YELLOW of life
posted on 26 Mar 2009 18:11 by shikak
YELLOW of life aka Flavor of Life
เคลงงง เคลงงง ครืนนน ครืนนน
เสียงเตียงเลื่อนเหล็ก ผมมั่นใจว่ามันคือ เตียงเลื่อนเหล็ก
เสียงของมันดังขึ้นเป็นระยะๆ มันสะท้อนอืออึงในหัวของผม
พร้อมกับโลกที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไป ข้างหน้า อย่างรวดเร็วผิดปกติ
ผมไม่รู้ว่านอกจากเสียงเหล็กที่ดังก้องกังวานในหัวของผมนี้แล้ว
ยังมีเสียงของสิ่งใด หรือผู้ใดอีก
ผมรู้ตัวแค่ว่าผมนอนอยู่ ไม่สิคงเรียกว่า นอน ไม่ได้
เพราะจุดประสงค์ของผมนั่นไม่ใช่จมลงไปใน นิทรา
ผมเพียง เอนตัวลงนอน อยู่บนฟูกรองที่อยู่บนเตียงเลื่อนเหล็กเคลื่อนที่
สภาพของผมเหมือนคนเมาเหล้าที่เกือบจะขาดซึ่งสติ
แต่ผมไม่เคยดื่ม ไม่เคยสัมผัสมันหรอกนะ
ผมเดาเอาจากละครโทรทัศน์ ที่มักมีตัวละครที่ขาดสติจากมัน
บางทีผมก็อยากลองมันนะ ผมอยากทำอะไรที่ผมไม่เคยทำ
เพราะผมกลัวว่าเวลาของผมจะหมด ผมจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีก
ผมก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกันว่า
มันเป็นความคิดของเด็กอายุสิบสองขวบแบบผม
พ่อกับแม่เคยบอกผมว่า
ตอนท่านสิบสองขวบท่านไม่เห็นคิดเรื่องอะไรแบบนี้เลย
ท่านเพียง เล่น และ สนุก กับมันไปวันๆ แต่สำหรับผมไม่รู้สิ
บางทีผมก็อาจจะแค่อยากซึมซับความสุข และประสบการณ์บนโลก
ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ละมั้ง โดยเฉพาะความสุขกับคนที่ผมรัก
ครอบครัวของผม
ครอบครัว
ผมชอบคำๆนี้นะ
สำหรับผมมันเป็นคำที่แสดงถึงความผูกพันของคนที่แตกต่างกัน
ตัวผมไม่ค่อยเชื่อในเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือด
แต่เชื่อในความรู้สึก เชื่อว่าสำหรับคนที่เกิดมาแล้ว
ชะตาหรือฟ้าลิขิตจะต้องมาผูกพันอาศัย กินข้าวโถเดียว
เป็นครอบครัวเดียวกันนั้น
เบื้องบนก็คงจะกำหนดมาให้มีสายใยบางๆผูกนิ้วก้อยของพวกเราไว้เกี่ยวโยงกันไปมาซึ่งกันและกัน
เป็นเครื่องหมาย เป็นตัวแสดง กันลืม กันพลาด
ที่สำคัญมันผูกมัดเราไว้ซึ่งความรู้สึก และความรักที่จะมีต่อกัน
….
ก่อนที่จะส่งพวกเราเพื่อให้เราเกิดมาเป็นมุนษย์ ทีละรุ่น ทีละคน
ตามลำดับ
นิ้วก้อยมันจึงเป็นความหมายของคำว่า ดีกันนะ! ไงล่ะ
จำไว้นะ ‘เจ้าชินน้อย’
เหมือนกับประโยคที่ผมเคยได้ยินจากใครสักคน
หากเรารักใคร รู้สึกกับใครได้ดั่งครอบครัวเรา นั้นแปลว่าเราหวังดีและผูกพันกับเขาจริงๆจากใจ
ผมก็พยายามอยู่นะ ผมเรียนรู้ ถูกฟูมฟักมาจากครอบครัวที่แสนอบอุ่น
ผมยังอยากเก็บเกี่ยวมันให้มากกว่านี้ หากผมมีเวลา
ผมอยากจะถูกฟูมฟัก และฟูมฟักลูกๆหลานๆของผมต่อไปเรื่อยๆ
จนชีวิตผมจะหาไม่ ไม่สิ ผมอยากจะทำมันตลอดไป….
เนอะ ‘เจ้าชินน้อย’
มือสองข้างของผมถึงแม้จะไม่มีแรงขยับเขยื้อนใดๆ
แต่ยังคงจับบางสิ่งบางอย่างไว้แน่น
จากสายตาอันพร่ามัวของผมยังคงเห็นมันวับแวมๆอยู่ตามระดับสายตาที่จะมองมันได้
ขนสีเหลือง ปากสีส้ม ตุ๊กตาลูกเจี๊ยบตัวน้อยของผม
เจ้าชินน้อย
*
*
*
ฟูว….. ฟาวววว
มีอะไรบางอย่างปะทะหน้าของผม
สัมผัสถึงความเย็น และบอบบาง
ผมรู้สึกอีกอย่าง ผมรู้สึกว่า
ผมไม่ได้สัมผัสมันมานานมาก… ถึงนานที่สุด
ผมพยายามจะลืมตา แต่แสงเบื้องหน้ามันสว่างเหลือเกิน
สว่างจ้า… ผมค่อยๆฝืนลืมมันขึ้น เหมือนเด็กสองขวบที่กำลังจะหัดเดิน
ทีละนิด ทีละหน่อย ใช่แล้ว แบบนั้นแหละ
ฟูวววว ฟาวววว
สิ่งที่บอบบางที่ผมสัมผัสได้นั่น ไม่สิ ต้องบอกว่า
ที่มันเคลื่อนที่มาสัมผัสผมต่างหาก
ผมรู้แล้วละว่ามันคืออะไร
รู้พร้อมๆกับดวงตาที่เบิกกว้างรับภาพที่เห็นได้ตรงหน้า
เบื้องหน้า ตรงหน้า ของผม คือหน้าต่างที่เปิดอ้า
ผมเอนตัวอยู่บนเตียง รู้สึกเมื่อยตัว พอๆกับรำคาญสายระโยงระยางข้างๆตัวผม
นี่มันอะไรกัน ผมหลับไปนานเท่าไรกันนะ
แดดข้างนอกสว่างจ้า จ้ามาก
และยิ่งจ้าสำหรับคนที่หลับไปแล้วพึ่งตื่นขึ้นมา
ตึงเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น
“คุณตื่นแล้วเหรอคะ คุณ….” เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากอีกด้าน
ด้านของประตู
ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามา คว้าโทรศัพท์
ที่ตั้งอยู่ข้างขวาเตียงของผมอย่างรวดเร็ว
“คุณหมอคะ ผู้ป่วยตื่นแล้วคะ ในที่สุดวันนี้มันก็มาถึงค่ะ คุณหมอคะ”
นางพยาบาลหน้าตาจิ้มลิ้ม คนหนึ่งยิ้มออกมาอย่างเบิกบาน
พลางพูดคุยผ่านสายโทรศัพท์
“เดี๋ยวดิฉันมานะคะ ขอโทรไปแจ้งทาง ครอบครัว ของคุณก่อน สำหรับข่าวดี
อาจจะดีที่สุดสำหรับชีวิตพวกเขา”
ก่อนที่นางพยาบาลจะเดินออกไปจากห้อง
แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมาก็ปรากฏร่างชายมีอายุคนหนึ่งใส่เสื้อกราวเข้ามาแทน
เขาเดินเข้ามาหาผม
ก่อนที่เขาจะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆเตียง
“เป็นอย่างไรบ้างเด็กน้อย ไม่สิ ตอนนี้ต้องเป็น หนุ่มน้อย
ต่างหากสินะ”
“คุณหมอ หมายถึงอะไรเป็นอะไร เหรอครับ” ผมตอบกลับไปอย่างงงๆ
“ก็เป็นอย่างไรบ้างกับการตื่นขึ้นมา หลังจากหลับไป แปดปี อย่างไรละ”
“หา” ผมอุทานด้วยความตกใจจากคำพูดของเขา
“ไม่ต้องตกใจหรอก ตอนแรกหมอก็อยากจะค่อยๆบอกคุณ แต่คิดไปคิดมา
มันเป็นข่าวดีสำหรับคุณ รวมถึงครอบครัวของคุณ
หมอเลยบอกคุณตอนนี้ไปเลยดีกว่า จริงมั้ย”
เขาพูดพร้อมกับขยิบตาให้กับผม เบิ่งให้เห็นรอยเหี่ยวย่นแห่งวัยชรารอบขอบตา
“ผมหลับไปได้อย่างไร นี่มันปี พศ อะไรแล้วครับคุณหมอ”
“ก็เราเป็นเจ้าชายนิทราน่ะสิ ปีนี้ปี 2552 แล้ว
ตอนเราเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น
เราหลับไปตั้งแต่ พศ 2544 ไม่ต้องตกใจนะ พ่อหนุ่มเดี๋ยวครอบครัวที่เรารัก
ก็กำลังเดินทางมาหาแล้ว
แล้วก็คงได้กลับไปอยู่บ้านในไม่กี่วันนี่แหละ
เอานี่ เอาเจ้าตัวนี้ไปกอดรอก่อน “
คุณหมอพูดพร้อมกับเอามือคว้าอะไรบางอย่างในถุงใกล้ๆเตียงของผม
มันคือตุ๊กตา ลูกเจี๊ยบตัวเล็กสีเหลืองสดใส
“ตุ๊กตาตัวนี้คงมีความหมายกับคุณนะ หมอยังจำได้เลย
คุณจับกำมันไว้แน่น
ก่อนที่คุณจะหลับไป ว่าแต่ใครเป็นคนซื้อให้ละ”
“พ่อของผม ไม่สิ ‘ครอบครัว’ ของผมครับ”
“หา แล้วยังพอจำได้มั้ยว่าครอบครัวของเรามีใครบ้าง”
“พ่อ แม่ และพี่ชาย รวมถึงผมครับ”
“เก่งมาก แบบนี้สมองคงไม่ได้รับการกระทบกระเทือนสินะ
แต่ยังไงก็คงต้องตรวจอย่างละเอียดหลังจากนี้”
“งั้นหมอขอตัวไปตรวจคนไข้อีกห้องก่อนนะ เดี๋ยวหมอจะแวะมาหาใหม่”
คุณหมอพูดพร้อมๆกับลุกขึ้น และเดินจากไป
นี่ผมหลับไปแปดปีเลยหรือนี่
แล้วต่อจากนี้ผมจะทำอย่างไรต่อไป ตอนนี้นั่งนับดูผมก็อายุยี่สิบแล้ว
บรรลุนิติภาวะ แต่เรียนจบแค่ป.6 ผมจะทำอย่างไรดี
ไม่สิ เราจะมานั่งคิดมากทำไม เดี๋ยวครอบครัวเรากำลังจะมาหาเราแล้ว
ทุกอย่างต้องดีขึ้นแน่นอน เมื่ออยู่กับคนที่เรารัก
อยู่กับโชคชะตาที่ผูกมัดเราไว้ที่นิ้วก้อยของเรา
อยู่กับ ครอบครัว ของเรา
จริงมั้ย เจ้าชินน้อย…
พ่อเราสามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้อยู่แล้ว
ผมนั่งคิดพลางมองตุ๊กตาลูกเจี๊ยบสีเหลืองเจ้าชินน้อยของผม
แต่สักพักก็มีคนเข้ามา แต่เป็นคนที่ผมไม่คุ้นหน้าสองคน
ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ทั้งสองดูเป็นคนมีอายุสักสี่สิบปลายๆ
“ตื่นแล้วเหรอนิก นี่จำพวกเราได้มั้ย
หลังจากพยาบาลโทรไปแจ้ง เราสองคนรีบเดินทางขับรถมาหาเลยนะ”
ผู้ชายสูงอายุเอ่ยปากถามผม
“หา….พ่อเหรอครับ ทำไมพ่อแก่ลงไป และหน้าเปลี่ยนไปมากขนาดนี้”
“ไม่ใช่ นี่ลุงคิด เองไง เราจำไม่ได้แล้วเหรอ ที่เราเคยเจอกันล่าสุดตอนหลานอายุ
เก้าขวบ
มันคงนานมากแล้วสินะ ไม่แปลกหรอกที่หลานจำไม่ได้”
“แล้วลุงมาหาผมทำไมอะครับ” ผมถามไปด้วยความสงสัย
พลางมองออกไปเฝ้ารอ พ่อ แม่ หรือพี่ชาย
คนใน ครอบครัว ของผม
“ก็ ลุงกับป้า จะมารับหลานไปอยู่ด้วยนับจากนี้ไป”
“หา อะไรนะ ลุงจะมารับ ผม แล้วพ่อ แม่ พี่ชาย ของผมละ”
“เอ่อ….” ลุงเงียบไป
“ผมจะไม่ไปกับลุง ผมจะรอ ครอบครัวของผม มารับผมกลับไป”
“แต่ หลานครอบครัวของลูกพวกเขาแตก / แยกย้ายกันอยู่แล้วนะ
หลานจะไปอยู่กับใครได้”
ป้าพูดขึ้นมา ก่อนที่ลุงจะหันไปมองป้าหน้าเขียว พร้อมส่งสายตาเหมือนจะห้ามปราม
“อะไรนะ มันเกิดอะไรขึ้นไม่จริง ผมไม่เชื่อ ผมจะไปบ้านเดี๋ยวนี้แหละ”
ก่อนที่ผมจะลุกขึ้น แล้วล้มลงไปบนพื้นอย่างรวดเร็ว พร้อมสายน้ำเกลือ
สายต่างๆระโยงระยาง
ผมลืมไปว่าผมไม่ได้ใช้ขาของผมมาถึงแปดปี
มันคงต้องรอเวลาที่จะปรับสภาพ
เหมือนที่ผมค่อยๆลืมตาให้มันปรับตัวเข้ากับแสงแดดภายนอกแบบเมื่อครู่
“หลานอย่าดื้อเลย เอาเป็นว่าหลานลงไปนอนก่อน เดี๋ยวไว้ลุงจะเล่าให้หลานฟัง”
ลุงค่อยๆพยุงตัวของผมขึ้น แล้วจับผมขึ้นบนเตียงอีกครั้ง
“เอาเป็นว่า วันนี้ลุงกับป้าขอกลับก่อน เดี๋ยวไว้หลานออกจากที่นี่เมื่อไหร่ลุงจะมารับ”
ก่อนที่ลุงกับป้าทั้งสองจะเดินจากผมไป
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่นะ ทำไม ครอบครัวของผมถึงไม่มาเยี่ยม
และมารับผมกลับไป ทำไม ทำไมกัน ผมคิดวนไปวนมาในหัว
ตอนนี้ผมแทบอยากเสียสติไปอีกครั้ง
ผมกอดตุ๊กตาลูกเจี๊ยบสีเหลืองไว้แน่น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลเอ่อล้น มันเอ่อล้นออกมาเหมือนเด็กน้อยร้องไห้
*
*
*
หลังจากวันนั้น ผมพยายามไม่คิดมาก พยายามฝึกเดิน
แสกนสมอง และตรวจร่างกายต่างๆ
พร้อมกับเฝ้ารอคนในครอบครัวของผมที่จะมาหา
แต่ก็ไม่มีวี่แววใดๆเลย
แต่ถึงอย่างนั้นลึกๆผมยังคงเชื่อมั่นว่าพวกเขาต้องมา
พวกเขาต้องมาแน่ๆ สายใยความผูกพันที่เกี่ยวเราไว้บนนิ้วก้อย
มันไม่ขาดสะบั้นเอาง่ายๆแบบนี้หรอก ใช่มั้ย เจ้าชินน้อย
ผมพยายามถามถึงครอบครัวของผม แต่คุณหมอก็ไม่สามารถตอบอะไรได้
บอกว่าไม่ได้พบเจอพวกเขามานานแล้ว
มีแต่ลุงกับป้านี่แหละที่เข้ามารับเรื่อง
รับข่าวสารความคืบหน้าอาการของผม
ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรลำพังผมตอนนี้ ก็คงทำอะไรไม่ได้ เอาไว้ผมสามารถเดินได้เหมือนเดิมก่อน
ออกจากที่นี่ได้ก่อน ผมจะต้องกลับไปหาครอบครัวของผมให้ได้ ผมตั้งปฏิภาณเอาไว้อย่างแน่วแน่
ผมพยายามฝึกกายภาพบำบัด กินอาหาร
ทำทุกอย่างให้ตัวเองแข็งแรงได้ให้เร็วที่สุด
แล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่ผม เดินได้ วิ่งได้ สภาพร่างกายพร้อม
พร้อมที่จะกลับบ้าน…
แต่คนที่มารับผมก็ไม่ใช่ใครอื่น ก็คือ
ลุงกับป้าที่เคยมาเยี่ยมผมครั้งนั้นนั่นแหละ
แต่ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ถามถึงพ่อแม่ ลุงกับป้าก็ไม่ยอมบอกผม
พวกเขาบ่ายเบี่ยง บอกไว้ว่าจะเล่าให้ฟังทีหลัง
ให้ผมออกจากโรงพยาบาล กลับบ้านไปกับพวกเขาก่อน ผมจึงยอมทำตาม
เพราะผมไม่มีทางเลือก
แต่ผมมีแผนของผมในหัว
แผนที่จะทำให้ผมได้พบกับครอบครัวของผมอย่างแน่นอน
*
*
*
ผมเดินออกจากห้องโรงพยาบาล คุณหมอและนางพยาบาลมาตรวจอาการของผมเป็นครั้งสุดท้าย
พวกเขาบอกผมแข็งแรงดี เหมือนคนหนุ่มอายุยี่สิบปีปกติทั่วไป
ให้ผมสามารถกลับบ้านได้
ก่อนที่ผมจะเดินออกไปกับป้า และลุง พร้อมกับที่พวกคุณหมอยิ้ม
โบกมือลา
และบอกให้ผมโชคดี กับ ชีวิตใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นหลังจากนี้
ผมค่อยเดินๆไปพร้อมกับป้า และลุง พวกเขาทั้งสองดูใจดีมาก
เขาเล่าว่าเตรียมห้องน่ารักๆ
อาหารอร่อยๆต้อนรับผมไว้ที่บ้านของพวกเขา
พวกเขาไม่มีลูก เนื่องจากป้ามดลูกไม่ดี พวกเขาอยากมีลูกมาก
โดยเฉพาะลูกชาย
ผมไม่ได้สนใจสิ่งที่พวกเขาพูดนัก
ผมเฝ้าแต่คิดแผนที่วางเอาไว้อันจะทำให้ผมกลับไปหาครอบครัว
ครอบครัวที่แท้จริงของผม แต่ก่อนจะทำอะไรนั้นผมก็ได้ขึ้นรถของพวกเขาไป
รถค่อยๆเคลื่อนที่ออกจากโรงพยาบาล ภาพที่เห็นค่อยๆไกลออกไป ออกไป
ระหว่างที่อยู่ในรถป้ากับลุงก็คงยังเล่านู้นเล่านี่พูดคุยกับผมอย่างเอ็นดู
แต่น่าแปลกผมไม่สามารถสัมผัสถึง ความอบอุ่น ใดๆได้เลย
ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่ง จอมปลอม มันไม่ใช่ของจริง
มันไม่ครอบครัวสำหรับผม ไม่ใช่ครอบครัวที่แท้จริงสำหรับผม
รถค่อยๆเคลื่อนจากเซนทรัลลาดพร้าวตรงไปถึงเมเจอร์รัชโยธิน
แล้วความคุ้นเคยของผมก็กลับมา ใช่แล้ว
บ้าน บ้านของครอบครัวที่แท้จริงของผม มันอยู่แถวๆนี้ในละแวกนี้นี่นา
ระหว่างที่รถติดไฟแดง ผมตัดสินใจ เปลี่ยนแผนเปิดประตู
พร้อมวิ่งออกจากรถ
วิ่งอย่างสุดชีวิต ลุงกับป้าผมคงตกใจมาก
ป้าเปิดประตูรถข้างคนขับวิ่งตามผมออกมา
แต่ที่รู้ๆแรงของคนแก่อายุสี่สิบหรือจะไล่ตามแรงของคนหนุ่มอายุยี่สิบทัน
ผมวิ่งตรงไป ตรงไป ละเลี้ยว
วิ่งไล่ไปตามความทรงจำอันเลือนลางทว่าแม่นยำ
ผ่านไปซอยแล้ว ซอยเล่า ก่อนที่ผมจะถึงสถานที่ที่ผมคุ้นเคยเรื่อยๆ
โรงเรียนประถมแถวละแวกบ้านของผม
ที่พ่อกับแม่จะซื้อน้ำแข็งไสมารับผมตอนเย็นเสมอ
พี่ชายที่บางวันมารับผม พร้อมไพ่ และของเล่น
ภาพเหล่านั้นยังตาตรึง และอบอุ่นในใจของผมเสมอมา
ผมวิ่งเลี้ยวเข้าซอยบ้าน ซึ่งตอนนี้ดูเจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
ก่อนที่ผมจะมาหยุดที่บริเวณบ้านของผม
ผมมั่นใจว่าเป็นบ้านของผม
ผมจำตู้โทรศัพท์สีแดงที่ตั้งเยื้องไปทางซ้ายของบ้านได้
ตู้โทรศัพท์สีแดงที่บัดนี้เก่าคร่ำคึก เป็นของที่ไม่มีใครต้องการ หลังจากพบมิตรใหม่อย่างเช่น
โทรศัพท์มือถือ
ตรงหน้าผม
มันคือ บ้าน
หน้าบ้านของผม
ที่บัดนี้มีป้ายเขียนเอาไว้ว่า
“ห้องน้ำสาธารณะ โปรดจ่ายเงินบริจาคสองบาทที่กล่อง หากท่านยังมีจิตสำนึกดี”
มันทำให้ผมตกใจถึงขีดสุด นี่มันอะไรกัน บ้านของผม บ้านเก่า
บ้านที่แท้จริงของผม
ตอนนี้ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ ทำไมกัน มันกลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร
บ้านที่เคยอบอุ่น เป็นที่คุ้มกันภัย เป็นที่ฟูมฟักสำหรับผม
บัดนี้มันกลับกลายเป็น
แหล่งถ่ายสิ่งปฏิกูลอันแสนโสโครกของเหล่ามนุษย์
มันไม่จริง ใช่มั้ย มันไม่จริง
ผมค่อยๆก้าวเดินขึ้นไปเข้าไปในห้องน้ำชาย น้ำตาไหลล้นอย่างไม่หยุด
ทว่าน้ำตาน่ะหรอจะเจ็บเท่ากับ หัวใจที่แตกสลายเต็มไปด้วยรอยเปื้อนดำ
ที่เหมือนกับพื้นห้องน้ำสาธารณะโสโครกในตอนนี้
ผมทรุดตัวลงไป นั่งบนพื้น มันยังคงมีความชื้น
และกลิ่นเหม็นอันแสนสกปรก
แต่ผมลงไป ผมนอนลงไปคลุกกับมัน คลุกกับบ้านของผม คลุกกับน้ำดำ
ที่เปรียบเสมือนกลิ่นไอในอดีตอันแสนหอมหวาน
น้ำตาของผมยังคงไหลล้น ปากพึมพำ แต่คำว่า
“บ้าน”
ระหว่างที่ผมร้องไห้ พร่ำเพ้อนั้น
มีเสียงดนตรีจากระแวกแถวนั้นดังขึ้นมา
If you come back to me
I'll be all that you need
เพลงฝรั่ง
Baby come back to me
Let me make up for what happened in the past
ที่ตัวผมนั่นฟังไปก็ยังไม่รู้ความหมายของมัน ไม่รู้เลยสักนิด
Baby come back to me
I'll be everything you need
Baby come back to me
you're one in a million
แต่มันช่างเข้ากับอารมณ์
ความเศร้าโศกเสียใจพร่ำเพ้อถึงบ้านของผมอย่างบอกไม่ถูก
บ้าน กลับมาเถอะนะ บ้าน
Baby come back to me
I'll be everything you need
Baby come back to me
You're one in a million One in a million
ได้โปรดเถอะกลับมาเถอะนะ….
“นึกแล้วว่าหลานต้องมาที่นี่ ทำแบบนี้มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะ”
ป้ายืนอยู่ในห้องน้ำชายซึ่งตอนนี้ไร้ผู้คน
และเต็มไปด้วยความเหม็นเน่า ป้ายืนมองดูผม
“กลับไปบ้านป้ากันเถอะ ดูสิเนื้อตัวสกปรกไปหมดแล้ว กลับไปอาบน้ำกัน”
“ผมไม่กลับ ผมจะอยู่ที่นี่ อยู่ในบ้านของผม”
“บ้านที่ตอนนี้เป็น สิ่งที่น่ารังเกียจ เป็นห้องน้ำโสโครกนี่นะ”
ป้าตอกผมกลับมา
“ทำไม มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้ พวกเขาไปอยู่กันที่ไหน
พ่อ แม่ พี่ชายของผม พวกเขาไปไหนกันหมด….”
“หากหลานยังนอนกลิ้ง เนื้อตัวสกปรกแบบนี้ ก็ไม่มีทางได้รู้หรอก
กลับบ้านกับป้า ป้าสัญญาว่าทันทีที่ถึงบ้าน ป้าจะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้หลานฟัง
ไม่ว่าลุงจะห้ามป้าอย่างไร ป้าก็จะบอกหลาน
“ผมจะเชื่อป้าได้อย่างไร ป้าอาจจะหลอกผมก็ได้”
ทันใดนั้น ป้าทำในสิ่งที่ผมไม่คาดฝันขึ้น
“ป้าสัญญา” ป้าพูด พลางยกนิ้วก้อยขึ้นมา
“เกี่ยวก้อยสัญญา ป้าไม่เคยผิดสัญญากับใคร”
*
*
ผมยอมกลับบ้านไปกับป้า และลุง
บัดนี้เนื้อตัวผมสะอาดสะอ้านจากการอาบน้ำ
ผมใส่เสื้อยืดสีดำ เกงขาสั้นสีขาว
พร้อมกับเสื้อแจ็กเก็ตขนสีเหลือง
ซึ่งป้าซื้อมาให้ต้อนรับการตื่นขึ้นมาของผม
เพราะเห็นว่าผมรัก และชอบเจ้าชินน้อย
ตุ๊กตาลูกเจี๊ยบสีเหลืองตัวนั้นมาก
แต่เอาเข้าจริงๆผมก็ชอบแจ็กเก็ตสีเหลืองตัวนี้มาก
เรานั่งกันอยู่บนโต๊ะอาหาร ป้ากับลุงทำหน้าเครียด
“เราจะเล่าเรื่อง พ่อแม่ พี่ชายของหลานให้ฟัง ลุงขอบอกว่ามันเป็นความจริงทั้งหมด
และลุงกับป้าหวังดีกับหลานเสมอ”
“ครับ ผมทราบ แต่ผมต้องการครอบครัวของผม”
“อืม” ลุงถอนหายใจพร้อมกับที่ป้าตบไหล่ลุงเบาๆ
“ครอบครัวของหลาน ขายบ้านทิ้ง เพราะว่า ต้องนำเงินมาเป็นค่ารักษาทั้งหมดของหลาน
ในช่วงตลอดเวลาแปดปีที่ผ่านมา…”
“หา” อะไรกัน ผมนี่น่ะเหรอที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้บ้านกลายเป็นห้องน้ำสาธารณะ
“หลังจากนั้น พวกเขาทั้งสามคน ก็ต่างคนต่างไป พ่อกับแม่ลูกหย่ากัน”
“อะไร ไม่จริง พ่อกับแม่ผมรักกันจะตาย” ผมเถียงลุงกลับไป
ผมยังจำภาพพ่อกับแม่ได้
ท่านรักกันมาก เข้าใจซึ่งกันและกัน แม่จะหัวเราะกับมุกตลกของพ่อเสมอ
“พ่อของลูกไปแต่งงานใหม่กับผู้หญิงอายุน้อยกว่าถึงเจ็ดปี แม่ลูกไปทำงานเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยชื่อดัง
ส่วนพี่ชายลูกตอนนี้ทำงานอยู่ ได้ข่าวล่าสุดทำผู้หญิงท้อง”
“ไม่จริง ลุงโกหกผมใช่มั้ย ใช่มั้ยครับ บอกความจริงผมมานะ”
“ลุงไม่ได้โกหก พ่อแม่ลูก ฝากหลานไว้กับลุงและป้า….”
ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ผมรู้ว่ามันคือความจริง ป้ากับลุงคงจะไม่หลอกผม
ผมไม่อยากจะรับรู้มัน
ผมอยากจะคิดว่ามันเป็นแค่ความฝันแล้วรีบตื่นขึ้น
เหมือนตอนนี้ ตอนที่ผมกำลังวิ่งหนีป้ากับลุงขึ้นไปอยู่บนห้องที่พวกเขายกให้ผม
ร้องไห้ และขังตัวเองอยู่ในนั้น
*
*
หลายวันต่อมา ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
ผมซึมเศร้า และขังตัวเองอยู่ในห้อง
แม้ว่าป้ากับลุงจะเข้ามาหาพูดคุย ป้อนข้าวผมอย่างไร
ผมก็ไม่สนใจพวกเขา จะว่าผมใจร้ายก็ได้
แต่ผมไม่สนใจ ผมเสียใจ และผมโหยหา ครอบครัว ของผม
ผมเฝ้าแต่กอดเจ้าชินน้อย พร้อมสวมแจ็คเก็ตขนสีเหลืองตลอดเวลา
ผมไม่เคยมีตอนไหนที่ใส่เสื้อผ้าแล้วไม่ใส่มัน เพราะมันทำให้ผมนึกถึง
ความรัก และการฟูมฟักของครอบครัวผมในอดีต
จนวันหนึ่ง วันที่ 6 ธันวาคม
ป้ากับลุงเข้ามาหาผม
พร้อมบอกกับผมว่า พวกท่านจะขับรถพาผมไปหา พ่อ แม่และพี่ชาย
ผมอยากจะไปมั้ย
จะพาไปหาให้ครบทุกคน ผมตอบตกลงพวกเขาทันที
ผมรีบแต่งตัวอาบน้ำสวมชุดแจ็คเก็ตขนสีเหลือง พร้อมขึ้นรถไปกับป้า
และลุง
ลุงขับไปได้สักพักเพียงสิบห้านาทีก็จอดรถ หน้าร้านเสริมสวย
ร้านหนึ่ง
ก่อนที่จะเรียกผมลงมา และพาผมเข้าไปในร้าน
มันเป็นร้านทีดูโก้ร้านหนึ่งเลยแหละ ผู้คนเต็มร้านไปหมด
พนักงานยุ่งกับการทำผมกับลูกค้า เดินกันขวักไขว่
ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านดูยุ่งเหยิงไปหมด
ก่อนที่สายตาของผมจะไปต้องกับคนๆหนึ่ง ที่ดูจะเป็นเจ้าของร้าน
ใบหน้าที่ผมคุ้นเคย แม่ของผม
ผมรีบวิ่งตรงไปสวมกอดท่าน พร้อมตะโกนเสียงดัง
แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว แต่แล้วท่านกลับจำผมไม่ได้
ผมต้องทวนความทรงจำท่านอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ
ก่อนที่ท่านจะอุทานออกมาว่า
“อ่อ นิกหรอกเหรอ ตื่นแล้วเหรอลูก”
ท่านก็สวมกอดผมทีหนึ่ง พร้อมกับบอกรักผม
หลังจากนั้นผมขอที่จะอยู่กับแม่ แต่แม่แบบว่าไม่ได้ ทุกวันนี้แม่ทำงานร้านเหนื่อยมาก
ไม่มีเวลาที่จะเลี้ยงดูใครอีกแล้ว ให้ผมอยู่กับป้า
และลุงท่านจะเลี้ยงดูผมได้ดีกว่า
ผมพยายามที่จะขอร้องอยู่ด้วยแต่แม่ก็ ปฎิเสธ ผมทุกทาง
ผมถามว่า ทำไมแม่ถึงเลิกกับพ่อ แม่ก็เพียงบอกปัดไปว่า
มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่
ผมไม่มีทางเลือก ทางเลือกผมมีอย่างเดียวคือ ขึ้นรถไปกับลุง และป้า
และมุ่งไปยังจุดหมายต่อไป
ต่อจากแม่ ป้า และลุงพาผมมาหาพ่อ
พ่อที่แสนอบอุ่น และตลกของผม บัดนี้มีบ้านหลังใหญ่กว่าเดิม
บ้านหลังใหญ่ที่มาพร้อม ครอบครัวใหม่ เมียคนใหม่สาวกว่า
และลูกสาวตัวเล็กหนึ่งคน พ่อไม่เหมือนแม่
พ่อจำผมได้เลยตั้งแต่พ่อเห็นหน้าผม
พ่อบอกผมโตขึ้นมาก รูปหล่อด้วย หน้าตาดีไม่เหมือนพี่มึงเลย
พร้อมกับถามผมว่า อนาคตอยากเป็นอะไร
และบอกให้ผมตั้งใจเรียน ผมไม่รู้จะแก้สถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร
จะขออยู่กับพ่อ และครอบครัวของพ่อใหม่มันก็กะไรอยู่
ทางเลือกมีทางเดียว และทางเดิมอีกครั้ง
คือขึ้นรถ ลุงกับป้า และไปหา พี่ชาย
ผมพบพี่ชายอาศัยอยู่ในอพาทเมนท์แห่งหนี่งแถวย่านบางนา
ตอนที่ผมเคาะประตูเข้าไป
พี่ชายผมกำลังเล่นจ้ำจี้กับแฟนสาวหน้าตาสวยอยู่เลย
พี่บอกว่าดีใจที่ ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และขอให้ผมมีความสุขกับการตื่นขึ้น
และหาเมียให้ได้สวยกว่ามัน
ผมขออยู่กับพี่ แต่แล้ว พี่ปฎิเสธผมอย่างทันควัน
“กูมีเมีย และท้องแล้วด้วย กำลังจะมีลูก กูคงให้มึงอยู่กับกู เป็น
ภาระ ไม่ได้หรอก
มึงไปอยู่กับป้า และลุงดีแล้ว”
แล้วทางเลือกสุดท้าย ก็วนมา ทางเดิมอีกครั้ง
ทางที่ผมเองไม่ได้เลือก
*
*
หลังจากหาพ่อ แม่ และพี่ชาย ผมขึ้นรถลุงกับป้า
ลุงกับป้าในวันนั้น ไม่ได้พูดคุยกับผม ไม่ได้ปลอบอะไรผม
เสียงในรถนั้นว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ข่าว หรือเพลงจากวิทยุ
มีแต่เสียงฝนตกจากข้างนอก ฝนตกในฤดูหนาว
และเสียงที่ปัดน้ำฝนหน้ารถทำงาน
ดัง วืด วืด ผมเฝ้ามองมัน ปัดขึ้น และลง
ยกขึ้น และลง ในหัวใจของผมว่างเปล่า
ผมไม่รู้ว่ามันคือความเสียใจหรือเปล่า รู้แต่เพียงว่า
ผมไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ฟูมฟายเหมือนก่อน ตอนนี้
มันแค่รู้สึกว่างเปล่า
หรือเวลาคนเราเจ็บปวดอย่างที่สุดจนมิอาจทนทาน ต้านทานมันได้แล้ว
มันจะเหลือเพียงความว่างเปล่าเพื่อที่จะลบล้างมัน
ล้างความเจ็บปวดออกไป
หรือ
อันที่จริง ความเจ็บปวดที่สุดคือ ความว่างเปล่า กันแน่
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดทางที่ลุงขับรถกลับบ้าน
วนไปวนมา เหมือน ที่ปัดน้ำฝน ที่เดี๋ยวปัดขึ้น และปัดลงอีกครั้ง
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
*
*
หากความว่างเปล่าเหมือนดั่งคราวที่ผมนั่งรถกลับ
พร้อมป้า และลุงในคราวนั้น ยังคงอยู่ตลอดไปได้
มันก็คงจะดียิ่ง แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผมกลับมาเสียใจ
เศร้าอีกครั้ง
แต่ก็ไม่ได้ฟูมฟายอะไรมากมายเหมือนตอนแรก
แต่อาการของผม ป้า และลุงต่างบอกตรงกันว่า
กลับกลายเป็นเหมือนคนที่มีอาการโรคซึมเศร้าแทน
แต่ถึงกระนั้นอย่างไร ป้ากับลุงก็ยังทำดีกับผมทุกอย่าง
เลี้ยงอาหารอย่างดี พูดจา ปลอบใจ
ตลอดจนพาไปข้างนอกบ่อยๆ แสดงความรักซึ่งทุกอย่างให้กับผม
พยายามให้ผมได้เห็น รับมัน และฟื้นใจตัวเอง
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมดีขึ้นอะไร ผมกลับรู้สึกว่ามันทดแทนกันไม่ได้
ทดแทนกันไม่ได้เลยสักนิดเดียว
แต่ผมก็ไม่อยากที่จะขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง
เพื่อเรียกร้องให้ครอบครัว ให้อดีตอันหอมหวานของผม
กลับมาทำร้ายผมทั้งวันทั้งคืนหรอกนะ
คงไม่มีมนุษย์คนไหนอยากที่จะเจ็บปวด และทนอยู่กับมัน
หากเขามีทางเลือก เขาก็คงต้องดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากมัน
เช่นเดียวกัน ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ผมจึงเริ่มออกมานอกบ้านมั่งเป็นบางเวลา
เฉกเช่นเดียวกับวันนี้
ผมใส่เสื้อแจ็กเก็ตขนสีเหลืองออกมาวิ่ง แม้จะร้อน
หรือเหงื่อออกขนาดไหน
ผมก็ไม่ยอมที่จะถอดมันออก ผมวิ่งต่อไปในระแวกหมู่บ้าน
“จิ๊บๆ” เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น เหมือนเสียงลูกเจี๊ยบร้อง
ผมหันไปยังที่มาของเสียงนั้น
แล้วมันก็ใช่จริงๆลูกเจี๊ยบสีเหลืองตัวน้อยตัวหนึ่ง
มันถูกทิ้งอยู่ในกล่อง
แรกเริ่มผมทำเป็นไม่สนใจ ผมวิ่งต่อไป พลางคิด
ตัวผมยังเอาตัวเองไม่รอดเลย แล้วประสาอะไร
ที่จะเอาอีกชีวิตหนึ่งมาแบกไว้อีก ให้เป็นภาระ ทั้งผม ทั้งมัน
ก็คงจะไม่มีความสุขด้วยกันทั้งคู่
แต่แล้ว ภาพพ่อแม่ ภาพครอบครัวของผมก็ผุดขึ้นมานับไม่ถัวน
มันทำให้ผมนึกถึง ลูกเจี๊ยบ มันก็คงต้องการความอบอุ่น
และการฟูมฟักจากใครสักคนเช่นกัน
ผมจึงตัดสินใจใหม่อีกครั้ง วิ่งวนกลับไปหามัน
มันยังคงอยู่ที่เดิม ส่งเสียงร้องให้ใครสักคนได้ยิน และช่วยเหลือมัน
ผมยกกล่องขึ้นมา ถอนหายใจ เดินกลับบ้าน
ใช่แล้ว บ้านของลุง และป้าของผม
*
*
ผมแวะซื้ออาหารของนกก่อนกลับบ้านลุง และป้า
ผมไม่ได้บอกลุง และป้าเรื่องที่นำลูกเจี๊ยบมาเลี้ยง
กะไว้ให้พวกเขาเห็นเอง พวกเขาก็คงไม่ว่าอะไรผม
ค่ำคืนนั้นผมให้อาหารมัน พูดคุยกับมัน
ระบายความเครียดเกี่ยวกับครอบครัว ชีวิตของผม
และสิ่งที่ผมได้ระบายให้ลูกเจี๊ยบตัวน้อยนั้นฟัง
มันช่วยผมได้เยอะเลยละ
มันทำให้ผมรู้ว่า การเป็นที่ปรึกษาที่ดีนั้นเป็นได้ไม่ยาก
แค่รับฟังอีกฝ่ายระบายออกมา มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการปรึกษาครั้งนั้นแล้ว
แต่ผมก็อดที่จะน้ำตาตกไม่ได้ ผมก็ร้องไห้ ร้องออกมาเพียงนิดเดียว
น้ำตามันก็ไหลตกลงมาตามใบหน้า
ก่อนที่จะตกไปยังตัวลูกเจี๊ยบ พร้อมกับมีแสงสว่างจ้าเกิดขึ้น
ผมลืมตาได้อีกครั้ง เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้น แล้วตกใจถึงขีดสุด
ตรงหน้าของผมมีร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเปลือยเปล่า
ทว่าภาพที่เห็นช่างแปลกพิสดารเหนือสิ่งใดๆที่ผมเคยพบเจอมาทั้งชีวิตน้อยๆของผม
ขนสีเหลืองเหมือนลูกเจี๊ยบ ทว่าเป็นลวดลายตวัดไปมาทั่วตัวของเธอ
มันช่างงดงาม และดูน่าพิศวง
แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไร ก็บังเกิดเสียงขึ้น
“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือฉัน ฉันไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี จากการช่วยเหลือ
และให้ความรักของท่าน ฉันเป็นเทพธิดาลูกเจี๊ยบ ฉันจะคืนร่างนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการฟูมฟัก
จากใครสักคน และนั่นก็คือ ท่าน”
“หา ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” ผมตอบผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่า
เทพธิดาลูกเจี๊ยบกลับไป
“ท่านได้ ตัดสินใจ แล้ว และนั่นคือสิ่งที่ยากกว่าการกระทำใดๆทั้งหมด
เอาละ ฉันเห็นท่านมีความทุกข์แสนสาหัส
ท่านอยากจะให้ฉันช่วยอะไรท่านมั้ย เพียงท่านบอกมา ถ้าฉันทำได้
ฉันจะทำให้ท่าน”
“…..อะไรน่ะเหรอ” ผมพูดออกมาพลางคิด
น่าแปลกที่ตอนนี้ ทำไมผมกลับเชื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้าผมอย่างง่ายดาย
เชื่อว่าเธอมีอยู่จริง
และผมไม่ได้สร้างจินตนาการขึ้นมาเองอย่างแน่แท้
ใช่ผมไม่ได้หลอกตัวเอง
ไม่ได้สร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาเองอย่างแน่นอน
“ผมอยากจะลืมความเจ็บปวดเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของผมทั้งหมด จะช่วยผมได้มั้ย”
“ฮะ นึกว่าจะขออะไรยากกว่านี้ซะอีก เรื่องแค่นี้ง่ายมาก เพียงท่านกอดฉันทุกวัน
เพียงวันละครึ่งชั่วโมง
จนกว่าท่านจะหายเจ็บปวด ลืมเลือนมันไปจนหมดสิ้น
ฉันรับรองว่าความเจ็บปวดของท่านจะได้รับการบรรเทาอย่างแน่นอน”
“หา…” แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อ เธอก็เข้ามาสวมกอดผม
ตั้งแต่ผมสัมผัสร่างของเธอ
มันทำให้ผมรู้สึกสุขใจ ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
รู้สึกถึงการปลดปล่อย อา…. เหมือนขึ้นสวรรค์
ความเศร้าและความคิดวนไปวนมา เริ่มที่จะจางหายไป มันค่อยๆจางหายไป
หายไป หายไป เหลือ เพียง
ความว่างเปล่า
*
*
ตั้งแต่วันที่ผมได้สวมกอดเธอครั้งแรก
จวบจนวันนี้ก็เป็นเวลาถึงห้าวัน
เราจะพูดคุยกันก่อนสักชั่วโมง สองชั่วโมง ก่อนที่จะเริ่มกอดกัน
หลังๆร่างของเราเปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่
แต่ผมก็เปลือยเปล่าแค่ท่อนล่าง
เพราะผมไม่ยอมที่จะถอด เสื้อแจ็กเก็ตขนสีเหลือง ออก
มันทำให้ผมสบายใจขึ้นมาก รู้สึกดีขึ้น
ลุง และป้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า
ผมดูร่าเริงขึ้นมาก ดูมีชีวิตชีวา พวกเขาประหลาดใจ
แต่ก็คงไม่เท่าผมที่ประหลาดใจตัวเองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ผมยังเลือกที่จะนอนกอดเธอทุกวัน หรืออาจจะเรียกว่ากอดเธอทั้งคืน
เฉกเช่นเดียวกับวันนี้ ผมกำลังพูดคุยกับเธอ
ก่อนที่ผมจะรู้สึกแปลกอะไรบางอย่าง
ผมรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวของผมในตัวเธอจากการได้พูดคุยกับเธอในวันนี้
มุกตลกของพ่อ คำพูดฮ้าวๆของพี่ชาย
สัมผัสมือที่หยาบกระด้างเหมือนมือของแม่
นี่มันอะไรกัน
ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเธอถึงกลายเป็นเหมือนคนในครอบครัวของผม
ไม่สิ เธอคือครอบครัวที่ผมตามหา เรียกร้องให้มันกลับมาเลยต่างหาก
เหมือนกับเธอดูดซับความเจ็บปวดในใจของผม
แล้วกลับกลายเป็นครอบครัวของผมแทน
มันทำให้ผมรู้สึกดีกว่าการกอดซะอีก หลังๆผมเริ่มที่จะไม่กอดเธอ
ผมเอาแต่นั่งพูดคุย พูดคุยไป ก็นึกถึงอดีต ถึง พ่อ แม่ และพี่ชาย
ที่เป็นความทรงจำในอดีต กลายเป็นความเจ็บปวด
และสุดท้ายกลายเป็นปัจจุบันที่แสดงออกมาคือ เธอ ตรงหน้า
นี่แหละคือ ความสุขที่แท้จริง ความรัก และการฟูมฟักที่ผมต้องการ
แต่แล้ว ความสุขทุกอย่างย่อมไม่จีรังยั่งยืน
เธอเหมือนค่อยๆกลับกลายเป็นเทพธิดาปกติทีละนิดๆ
การแสดงออก การพูดคุย
และการเป็นครอบครัวของผมที่ปรากฎโดยเธอค่อยๆจางหายไป หายไป
แม้ผมจะกอดเธอ แต่เธอก็หาได้เป็นเหมือน ครอบครัว ที่ผมต้องการได้
มันไม่มีความรู้สึกนั้นอีกแล้ว
แต่ผมก็พอจะรู้วิธีแก้ไขมัน
จากการนั่งคิดทบทวน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเธอ ทั้งหมด
ผมคงต้องเจ็บปวด และถ่ายทอดความเจ็บปวดนั้นให้เธอเรื่อยๆ
ผมพยายามหันเหตัวเองให้จมปลักลงไปกับอดีตของครอบครัวอันเจ็บปวดอีกครั้ง
ผมเลือกที่จะไปห้องน้ำสาธารณะ แล้วนึกถึงบ้านในอดีตของผม
เลือกที่จะดูรูปของครอบครัว หยิบเจ้าชินน้อยขึ้นมากอดอีกครั้ง
เลือกที่จะแอบเฝ้าดู พ่อ แม่ และพี่ชาย ที่มีความสุขในโลกของพวกเขา โดยที่ทิ้งผมเอาไว้เบื้องหลัง
เพื่อที่จะให้ผมได้เจ็บปวด และกอดเธอในร่างที่เปลือยเปล่า
แล้วเธอก็จะดูดซับความเจ็บปวดของผม
และกลายเป็นเหมือน คนในครอบครัวของผมทั้งสามคน อีกครั้ง
ผมเลือกที่จะทำแบบนี้ทุกวัน เป็นประจำ
ผมกักขังเธอเอาไว้ เหมือนลูกเจี๊ยบที่ถูกขังไว้ในกรง
ผมกักขังเธอ มอบความเจ็บปวด ถ่ายทอดมันไปให้เธอ
แล้วผมก็รับความสุขจากเธอหลังจากนั้นแทน
หากยังคงเป็นไปตามวงจรนี้ ผมก็คงไม่สามารถหายเจ็บปวด
และลืมเรื่องราวต่างๆ
เช่นเดียวกัน เธอก็ไม่สามารถบรรลุตามสัญญาที่ให้ไว้กับผมได้
เธอก็จะต้องถูกจองจำอยู่เป็น ครอบครัว ให้กับผมตลอดไป
*
*
วันที่ 31 ธันวาคม ผมตื่นขึ้นมาหลังจากค่ำคืนที่ยังคงรับความสุขจากเธอ
แต่แล้วผมก็ต้องตกใจ
“เซอร์ไพร์!” เสียงผู้หญิงดังขึ้น
“เรามาเซอร์ไพร์ลูก พรุ่งนี้วันขึ้นปีใหม่แล้ว วันนี้เราจะมาต้มสุกี้กินกันทั้งครอบครัว
พ่อ แม่ ลูก และ แถม ลุงกับป้าอีก”
ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ตรงหน้าผมคือ แม่ ของผม
แม่มาหาผม มารอผมตื่นขึ้นจากเตียง…
“ดูสิใส่เสื้อแจ็กเก็ตขนสีเหลืองเหมือนลูกเจี๊ยบเลย มามะ มาวิ่งหาความอบอุ่น
การฟูมฟักจากแม่มา” แม่พูดหยอกล้อผมพลางยิ้มหน้าแป้น
“แม่จะรออยู่ข้างล่างนะลูก
พ่อกับพี่ลูกก็รอลูกอยู่ข้างล่างด้วยรีบอาบน้ำแต่งตัวลงมาเร็ว”
ผมรีบอาบน้ำแต่งตัว ใส่เสื้อแจ็กเก็ตขนสีเหลืองอีกครั้ง
ก่อนที่จะเปิดประตูห้อง
ผมมองไปที่เทพธิดาลูกเจี๊ยบซึ่งทุกเช้าเธอจะกลายเป็นลูกเจี๊ยบธรรมดาอยู่ในกล่อง
แต่ผมไม่ทำอะไร ผมทิ้งเธอเอาไว้ และเปิดประตู ปิดมัน เดินลงบันได
พ่อ แม่ พี่ชาย รวมถึงลุง และป้าของผม อยู่กันพร้อมหน้า
นี่มันอะไรกัน นี่ผมฝันไปหรือเปล่า หรือสวรรค์จะบันดาลพรให้ผม
ทุกอย่างปกติเหมือนเดิม พ่อ แม่ หยอกล้อจู๋จี๋กัน เหมือนปกติ
พี่ชายของผม พาภรรยาที่ตั้งท้องมาด้วย
เรานั่งคุยกัน ถามสาระสุขดิบกัน
และมุ่งประเด็นไปที่อนาคตของผม
ว่าผมอยากเป็นอะไร ต้องเรียนสูงๆนะ
เทอมหน้าต้องเข้าเรียน มัธยมต้นแล้วนะ มันยังไม่สายไปหรอกลูก
น่าแปลกที่ไม่มีใครพูดถึงอดีตอันแตกหัก แตกแยกนั้นอีก เราต่างนั่งทำสุกี้กันตามประสาครอบครัว
สุกี้หม้อที่ทำด้วยกัน ช่วยกันลวก ช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ
มีความสุขกัน
ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันคือความจริง
ครอบครัว ของผมกลับมาแล้วจริงๆ
*
*
หลังจากนั้น ผมมีความสุขมาก กับครอบครัวที่กลับมา
ทุกอย่างเหมือนเดิม ที่ผมเคยได้รับความอบอุ่น ฟูมฟัก
แต่แล้วหลังจากวันที่พวกเขากลับมาประมาณยี่สิบวันทุกอย่างก็เข้าอีหรอบเดิม
พวกเขาต่างแยกย้ายกันออกจากบ้านป้า ไปอยู่ตามที่ของตัวเอง
แม้ผมจะพยายามฉุดรั้งห้ามไว้เท่าไร มันก็ไม่อาจคงอยู่ได้…
พ่อไปอยู่บ้านหลังใหญ่กับภรรยาใหม่ และลูกสาว
แม่ไปทำงานที่ร้านเสริมสวยชื่อดังที่คนแสนพลุกพล่านเช่นเดิม
พี่ชายทำงาน อาศัยอยู่ในอพาทเมนท์ กับภรรยาตั้งครรภ์ใกล้คลอด
มันทำให้ผมร้องไห้ หักเห และวิ่งไปหาลูกเจี๊ยบ ลูกเจี๊ยบเทพธิดา
อีกครั้ง
หลังจากที่ผมไม่ได้ดูแล ไม่ได้มาพูดคุย ใส่ใจเธอมานาน
ผมเพียงแค่ให้อาหารไปวันๆ เพื่อให้เธอคงอยู่
ก่อนที่ผมจะร้องไห้ นำน้ำตาไปสัมผัสร่างของลูกเจี๊ยบ
และเธอกลายร่างเป็นเทพธิดาที่เปลือยเปล่า
ผมจะถ่ายทอดความเจ็บปวด
และเธอจะกลายเป็น ครอบครัวตัวแทน สำหรับผมอีกครั้ง
ทุกอย่างวนเป็นวงโคจรสำหรับผม และเทพธิดาลูกเจี๊ยบเหมือนครั้นแรก
แต่หลังจากนั้น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ่อ แม่ พี่ชาย
ผมก็กลับมารวมตัวอีกครั้ง
ทุกอย่างปกติเหมือนเดิม พ่อ แม่ หยอกล้อจู๋จี๋กัน เหมือนปกติ
พี่ชายของผม พาภรรยาที่บัดนี้คลอดลูก ได้ลูกชายอายุสองเดือนมาด้วย
เรานั่งคุยกัน ถามสาระสุขดิบกัน
และมุ่งประเด็นไปที่อนาคตของผมอีกครั้ง
ว่าผมอยากเป็นอะไร ต้องเรียนสูงๆนะ
เดือนหน้าก็จะต้องเข้าเรียนแล้ว พยายามเข้า
ไม่มีใครพูดถึงอดีต เหตุการณ์ตอนเดือนมกราคม หรือแม้แต่
เหตุผลที่ทำไมทุกคนต้องแยกย้าย แยกทางกันไป แล้วมารวมตัวกันอีก
เราต่างนั่งทำสุกี้กันตามประสาครอบครัว
สุกี้หม้อที่ทำด้วยกันเอง ช่วยกันลวก ช่วยกันทำ มีความสุขกันเหมือนเดิม
ก่อนที่ทุกอย่างจะแตกสลาย พวกเขาแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคนอีกครั้ง
ผมได้แต่ยืนมองพวกเขาเดินออกจากบ้านของลุง และป้า ทีละคนๆ
*
*
หลังจากที่พวกเขาต่างเเยกย้ายกันไป
ผมเดินขึ้นมาบนห้องของผม
ผมถอดเสื้อแจ๊คเก็ตขนๆสีเหลืองออก พาดมันเอาไว้
และสัญญาว่าจะไม่หยิบมันขึ้นมาใส่อีก
ก่อนที่จะมองลงไปที่กล่องใส่ลูกเจี๊ยบ
ที่บัดนี้มัน
ว่างเปล่า
--------------------------------------------------
กลับมาโพสเเล้วครับ
หลังจากที่หายไปพักใหญ่
พอดีนอกจากสอบ เเล้วยังพบกับมรสุมชีวิตอีกลูกเต็มๆ
ไม่รู้ยังมีใครจำผมได้มั้ย 555+
ไม่มีอะไรจะพูดครับ
เเค่จะบอกว่า ผมกลับมาเเล้ว
ปิดเทอมเเล้ว ว่างเเล้ว เคลียร์งานจบเเล้ว
กลับมาประจำการเเล้ว ไว้จะเเวะไปเยี่ยมเยือนทุกคน
เรื่องนี้ผมขอมอบให้กับครอบครังของผม
ส่วนชื่อเรื่องมีการเปลี่ยนเเปลงนิดหน่อย
ครั้นเเรกจะให้ชื่อ Flavor of Life เพราะฟังเพลงของฮิกกี้
ตลอดตอนคิด เเละเเต่งเรื่องนี้ เเต่คิดไปคิดมามันไม่เข้า
เลยเปลี่ยนเป็น YELLOW of Life เเทน
ส่วนตัวคิดว่า น่าจะลงตัวกว่าครับ
และเตรียมพบกับเรื่องสั้นใหม่
Dr.(คุณหมอขา) เร็วๆนี้ครับ!!
**สุดท้ายขอบคุณสำหรับการเเสดงความคิดเห็น
รวมถึงคอมเม้นต่อเรื่องสั้นครับ* *
แสบตรงด้านในหน้าอกด้านซ้าย
แต่ก็ยาวมาก ๆ ยาวแบบไม่รู้จะว่าอย่างไรได้
เพราะอ่านจบแล้วก็เข้าท่าดี
นึกถึงที่ตัวเองเคยเขียนคอลัมน์ส่งบอกอบอหอ
แกว่า งานเธอน่ะดี แต่มันยาวจนพี่ไม่รู้จะแก้ยังไง
ชิเขียนเหมือนอาลัยอาวรณ์งานตัวเองเลย
กว่าตัวเอกของเราจะเข้าใจอะไร ๆ
ก็ดูยืดเยื้อมากมายก่ายกอง
แต่ก็นั่นแหละ อ่านจบแล้ว มันก็เข้าท่าดี
ดีใจนะที่เห็นชิพยายามสุดตัวเสมอ
#1 By Holmes รบกวนมารักกันค่ะ... on 2009-03-26 18:49