัน....ร่างกายของฉัน
ถ้าให้ถูกก็คือ ร่างกายของฉันอีกคน เธอใส่เสื้อร้อยลูกไม้เหมือนในภาพที่ฉันเพ่งมองตะกี้
เรือนร่างที่อยู่ตรงหน้าฉัน มันแทบไม่เหมือนฉันในตอนนี้
มันไม่ใช่แตกต่างในรูปลักษณ์ภายนอก แต่ในความรู้สึกของฉัน
เธอช่างบริสุทธิ์ ผุดผ่อง เต็มไปด้วยสีขาว....
หรือนี่ คือตัวตนที่ขาดหายไปของฉัน ตัวตนที่ฉันควรจะเป็น ?
ฉันเพ่งจ้อง มันช่างน่าอัศจรรย์ สวยงามเหลือเกิน ความบริสุทธิ์นี้
ฉันเอามือลูบ ไล่เลี่ย ไปที่ต้นแขนของเธอ..

ฉันอยาก ฉันต้องการ

แต่ไม่ ไม่ ฉันจะไม่ทำอย่างนั้น
ฉันจะไม่ทำให้ตัวตนที่ฉัน ควรจะเป็น หรืออะไรก็ตาม
แปดเปื้อน

ก่อนที่เธอจะค่อยๆลืมตาขึ้นมา เธอจ้องมองฉัน แต่ไร้ซึ่งอารมณ์

"สวัสดี" ฉันกล่าว
"สวัสดีคะ" เธอตอบฉันกลับมา

หลังจากนั้นฉันก็ได้แนะนำตัว พูดคุยกับเธอ
ถามไถ่ชื่อเธอ แต่เหมือนเธอไม่เหลือความทรงจำอันใดอยู่ในร่าง
ฉันได้แต่พูดและพยายามโน้มน้าวเธอ

"ทำไมรูปร่างหน้าตาของฉัน และเธอถึงได้เหมือนกันเช่นนี้"
ฉันพยายามบอกเธอ หวังจะให้เธอเห็นด้วย และรู้ว่า เธอก็คือฉัน

"ไม่เห็นเหมือนเลย"
แต่นี่คือสิ่งที่เธอตอบกลับมา อย่างฉับพลัน เหมือนมันมาจากสัญชาตญาณ

นั้นคือจุดเริ่มต้น และการสนทนาที่วกไปวนมาทุกวัน ตั้งแต่ที่ฉันเจอเธอ

และทุกครั้งที่มีละครเวที ฉันจะให้เธอนั่งแถวหน้าสุดตรงกลางทุกครั้ง
เธอจะใส่ชุดสีขาว มีลูกไม้ และตาของเธอจะถูกพันธนาการด้วยผ้าปิดตาทุกครั้ง

ฉันไม่อยากให้เธอแปดเปื้อนเหมือนฉัน
ฉันไม่อยากให้ตัวตนของฉัน เป็นเหมือน ตัวฉัน

ฉันไม่อยากให้เธอเห็น ไม่อยากให้เธอดู รับรู้ในสิ่งที่ฉันแสดง
แต่ฉันอยากให้เธออยู่ข้างๆ อยู่ใกล้ๆฉัน...

มันเป็นเช่นนี้ตลอดสองอาทิตย์ ผู้คนในโรงละครต่างรู้จักเธอ
เอ็นดูเธอ เหมือนที่พวกเขา เกรงกลัว ฉัน
ทุกสิ่งทุกอย่างฉันช่างมีความสุขเหลือเกิน
ยามมีเธอ ยามมีความบริสุทธิ์ของเธอ
ยามที่ตัวฉัน ใกล้  ฉัน
*
*
 "เป็นยังไง ชุดที่ฉันใส่สวย และเหมาะกับฉันมั้ย"
ฉันเอ่ยถาม ขณะที่หมุนตัวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่กรอบทอง
ที่บัดนี้ตัวกระจกบริสุทธิ์ ไร้คราบ ความสกปรกของลิปสติกใดๆ


"ไม่เห็นเหมาะเลย ถ้าฉันได้ใส่มัน ฉันมั่นใจว่ามันคงเหมาะกับฉัน มากกว่าเธอ"
เธอเอ่ยออกมา สายตาของเธอยังเลื่อนลอย

ร่างของฉันอยู่ในชุดนางแมวป่า ลายที่เหมือนเสือ แต่เล็กเหมือนลายของแมว
ที่หัวของฉันมีสองหูโผล่ขึ้นมา แก้มข้างหนึ่งมีรอยสักรูปรอยตีนแมวเล็กสีแดง
ก้นมีหางลายเสือยาวโค้งออกมา ดวงตาสีแดงจากคอนแทคเลนส์
เล็บมือของฉันประดับด้วยเพรชแท้เม็ดละเอียดนับไม่ถ้วนรวมกัน มันแหลมคม และสวยงาม


"ฉันจะแสดงละครเวทีเรื่องใหม่ในคืนนี้ เธออยากดูที่ฉันแสดงหรือเปล่า"
"ฉันเฉยๆ ฉันอยากแสดงให้เธอดูมากกว่า"

ฉันได้แต่ยิ้ม และหัวเราะกริ่มๆให้กับเธอ

และแน่นอน ฉันจะไม่ให้เธอดูหรอก
เธอจะไม่มีวันได้ดู ได้เห็น หรือได้สัมผัสกับมัน

*
*
ละครเวทีในคืนนั้น ฉันเล่นคู่กับคนที่รูปร่างคล้ายฉันที่ทางคณะไปค้นหามาให้
หลังจากรอบแรกนั้นจบลง ฉันก็ขอบคุณทีมงามทุกคน
คนดูชอบละครเรื่องนี้มากต่างตะโกนบอกว่า
มันคือละครเวทีที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ฉันเคยแสดงมา


มันอาจเพราะ ฉันได้ถูกเติมเต็ม มันเป็นความรู้สึกอันพิลึกอันแสนปกติ
ในระหว่างที่ฉันเล่นละครเรื่องนี้

คืนนั้น ฉันตรงเดินไปห้องของฉัน จูงมือเธอที่ยังคงถูกปิดตาอยู่
เดินตามไปด้วย ฉันเปิดประตู เรานั่งลงที่หัวเตียง
ชุดแมวป่าของฉัน ยังไม่ได้เปลี่ยน ฉันตื่นเต้น เหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะถอดเปลี่ยนมัน
ฉันหอมแก้มข้างซ้ายของเธอ

ก่อนที่จะลงนอนพร้อมกับกอดร่างของเธอไว้แน่น

มันอบอุ่นเฉกเช่นทุกวันที่ได้สัมผัส
ฉันคงเสพติดมันแทนความเจ็บปวดเสียแล้ว
ก่อนที่ฉันจะหลับตา
และพลอยหลับไป
*
*
ครืน ครืน ....ลมพัดต้องที่หน้าของฉัน
ฉันลืมตาตื่นขึ้น นิ้วสัมผัสถึงพื้นอันหยาบกระด้างแต่ทว่ากลับละเอียดยิ่ง
ฉันกำลังนอนตะแคงซ้ายอยู่ท่ามกลางทราย ทรายบนยอดเขาอันสูงใหญ่

ฉันตกใจ นี่มันอะไรกัน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
การแต่งตัวของฉันยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ชุดแมวป่า
หูของฉัน เล็บเพรชยังคงต้องแสงเผยให้เห็นประกายแวววาว


กึกๆ....เสียงดังจากทางลาดไปเบื้องล่างของยอดเขา
เสียงใครกัน....หรือว่า ตัวฉัน
ฉันค่อยๆลุกขึ้น วิวทิวทัศน์รอบๆช่างสวยงามกว้างใหญ่
ต้นไม้ นานาพันธุ์  ของป่า ร่มรื่น เหมือนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

สายลมพัดแรงกว่าที่เคยได้สัมผัส
อากาศความสดชื่น ที่หาไม่ได้อีกแล้ว


กึกๆ เสียงจากเบื้องล่าง เข้ามาขัดขวาง รบกวน
 ทำให้ฉันตื่นจากภวังค์ความสวยงามจากธรรมชาติ

ฉันเดินไปจนถึงทางลงยอดเขา มองลงไปเบื้องล่าง

ตัวฉัน ตัวฉันมากมาย อยู่เบื้องล่าง พวกเธอนอนเกลือกกลิ้งบ้าง เดินบ้าง นั่งบ้าง
และพวกเธอล้วนใส่ชุดที่ฉันเคยสวมใส่ในการเล่นละครเวที

นี่มันอะไรกัน ฉันตกใจจากภาพที่เห็น แต่ความรู้สึกอยากวิ่งเข้าไปหา
แล้วไถ่ถามพวกเธอนั้น ไม่บังเกิดขึ้นเลย
จวบจนฉันเห็น เธอ เธอผู้ใส่ชุดสีขาว เธอกำลังเดินตรงไปข้างหน้าห่างไกลจากฉัน
กำลังเดินเข้าไปในป่า พงไพร มันทำให้ฉันตะโกน

"รอฉันก่อน อย่าพึ่งเดินไป"

แต่เธอไม่หยุด เธอเดินไปข้างหน้าต่อไป ไม่หันกลับมาสักวินาที

ฉันได้แต่รีบวิ่งลงไป และไล่ตามเธอ
ฉันวิ่งเข้าไปในป่าที่เธอวิ่งเข้าไปหลังจากที่เธอเข้าไปกว่ายี่สิบนาที

แม้แต่ในป่าทุกอย่างก็ยังเขียวขจี มีดอกไม้นานาพันธุ์สวยงาม
ฉันเดินลัดเลาะไปตามป่าไปเรื่อยๆแมลงต่างๆบินว่อนเผยกลิ่น ฟีโรโมน

ความสวยงามของมัน ทำให้ความใจร้อน ไขว่คว้าเจอเธอได้ลดลง
แต่แล้วเบื้องหน้าฉัน ผนังด้านหลัง สิ่งก่อสร้างที่ฉันคุ้นเคย...

โรงละครของฉัน

โรงละครมันมาอยู่ในป่าดงดิบ ท่ามกลางหุบเขาได้อย่างไร
แต่ความสงสัยทั้งหมดก็ ถูกดับลงด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค

"ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย
แต่ฉันก็ยังเป็นตัวของฉัน
อา อา อา...."

ฉันตรงเข้าไป วิ่งเข้าไปหน้าโรงละคร

-ม่านค่อยๆเปิดกว้างจนสุด-

เห็นเธอ เธอคนนั้น ฉันอีกคน เธอพันผ้าปิดตาเฉกเช่นทุกที...
เหมือนในยามดูละครของฉัน


"เธอ เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน"

"ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย
แต่ฉันก็ยังเป็นตัวของฉัน
อา อา อา...."

เธอไม่ตอบคำถามฉัน แต่ยังคงพูดประโยคซ้ำๆต่อไป

"ฉันวิ่งตามหาเธอ ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ไหน
ฉันต้องการเธอนะ"  ฉันพูดตะโกนใส่เธอ

"เธอตามหาฉันทำไม...."
เป็นครั้งแรก เธอพูดตอบกลับมา

"เพราะฉันต้องการเธอ"

"เธอตามหาฉันทำไม"

"เพราะ....เธอคือสิ่งที่ฉันขาดหายไป"

"เธอตามหาฉันทำไม"

ไม่ว่าฉันจะพูดคำไหน ใส่อารมณ์เพียงใด แต่เธอก็ยังตอบกลับมาเพียง

เธอตามหาฉันทำไม

จนฉันทนไม่ไหว ฉันกระโดดขึ้นไปที่ตัวพื้นที่แสดงละครเวที
แต่แล้ว


-ม่านปิดลงอย่างรวดเร็ว-

ทุกอย่างอยู่ในความมืดสลัว

ตึง ตึง ตึง....


ฉากทั้งหลายได้ถูกเปลี่ยนไป ทุกอย่างหล่นลง พลิกผัน อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ฉันอยู่ในที่คับแคบ เหมือนห้องใต้หลังคาเล็กๆมีแสงไฟสีฟ้าสลัวๆพอให้เห็น
รอบด้านถูกปิดกั้นไปด้วยแผ่นเหมือนพลาสติก หรือกระจกใส
มีม่านสีเทาพันห้อยระย้า เบื้องหลังกระจกใสด้านข้างกาย
มีพลุสีเหลืองส้ม กระจาย สวยงาม ท่ามกลางป่าพงไพร อยู่เบื้องหลัง

แต่ตรงหน้าฉัน มีกระจกใสเช่นเดียวกัน
มันกั้นฉัน กับอีกห้องที่เหมือนห้องของฉันทุกประการ
เบื้องหน้า มีเธอ เธอ ตัวฉัน
เธอยังคงพันผ้าปิดตา ใส่ชุดสีขาว
ก่อนที่เธอจะคืบคลานเข้ามาตรงหน้ากระจกใสที่กั้นระหว่างเรา

ท่าของเธอช่างเหมือนท่าคลานของนางแมวป่า ที่ฉันได้แสดง

เธอมาอยู่ข้างหน้าชิดกับกระจก
มีเพียงกระจกใสที่กั้นระหว่างเราสองคน
ฉันพยายามทุบ ทำลายมัน สุดแรงแต่ก็ไร้ค่า
ก่อนที่เธอจะบอกกับฉันเพียงสั้นๆว่า

"เธอช่วยแสดงตัวของฉันทีได้ไหม"

ตัวของฉัน ตัวของฉัน
อย่างงั้นเหรอ

"ฉันก็คือเธอ เธอก็คือฉัน ฉันจะแสดงอะไรให้เธอ
ในเมื่อ ที่เธอเป็นก็คือฉันที่สุด"  ฉันพูดตอบกลับไป

"เธอช่วยแสดงตัวของฉันทีได้ไหม"

ตัวของฉันที

ตัวของฉัน

เธอไม่หยุดพูดประโยคซ้ำๆ

ตัวของฉัน

มันทำให้ฉันปวดหัว แต่ทว่าพร่ำเพ้อ ล่องลอยไปกับประโยคซ้ำๆอย่างหน้าประหลาด
เธอพูดไปมือสองข้างวางอยู่บริเวณหน้าอก

ฉันจะทนไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหว

แล้ว

"เปิดผ้าพันตาของเธอออกมาสิ"  ฉันพูดออกไป

ก่อนที่เธอจะค่อยๆหยุดประโยคซ้ำๆนั้น แล้วบรรจงเอาผ้าปิดตาออก
เธอค่อยๆเผยดวงตาที่หลบซ่อน

วินาทีนี้

ตาของเธอเป็นสีแดงฉาน

แดงฉาน

ทว่า ความรู้สึกฉันยังบ่งบอก  บริสุทธิ์

ฉันตรงเข้าไป เอาลิ้นเลียละเลง กระจกอย่างรวดเร็ว

ละเลงปาก เธอก็ทำเช่นเดียวกับฉัน
มือของเราข้างหนึ่งไซ้ไปยังหน้าอก อีกข้างวาง เรียก โหยหา อยู่ที่กระจก
เล็บของนางแมวป่าที่ฉันสวมใส่ ไม่อาจทำให้ฉันเกิดบาดแผลรึความเจ็บปวดได้
มันช่างทู่ เหลือเกินในเวลานี้

เราโหยหา เราซุกไซ้ตัวตนของเรา ผ่านหน้ากระจกใส นั้น
อ่า อา มันช่างเป็นความสุขเหลือเกิน

แต่มันจะทำให้เธอแปดเปื้อนนะ
มันจะทำให้เธอแปดเปื้อน

ช่างมันปะไร...

ฉันทำมันต่อไป เริ่มกัดเล็บของตน กัด เลีย เล้าโลมมันไปเรื่อยๆ
ก่อนที่จะกัดลงไปที่นิ้วก้อย เลือดสีแดงหลั่งไหลออกมา
พร้อมความเจ็บปวดไหลเวียนไปทั่วร่าง

มันผละฉันออกมาจากภวังค์
หูของฉันอื้ออึง สายตาของฉันถูกบดบังไปด้วยหมอกควัน

รู้สึกอีกที
ฉันก็เห็นเธอ ร่างบริสุทธิ์ของฉันยิ้มอยู่เบื้องหน้า

ก่อนที่ทุกอย่างจะจางหายไป

*
*
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมา
รอบตัวของฉันทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม
แต่ข้างกายฉัน

มันกลับไม่มีเธอนอนอยู่เคียงข้าง...

นี่มันอะไรกัน ฉันตะโกนเรียกหาเธอ แต่ไม่ได้ผละประตูออกจากห้อง
ฉันเรียกเธอ อยู่ห้าถึงหกครั้ง ก่อนที่จะนั่งลงที่หัวเตียง
และนิ่งเงียบ

ฉันยังอยากเจอเธอ ฉันยังต้องการเธอเป็นที่สุด
แต่ตอนนี้ฉันยังนั่งเฉย
ฉันยังอยากมีเธอ อยากโอบกอดเธอไว้
แต่ฉันไม่ก็อยากออกตามหาเธอ


ฉันไม่เข้าใจ  ... นี่มันอะไรกัน

ฉันนั่งอยู่นานเกือบสิบนาที
ตอนนี้ฉันแน่ใจแล้วว่าร่างกายฉันมันอยาก และกระสันจะออกวิ่งเรียกหาเธอเหลือเกิน
แต่จิตใจฉันกลับเงียบสงบ...มันถ่วงร่างกายของฉันเอาไว้

"คุณหัวหน้าคะ ได้เวลาแสดงละครเวทีปฐมฤกษ์  
ที่เราเตรียมตัวมานานแสนนานแล้วค่ะ
ชุดแมวป่าของคุณ เรียบร้อยไหมคะ

การแสดงจะเริ่มในสิบนาทีแล้วนะคะ รีบออกมา
และเดินไปที่หลังเวทีเร็วเข้าค่ะ"

ก่อนที่ฉันจะลุกขึ้น ค่อยๆก้าวเดินออกไป

ฉันอาจจะฝันไป แต่สิ่งเดียวที่ฉันเชื่อเสมอคือ
เรื่องทั้งหมดที่ฉันเจอนั้นมีอยู่จริง ฉันเชื่อว่าเธอมีตัวตน
และฉันได้เจอตัวของเธอ ฉันยังสัมผัสถึงความรู้สึกที่ได้เจอเธอ
ฉันยังจดจำมันได้


มันจะเป็นความฝัน หรือความจริง
จะเป็น ฉัน หรือ เธอ
จะเปลือก หรือ แก่น

จะแท้ หรือ จอมปลอม

ฉันมิอาจล่วงรู้ และตัดสิน
มีเพียงความเชื่อมั่นในตอนนี้


พร้อมกับที่ฉันก้าวไปเรื่อยๆถึงก้าวสุดท้ายซึ่งชิดขอบประตู

-ม่านถูกเปิดออก-

แสงสว่าง และเสียงปรบมือ ดังสนั่นจนก้องหู

 --------------------------------------------------

ขอบคุณสำหรับคอมเม้น การแสดงความคิดเห็น ตลอดจนการวิจารณ์ต่อเรื่องสั้นครับ
สุดท้ายเตรียมพบกับ P เร็วๆนี้ครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แนวการเขียนเปลี่ยนไปเยอะ แปลกตา แต่ก็มีกลิ่นไอเก่าๆของคุณชิส์ก๊ากอยู่จางๆพอให้รำลึกถึง ...โดยรวมแล้วออกมาแล้วได้คำว่า ชอบ ล่ะฮับ ถึงจะยาวมาก แต่สวยงามล่องลอยคล้ายฝัน อ่านแล้วคล้อยตามจนเผลออ่านรวดเดียวจบแน่ะฮับ

#1 By DDP on 2008-12-15 17:55

อ่านแล้วนะ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีสติจะกลั่นกรองคอมเมนต์ (คนอยู่ทั้งบ้าน นั่งกินข้าวอยู่ข้างหลัง ห่างไปหนึ่งฝ่ามือ... ทีวีเปิดหนังจีนอยู่ข้างๆจอคอม...)

ไว้ดึกๆ จะมาเมนต์อีกที

แต่ว่า มันช่างอ่านแล้วระทึกใจ!!!

#2 By LUMiN on 2008-12-15 18:57

พึ่งตามอ่านจาก entry ฝึกวิชาเลยยังจับแนวไม่ได้ แต่ท่าทางจะยังไม่ชินกับการใช้คำบางคำ โดยเฉพาะที่ใกล้ๆเรทopen-mounthed smile เปิดดูอันเก่าๆที่ใช้คำพูดตามสบายแล้วเนียนกว่านะ
จะรออ่านอันต่อไปsurprised smile

#3 By talalan on 2008-12-15 19:07

ตุลมีพัฒนาการมากขึ้น คือไปพ้นจากเรื่องส่วนตัวมากๆ แต่ก่อนดูจะหยิบจับเรื่องของตัวเองมาเขียนจนไม่กั๊กไม่เกลาเท่าไหร่ คิดยังไงก็เขียนอย่างงั้น จะว่าสดก็สด แต่มันก็ดิบๆเกินกว่าร่างกายเราจะย่อยได้

แต่มาเรื่องนี้รู้สึกได้เลยว่าตุลโตขึ้น ตัวละครจะมีปมปัญหาในชีวิตที่ซับซ็อนในวัยเด็ก เท่าที่อ่านมาตุลพยายามจะแสดงให้เห็นถึงการเก็บกดของตัวละครที่แตกระเบิดออกมาจากพื้นฐานครอบครังที่แตกร้าว สำหรับเรื่องนี้ก็ยังคงประเด็นนี้อยู่(จะเรียกว่าเอกลักษณ์ก็ได้มั้ง)

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นและที่ทำให้แตกต่างจากรื่องก่อนๆก็คือการใส่รายละเอียดข้อเท็จจริงเพิ่มเข้าไป คือเริ่มใช้ข้อมูลเข้ามาแทรกบ้าง แทนที่จะใส่แต่อารมณ์อย่างเดียว

แล้วข้อมูลที่เอามาใส่ ก็ไม่เกินความจำเป็นหรอก เพราะมันเข้ากับเรื่องนี้ได้ มันช่วยตอกย้ำให้ผู้อ่านเห็นคาแรกเตอร์ของตัวได้ชัดขึ้น

แต่คาแรกเตอร์ของตัวละคร ดันถูกเจือจางในเรื่องบทสนทนา เพราะการพูดจาออกมาบางทีมันก็ไม่สมกับนิสัยของตัวละครน่ะ เออ อันนี้ต้องใช้เทคนิกที่น้าชาติสอนแล้วล่ะ
(แต่เข้าใจว่า จะใช้การพูดจาในเชิงะครเวทีใช่มั้ย เราว่าถ้าลองไปหาบทละครเวทีมาอ่านบทสนทนาเพิ่มก็จะเด็ดไปเลยล่ะ)

ถือว่าเรื่องสั้นเรืองนี้ ตุลไตร่ตรองและปรับแก้มากกว่าเรื่องอื่น เพราะอ่านแล้วไม่รู้สึกร้อนรนตามไปด้วยเท่าไหร่ ฮ่าๆ อ่านสบายๆดี ความสดก็ไม่หายไปไหนหรอก ก็ยังเป็นตัวกอยู่นั่นแหละ

ขอชื่นชมในตัวตุลลี่ น้าชาติและพี่เป้รู้คงภูมิใจในตัวแกนะ

โอ๊ยยพอก่อนนนนะ ฉันก็พล่ามยาววเหมือนกัน
เอาไว้ถามหลังไมค์ละกันน


#4 By จิรัด (58.64.107.150) on 2008-12-15 20:30

ศิลปะแฟนตาซี ถ่ายทอดมาถึง SURREALISM โลกใหม่แห่งมนุษย์ หยุดยั้งทุกขอบเขตจินตนาการ จิตวิญญาณก้าวกระโดดเข้าสู่วังวนแห่งสุนทรียภาพทางจิตใจ ตัวไม่สามารถสัมผัสได้ แต่จิตใจ เข้าถึง

งานบริสุทธิ์จริงๆ รักษาการเขียนแบบนี้ไว้นะยะ
เพราะเรื่องราวมันสวย และอย่าลืม มาแรดกันที่มหาลัยฯ

#5 By Dreanary (124.121.198.63) on 2008-12-15 20:41

ไม่เหมือนงานเดิมๆที่เคยเขียนเลยค่ะเปลี่ยนไปเยอะbig smile

#6 By V@R on 2008-12-15 20:49

ขอติดไว้ก่อนนะคับว่างแระจะมาอ่านนะquestion
Hot! Hot! Hot!

#7 By ทอม on 2008-12-15 22:37

big smileเป็นเรื่องสั้นที่สีสันมากมายเลย
บอกไม่ถูก แต่ก็เปลี่ยนไปอะ
เหมือนลื่นไหล ภาษาสวยขึ้น
อืมม เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องแนวนี้ แต่อ่านแล้วก็ชอบนะ
สู้ๆ นะยะconfused smile

#8 By ๊์Nu (125.24.77.142) on 2008-12-15 23:26

เขียนดีนะ รายละเอียดซับซ้อนดี
แต่พี่พบบางสิ่งซึ่ง มันเป็นเส้นบางๆระหว่าง
เอกลักษณ์ กะ ย่ำกะที่
1.ตัวละครมีปัญหาทางจิตอันเนื่องมาจากปมในวัยเด็ก
แถมปมที่ว่า ก็เรื่องเพศเสียด้วยดิ
2.มีฉากประมาน เซ็กส์ ช่วยตัวเอง เพศ ปะปนอยู่สม่ำเสมอ
นอกนั้นพลอท หรือการดำเนินเรื่อง พี่ว่าแกเก่งอยู่แล้ว

แล้วความกล้าที่จะเขียนเรื่องเพศเรื่องเซ็กส์หนะ
มันทำให้เรื่องที่แกเขียนมีความ"แรง"ต่อความรู้สึก
อย่างคงเส้นคงวาเลย
จะว่าดีมันก็ดีแหละ เพราะมันเป็นสไตล์ของแกนี่หว่า
แต่บริโภคไประยะยาวๆก็ไม่แน่เหมือนกัน
พอเจอหนังสือของคนนี้แต่งก็จะเอ้อ
เซ็กส์ เซอเรียล

เหมือนอ่านของสรจักร ก็จะศพท้ายรถ ใต้เตียงไรงี้
แต่พอเป็นซีรี่ส์ขึ้นมา สังเกตุไหม เล่มหลังๆลงมา
เสียงตอบรับจะแผ่วลง เรื่อยๆ
ข้ามเส้นนั้นไปเว่ย แล้วมันจะเป็นแนวทางเฉพาะของแกเอง
แต่พี่ไม่ได้บอกให้แก เขียนแต่แนวนี้ นะเว้ย
ตราบใดที่ยังไม่ลอง ก็ไม่รู้ใช่ปะ?
มุมอื่น ปมอื่นๆดูบ้าง พอไม่ใช่ก็กลับมา
แต่นั่นแหละ ถ้ามันเค้นก็เอาอะไรที่ถนัดใช่ปะ

แล้วเรื่องนี้พี่รู้สึกว่าเอ็ง เค้น มากเลยใช่มั้ย
ตอนจบเลยไม่อิมแพคกับพี่เท่าไร
หรือพี่ง่วงก็ไม่รู้
sad smile
ขอไปนอนก่อนครับ
แต่ยังไงกลับมาอ่านแน่ๆครับ

#10 By wasin on 2008-12-16 01:54

แนวการเขียนเปลี่ยนไปเยอะเลย ...
ไม่ได้เน้นความรู้สึกหนักๆเยอะเหมือนเมื่อก่อน
ดูสดใส มีชีวิตขึ้นนะ คือโทนการเขียนไม่ได้หม่น เทา ทะมึนเหมือนเมื่อก่อนละ
อ่านสนุกครับ big smile

#11 By ลิงกับหมู on 2008-12-16 14:04

ก็... จริงๆแล้วไอ้ V=Violence เนี่ย พูดขำๆ ตามความเคยชินของสันดาน sad smile

ตัว "ฉัน" ในเรื่องเนี่ย จะบอกว่าเป็นผู้หญิงก็โอเค แต่จากการอ่าน การใช้คำแล้ว มันยังแข็งๆและกระด้างไปนิด ไม่ค่อยจะผู้หญิงเท่าไหร่ จะว่ากร้านโลกก็ไม่ใช่ คล้าย ๆ กับว่าขาด/สูญเสียความเป็นผู้หญิง มากกว่า แบบ... สูญเสียความมีชีวิตแบบผู้หญิง กลายเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่แค่มีชีวิตอยู่ แต่ไม่มี "จิตวิญญาณ" เหลือแค่สัญชาตญาณในการใช้ชีวิต และหา "สิ่ง" เพื่อประทังชีวิต เลยดู "ดิบ หยาบ กระด้าง" มากกว่าคนทั่วไปซึ่งถูกขัดและปลูกฝังจากสิ่งแวดล้อมปกติ ที่จะ "กดสัญชาตญาณ" และถูกบังคับให้ดำเนินวิถีไปเหมือนคนส่วนมากในสังคมเมือง เป็นผลิตผลอย่าง mass production
(งงมะเนี่ย )

เนื้อหาดูมีมิติดี มีอะไรให้ตีความเยอะ ทั้งเรื่องภูมิหลังของ "ฉัน" และ "เธอในกระจกที่คล้ายฉัน แต่ก็ไม่ใช่ฉัน" ทั้ง "ตัวฉันมากมายในป่า"

ติดใจไอ้ลูกไม้สีน้ำตาลอะ เหอๆๆ

ส่วนคำถามที่โดนถามซ้ำๆว่า "เธอตามหาฉันทำไม" ก็ดูลึกดี เมื่อออกมาตอนท้าย หลังจากที่ปูพื้นมาพร้อมแล้ว เหมาะสมกับการเป็น... อ่า.. ว่าไงดี บทอินโทรก่อนเข้าสู่ไคลแมกซ์?? ประมาณนั้น

แต่รวมๆแล้ว ก็อ่านแล้วระทึกดี (ก๊ากกก) แบบว่าถ้าอ่านก็อยากอ่านจบจบ อยากรู้ว่าจะเป็นไง ไม่เหมือนอย่างบางเรื่องของบางคน(ที่เคยอ่านมา) ที่อ่านแล้วก็เบื่อ ไม่อยากอ่านต่อ ปิดทิ้งมันซะงั้น ถึงจะอ่านได้แค่สองย่อหน้าเองก็ตาม sad smile

#12 By LUMiN on 2008-12-16 20:47

big smile

เป็นก้าวที่สำคัญของพี่ตุลย์ชิมากๆๆๆๆ
หลังจากพี่ไปออกค่ายกับคุณชาติมา

ภายในอักษร ภายในคำแต่ละคำของพี่นั้น
ดูทรงพลัง และมีมนต์ขลังมากขึ้นนะคะ

...แบบ ไม่รู้สิ อ่านแล้ว มันให้ความรู้สึกอินๆ
กรอบๆแกรบๆ แต่ก็นุ่มนวล (เหมือน Butter Cream ในคุกกี้ 77+)

...แถมจบท้ายได้สวยมากๆคะ
คือแบบ...มันเป็นเรื่องแนวข้อคิดชีวิต
สไตล์ชิก๊าก surreal...
(คือ ผสมระหว่างข้อคิด กับสไตล์ของพี่ชิอันเป็นเอกลักษณ์)


เริศมากกกกกกกกกกกกกกกกกคะะะะะะะ
รอคอยติดตาม P ต่อไป 777+

และรอหนังสือเล่ม 2 ของพี่ (ที่ไม่รู้ พี่จะทำอีกเมื่อไร) นะคะ 777+ (ครางนี้ ต้องไปซื้อด้วยตัวเองให้ได้ !!)

#13 By Icia (124.122.245.122) on 2008-12-16 22:15

เซอร์เรียนมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก


ไม่มีที่ไหนอบอุ่นเท่าบ้าน แต่ถ้ามีสิ่งใดที่ทำให้ฉัยอบอุ่น ปลอดภัย นั้นก็คือ บ้าน สำหรับ ฉันเช่นกัน


เราคงไม่เมนท์ยาวน้า เราไม่ได้เป็นแฟนที่อ่านงานชิส์ประจำ ไม่สามารถเปรียบเทียบระหว่าง งานต่องาน ได้

แต่งานนี้ชิสืเต็มตัวไปแล้วกับฉันท์ของเพลงญี่ปุ่น สำนวน รูปแบบบ

หยุดๆๆ อย่าพึ่งคิดว่าเราบอกว่าไม่ดี

ถ้าอุ่นใจจะเขียน เขียนมันไปซะ ทำให้เต็มที่ เขียนไปเรื่อยๆ finding your home ซะ

#14 By น้ำหนึ่ง (161.246.12.83) on 2008-12-17 21:04

ขอบคุณทุกความคิดเห็นนะครับ ดีใจมากเลยคราวนี้เเต่ละความคิดเห็นยาวๆ เเละมีการเเสดงทัศนคติ เหตุผลกัน

ถ้าใครอ่านแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกเอนทีนก็ได้ ผมยินดีรับทุกความคิดเห็นนะครับ

เราเป็นผู้เรียน เเละผู้ให้ตลอดเวลาเสมอครับ
ผมเชื่อแบบนั้นbig smile

#15 By shikak on 2008-12-18 17:08

แวะมาแปะโป้งไว้ก่อน....

วันนี้ สมองบวกตาทำงานหนักมาทั้งวัน


ขออนุญาตแอดนะคะ

เรื่องนี้...น่าติดตาม



big smile

#16 By รักคือ? on 2008-12-23 20:44

ปีใหม่และ มีความสุขมั่กๆนะคะ เทอ wink

#17 By yooney มาเยือน~ on 2008-12-25 21:55

เบียอ่านแล้วงงอะ
สงสัยจะฉลาดไม่พอ T^T

#18 By Aelita~[-X-]~ on 2009-01-04 01:39