my gift on a space to you

posted on 16 Jun 2009 14:43 by shikak




คำแนะนำในการอ่าน : ควรอ่านเรื่องนี้เวลาที่ท่านอยู่สองต่อสองกับคู่หูผู้เงียบงัน

-my gift on a space to you-

  “พี่ครับ พี่มีของขวัญชิ้นพิเศษให้สำหรับคนที่พี่รักบ้างมั้ย ของขวัญที่พี่มอบให้เขา
ซึ่งคนอื่นในโลกนี้ไม่มีสิทธิได้ของชิ้นนี้จากพี่”
“ของขวัญ อะไร กูไม่เข้าใจที่มึงพูด”
“ส่วนใหญ่ที่ผมสังเกต และจากที่ผมรู้สึกจากตัวผมเองนะ ของขวัญที่มอบให้กับคนรัก
มักเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเปิดเผยกับใครที่ไหน
เป็นอะไรที่เราปิดบังกดมันเอาไว้ มักเป็นสิ่งที่ทำให้ใครมองไม่ดี หรือรู้สึกแย่กับมัน”
“อ่าวก็เยอะแยะ กูรักใครกูก็แคร์เขา ให้ของเขา พาเขาไปกินข้าว ดูหนัง
เยอะแยะมากมายมหาศาล ไอ้หอก”
“ไม่ๆ พี่ไม่เข้าใจผม มันไม่ใช่รูปแบบนั้น ยกตัวอย่างให้ฟังเอาดีกว่า
อย่างเช่นว่า คนๆหนึ่งเซ็กซ์จัดมาก มีเซ็กซ์ไม่เลือกหน้า
แต่ถ้าเขารักใครซักคนอย่างจริงจัง แท้จริง เขากลับไม่ทำ ไม่ล่วงเกินคนๆนั้นเลย
นี่แหละประมาณว่า ของขวัญชิ้นพิเศษ ที่เขามอบให้กับคนที่เขารัก”
“ห่า มึงไปฟังใครเล่ามา อย่าไปเชื่อมาก มีแฟน รักใครก็เอากันหมดละ”
“อย่างของผม ถ้าผมตกหลุมรักใคร ตัวผมนั้นจะเข้าสู่ภวังค์รัก
และความหลงมากเท่าไร
ก็ขึ้นอยู่กับของขวัญที่ผมมอบให้เขาถี่มากแค่ไหน
ถ้าผมรักใคร ผมต้องระบายความเศร้า ความเครียด สิ่งเลวร้ายในชีวิตให้เขาฟัง
ยิ่งระบายออกไปเท่าไร ผมก็จะยิ่งรัก ยิ่งต้องการเขามากเท่านั้น….
นี่แหละของขวัญชิ้นพิเศษของผม ของขวัญที่ไม่มีใครบนโลกนี้ต้องการ”
“กูไม่เข้าใจอยู่ดี มึงนี่มีเวลามาคิด มาเพ่ง เรื่องคนนู้นคนนี้เนอะ เอาตัวเองรอดหรือยัง”
“อืม พี่ไม่เข้าใจที่ผม พูดจริงๆ…”
*
*
   ผมตื่นจากฝันกลางดึกอีกแล้ว
แต่ผมไม่ถือว่านี่เป็นฝันร้ายหลอกหลอนให้ผมตกใจตื่นขึ้นด้วยความหวาดผวา เหงื่อท่วมร่าง
แบบในหนังในละครทั่วไปหรอกนะ มันถือเป็นฝันดีด้วยซ้ำ
ที่ได้ฝันถึงการสนทนาในอดีตกับคนที่เรารัก
คำพูดซึ่งเป็นดั่งเมฆสีหม่นเทาลอยสวนทางลม
ลอยเคว้งคว้งอยู่กลางท้องฟ้าปัจจุบันอันสดใส
เป็นสิ่งที่ดีกับชีวิต และขณะจมอยู่ในนิทราของผมเลยทีเดียว
แต่เรื่องของเรื่องผมไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพราะความฝันนี่น่ะสิ
ความฝันชุดนี้ยังมีบทสนทนาตอนต่อไป
เพียงแต่วันนี้มันถูกตัดจบตรงท่อนกลางเสียก่อน
เหมือนยามเปิดม้วนวีดีโอเก่าๆฝุ่นจับเขอะซึ่งครึ่งหลังของมันมักจะขาดห้วง
คลื่นสีเทาซ่าไร้ทิศทางค่อยๆกระจายไปทั่วหน้าจอ
ก่อนจะปฎิวัติยึดทั่วทั้งพื้นที่

“เว้ย เปิดประตูให้กูซะที ไอ้ห่า มัวแต่นอนไถอยู่บนเตียงหรือไง”
นี่แหละต้นเหตุแท้จริงของการตื่น
“เออ กำลังลุกไปเปิดอยู่นี่ ใจเย็น”
ผมลุกขึ้น ก้าวย่างไปไม่กี่ก้าวก็ถึงประตูไม้สีขาว
“ทำไมมึงมาเอา ตอนดึกดื่นแบบนี้วะ”
“ก็กูมีอารมณ์มาหามึงวันนี้ บัดนี้ และวินาทีนี้”

 ชายวัยรุ่นตอนปลาย ตัวสูงเท่าผมเลยแหละ
เพียงแต่ใบหน้า และสรีระต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้าให้เปรียบ ผมก็คงจะเป็นดาวเคราะห์น้อยพื้นผิวหยาบขรุขระแถมไร้แสงสว่างในตัวเอง
ส่วนเขาแน่นอนอย่างที่สุดเป็นดาวฤกษ์ผู้สง่างาม มีแสงจากหลอดนีออนในตนเอง

“มีอะไรวะ ทะเลาะกับพี่เขามาเรอะ”
“เปล่า แค่อยากมาหามึง กูก็มาหามึงตั้งสองสามครั้งแล้วนี่ มันแปลกตรงไหนวะ
แล้วนี่มึงยังไม่เลิกติดไอ้รูปดาวเทียมถ่ายทอดรังสีเหี้ยอะไรสักอย่างจากดวงอาทิตย์นี่อีกเรอะ
กูเห็นมึงติดมันไว้ตั้งแต่วันแรกที่กูเจอมึง หรือมันเป็นงานอดิเรกของมึง”

  เขาพูดขณะเพ่งมองไปยังผนังห้อง สายตาเขาไม่ค่อยพอใจนัก
วันแรกที่ผมพบเขา ไม่สิ ผมไม่ได้ไปพบ
แต่เขาเข้ามาหาผมในห้องแบบตอนนี้แหละ
เข้ามาทั้งๆที่ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ชื่ออะไร ผมยังจำวันนั้นได้
ประตูเปิดออกดังโครม ด้วยแรงจากคนเมา
พอเหมาะพอเจาะกับเสียงรายงานข่าวจากโทรทัศน์ดังขึ้น
ข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับ การปล่อยดาวเทียมทดลองทั้งสามออกไปประจำการ
ลองเข้ารับหน้าที่ดูดรับรังสีอัลตราไวโอเลตเข้มข้นจากดวงอาทิตย์
ดาวเทียมตัวแรกทำหน้าที่รับรังสี ก่อนจะส่งต่อมายังตัวที่สอง ตัวที่สองส่งต่อไปยัง ตัวที่สาม
และสุดท้ายส่งต่อมายังพื้นที่รับรังสีบนผิวโลก
มันเป็นวิวัฒนาการทางอวกาศอันน่าเหลือเชื่อ เมื่อค้นพบว่ารังสียูวีในปริมาณความเข้มที่เพียงพอ
สามารถก่อนเกิดพลังงานความร้อนได้ อนาคตถ่านหิน น้ำมัน เชื้อเพลิงต่างๆคงไม่ต้องใช้มันแล้ว
พอๆกับมันไม่มีเหลือให้พวกเราใช้ แต่หันมาใช้รังสียูวีอันร้อนแรงนี้แทน
ตัวดาวเทียมทั้งสามนั้นทำจากเพชรบริสุทธิ์ซึ่งแต่ละดวงก็มีการออกแบบที่แตก ต่างกันไป
พวกมันทั้งสามส่องประกายลองคว้างอยู่กลางอวกาศ

“บางทีกูอาจกำลังเล่นอะไรกับพวกมันอยู่ก็ได้นะ”
“หา เล่นเหี้ยอะไรกับไอ้ดาวเทียมเพชรลิเกนี่นะ”
“ก็ประมาณว่า กูกำลังเล่นกับการทดลอง การทดลองที่ไม่รู้ว่าผลสรุปจะออกมาอย่างไร
จะผ่านหรือจะล่ม จะล่วงหล่นสักดวง
หรือทั้งสามจะแตกสลายมลายเป็นฝุ่นผงนับแสนลอยคว้างในอวกาศ
ไม่มีใครคาดเดามันได้อย่างแน่นอน แม้แต่วิทยาศาสตร์
ลองคิดๆดูอาจจะเข้ากับเหตุการณ์ชีวิตของใครสักคนบนโลก
ซึ่งจะก้าวเดินไปในเวลาเช่นเดียวกับพวกมัน”
“พอๆติสท์แตกตามเคยเพื่อนกู”
เขาควักซองบุหรี่ในกระเป๋า ใช้ไฟแช็กจุด แล้วนั่งลงที่ขอบเตียงสูบมัน

“ก้อนที่หน้าอกมึง กลับมาหรือยัง” เขาเอ่ยถาม
“ยังไม่กลับ แปลกนะทั้งๆที่กูก็เศร้า คิดถึง ถวิลหาพี่เขาเสมอทุกคืน
ไม่ใช่สิแทบจะตลอดเวลาที่รู้สึกตัวเลยมากกว่า
แต่มันกลับไม่มีความรู้สึกเจ็บมากพอที่จะสามารถสัมผัสถึงก้อนๆนั้นบนหน้าอกได้อีกแล้ว
มันหายไปตั้งแต่กูกับมึงพบกันนั่นแหละ”
“น่าสงสารมึงเนอะ รักพี่เขามาห้าปี ไม่ได้เหี้ยอะไรเลย แม้แต่จูบก็ยังไม่ได้ ส่วนกูเจอเขา
คุยกับเขาได้สองอาทิตย์ กูก็ได้เป็นแฟน มีอะไรกับเขาแล้ว”
“ก็เขาบอกกูไม่ใช่สำหรับเขา จะทำอย่างไรก็ไม่มีทาง
กูยังจำได้เลย สมัยก่อนกูกับเขาเป็นอย่างไรกัน”
“เป็นยังไง” เขาถามกลับ
“มึงเคยฟังแล้วนี่”
“กูอยากฟังอีก”
“กูรู้จักพี่เขาเพราะ พี่เขามาอ่านเรื่องที่กูลงไว้ใน Blog ทางอินเตอร์เน็ต เขารู้ว่ากูมีปัญหาทางจิต
เขาพยายามจะช่วยกู ให้กูหาย ให้กูมีสังคม เขาเลยติดต่อกูมาทางการพูดคุยออนไลน์
เขาหวังดีกับกูทุกอย่างแหละ แต่กูเองที่เอาแต่นำเรื่องความกลัว ความเศร้า
ความทรมานอย่างนั้นอย่างนี้ไประบายยัดเยียดให้เขาฟัง
หลังจากที่กูพิมพ์ระบายมันออกไปหมดแล้ว สุดท้ายจะมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้ากูเสมอ
พี่เขาสามารถเปลี่ยนเรื่องเศร้าของกู ให้กลายเป็นเรื่องตลกได้”
“เหรอพี่เขาเจ๋งขนาดนั้นเลย”
“กูรู้เสมอว่าตอนนั้นพี่เขาก็มีคนรักอยู่แล้ว พี่เขายังบอกกูเลย
ว่าตัวเขาไม่มีอะไรดี หน้าตาก็แย่ แก่ก็แก่ ตกงาน
ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง ดีตรงที่มีแฟนน่ารักนี่แหละ กูจำได้แม่น
กูคุยกับพี่เขาได้สักหกเดือนเขาก็หายไปจากกู
โลกทางอินเตอร์เน็ตมันไม่มีความจีรังยั่งยืนเลยแม้แต่น้อย
กูก็เข้าใจ แต่กูรักพี่เขาว่ะ รักทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า
ไม่เคยได้ยินเสียง มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
รู้แต่หัวใจมันพองโตเหมิอนถูกอัดก๊าซอุ่นๆเข้าไป
รู้สึกถึงมันได้เลยเพียงแต่ไม่สามารถ มองเห็น หรือจับต้องมันได้ 
พี่เขาเป็นอีกคนที่กูสัมผัสได้ถึงความหวังดีอันไม่มีข้อแม้
ไม่ต้องการการตอบแทน เหมือนที่กูรู้สึกได้จากแม่”
“แล้วเขาก็กลับมา”
“เออเขากลับมา กลับมาพบ กลับมาทักกู ในโลกอินเตอร์เน็ต ดีตุ๊ด
ทักกูแบบนี้ทุกครั้ง กูจำได้วันนั้นแม่งกูโคตรดีใจ
เป็นวันที่เหมือนแสงสว่างสาดส่องกลับมาที่กูอีกครั้ง”
“แล้วไง”
“ตอนนั้นกูพยายามไม่ระบาย ไม่เอาเรื่องปวดหัวอะไรไปให้เขาอีกเลย
กูชวนเขาคุยเรื่องอื่นทุกวัน พยายามหาเรื่องสดใส หาประเด็นบ้านเมืองมาคุย แต่กูกลัว
กูกลัวเขาจะจากกูไปอีก จะหายไปอีก กูไม่ได้หวังอะไรเลย
กูแค่ต้องการคุยกับเขา อยู่กันแบบนี้ แค่นี้กูก็มีความสุขเพียงพอแล้ว กูเฝ้าถามเขาทุกวันว่า
พี่จะหายไปอีกมั้ย เขายังไม่เลิกกับแฟนหรอก แต่ก็ว่างออนไลน์ในอินเทอร์เน็ต
แต่ตอนนั้นกูก็ได้เบอร์มือถือเขามาแล้วนะ
แถมโทรติดต่อได้ด้วย บางครั้งกูทนไม่ไหว โทรไปร้องไห้ พี่เขาก็ยินดีรับ”
“อือฮึ”
“แต่หลังจากนั้น พี่เขาก็พ่นประโยคเดิมๆใส่กูอีกนั่นแหละ
โลกอินเตอร์เน็ตแท้จริงนั้นว่างเปล่า
เราต่างลอยล่องกันไปมาเหมือนดาวเทียม
บังเอิญวงโคจรกูกับมึงตัดกันอยู่ช่วงนี้
แต่อีกไม่นานก็ต้องจากกันไปตามทางโคจรของเราแต่ละคน
ไม่ได้เหี้ยอะไร ที่จะมายึดติด มาคุยกับกูทำไม
โน่นสิ่งที่มึงควรจะได้ โลกแห่งความจริง
โลกของมนุษย์ที่สื่อสารผ่าน อวัยวะที่เรียกว่า ปาก ไม่ใช่แป้นคีบอร์ด
กูก็พยายามบอกพี่เขานะว่า อย่างนั้นก็มาเจอกูในโลกความจริงสิ
แต่พี่เขาก็สวนกลับกูทันที ฝันไปเถอะ ไม่มีทาง
มึงพยายามถามกูว่า กูจะหายไปอีกมั้ย รู้มั้ยว่ามึงติดกูแล้ว ติดคนน่ะเรื่องใหญ่
มึงจะต้องเสียใจแน่นอน อย่ายึดติดเลย
มึงยังเด็กชีวิตมึงยังมีอะไรอีกเยอะ อายุของกูกับมึงห่างกันร่วมยี่สิบปี
มึงควรจะอยู่กับคนรุ่นเดียวกับมึง”
“น้ำเน่าได้ใจ “ ควันบุหรี่ยังคงอบอวล
“ตลอดเวลากูก็พยายามบอกย้ำพี่เขาเสมอว่า สำหรับกูแล้ว
พี่เขาไม่ได้ห่วย ไม่ได้แย่เลย พี่เขาเป็นฮีโร่คนเดียวของกูด้วยซ้ำ
แต่สุดท้าย เขาก็ปล่อยประโยคเด็ดก่อนจะจากกูไปอีกครั้ง

  มึงจะยึดติดตัวมึง จะยึดติดกับอดีต จะยึดติดกับกู จะยึดติดกับห่าเหวอะไรก็ได้
แต่มึงเอากูไปยึดติดกับมึงไม่ได้

หลังจากนั้นพี่เขาก็หายไป ความเจ็บปวดกดทับลงไปที่รอยแผลครั้งแรกเดิมอีกครั้ง
กูโทรติดต่อหาเขาทุกวันตลอดสามเดือนก็ไม่เคยรับสักครั้ง บางทีก็ตัดสายกูทิ้ง
แต่ตอนนั้นกูกลับไม่เคยมีน้ำตาไหลเล็ดลอดออกมาเลยสักหยด
อย่างไรกูก็เชื่อว่าพี่เขาหวังดีกับกูเสมอ แล้วที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อให้กูโตเป็นผู้ใหญ่สักที
เลิกที่จะให้คนอื่นคอยรับ คอยอุ้ม เขาต้องการให้กูเดินได้ด้วยตีนสองข้างของกูเอง”

“พอแล้ว”  ชายคู่สนทนาของผมตะโกนเสียงแข็งกร้าว

 เขาทิ้งมวนบุหรี่ที่มอดแล้วลงบนพื้น เริ่มปลดกระดุมเสื้อ
และผมก็ปลดกระดุมเสื้อของผมเช่นเดียวกัน
เราต่างกำลังปลดเปลื้องสิ่งปกปิดกายา เผยให้เห็นเนื้อในของกันและกัน
บัดนี้เราทั้งสองล้วนเปลือยเปล่า ร่างกายอันแน่นปรากฏให้เห็นกล้ามเนื้ออันแสนดุดัน
ช่างแตกต่างกับพุงใหญ่ๆอันเต็มไปด้วยไขมัน ณ กลางลำตัวของผมเหลือเกิน 
เขาตรงเข้ามาจู่โจม จูบปากของผมอย่างกับสิงโตพุ่งหาเหยื่อ
มือข้างหนึ่งของเขาจับคางของผมไว้แน่น เขาเล่นลิ้นได้เก่งเหลือเกิน
มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนธาตุไฟในตัวกำลังแตกซ่าน
แต่ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แสนนุ่มนวล ต่อจากนั้นเขาสวมกอดผมแน่น
จมูกผมต้องกลิ่นฟีโรโมนอันรุนแรง องค์ชาติของเราต่างตั้งชูชัน
เราสวมกอดกันอย่างนั้นบนผืนผ้าปูสีนอนสีดำ ซึ่งกึ่งกลางมีลายละอองสีขาวหมุนวน
เวลานอนบนผืนผ้านี้ผมมักจินตนาการคิดไปว่ามันคือทางช้างเผือกขนาดใหญ่
ส่วนผมคือดวงดาวเล็กๆที่ลอยเคว้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในนั้น
ยิ่งผมกอดเขาแบบนี้ ความรู้สึกบางอย่างนั้น ก็ยิ่งแผ่ขยาย
ปกคลุมทำลายไฟตัณหาราคะทางเพศจนมอดสิ้น
รอบตัวๆผมกลับกลายเป็นโลกฟองนม มันนุ่มนิ่ม ฟูฟ่อง ล่องลอย
เหมือนที่เคยได้สัมผัสจากพี่ชายอายุห่างกับผมร่วมยี่สิบปีคนนั้น
แต่มันแปลก มันประหลาด
เสียจนผมคิดว่า ผมอาจกำลังหลอกตัวเองอยู่
เพราะปกติผมจะรู้สึกถึงมันได้จาก ทางคำพูด น้ำเสียง ตัวอักษรของพี่เขา
แต่นี่ผมกำลังอยู่ในโลกแห่งฟองนมกับการสัมผัสทางกายกับใครอีกคน ที่ไม่ใช่…..พี่เขา


  ระหว่างที่ผมกำลังสวมกอดกับร่างอันเปลือยเปล่าด้วยกันนี้ ในเวลาเดียวกัน
ถัดจากอ้อมกอดของเขา ผมก็กำลังจูบปาก
จูบอันบริสุทธิ์กับพี่ของผมบริเวณไหล่อันกลัดมันของคู่กอดของผม
หรือไม่ก็ พี่เขาก็กำลังกอดผมในเวลาเดียวกัน
กอดทับซ้อนอีกข้างกับอ้อมกอดของเขา
มันเป็นความรู้สึกแบบนี้จริงๆทั้งที่มีเพียงผมกับเขาเท่านั้น
ผมไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

พื้นที่เดียวกันกับก้อนความเจ็บปวดที่หน้าอก ซึ่งถวิลหาพี่
บัดนี้กลับกลายเป็นความหวิว อาการคล้ายลมพัดโชยเบาๆมาปะทะที่ข้างแก้ม
แต่มันเป็นที่หน้าอกด้านซ้ายแทน

เราเพียงสวมกอดกันอย่างนั้นทั้งคืน เราไม่เคยล่วงละเมิดก้าวเกินขอบเขตนี้
เขาไม่ได้รู้สึกอยากสอดใส่ผม
เฉกเช่นเดียวกับที่ผมไม่อยากจะเสียความบริสุทธิ์ให้กับคนที่ผมไม่ได้รัก
*
*
  ผมรู้สึกตัว ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งท่ามกลางแสงสว่างจ้า ข้างกายผมว่างเปล่าเฉกเช่นทุกครั้ง
เขาคงจากไปช่วงที่ผมกำลังหลับใหลเหมือนเช่นครั้งก่อนๆ ผมเข้าครัวต้มบะหมี่สำเร็จรูป
ต่อจากนั้น กดรีโมตเปิดโทรทัศน์ ฟังข่าวยามเที่ยง

“ขณะนี้ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์กับอีกสามวันแล้วครับ
ที่ดาวเทียมทั้งสามได้ทดลองขึ้นไปประจำการ
การทำงานของดาวเทียมทั้งสามดวงยังคงเป็นไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาหรือเหตุขัดข้องใดๆ
เพียงแต่มีข้อสงสัยหนึ่งข้อจากทางนาซ่าเอง
เนื่องจากดาวเทียมดวงที่สามซึ่งเป็นตัวรับพลังงานดวงสุดท้าย
ก่อนจะส่งมายังโลกกลับใช้พลังงานในการทำงานมากที่สุด
ซึ่งสมมุติฐานจากหลักการทั่วไปมันไม่ควรเป็นเช่นนั้น
น่าจะเป็นดาวเทียมดวงแรกที่อยู่ใกล้
และเป็นตัวหลักในการรับรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ควรจะใช้พลังงานมากที่สุด”

  หลังจากข่าวเรื่องนี้จบนั้น ผมปิดโทรทัศน์ ตรงไปที่คอมพิวเตอร์
เข้าสู่โลกออนไลน์ ผมค้นหา แล้วพิมพ์มันออกมา
ในมือผมตอนนี้มีภาพดาวเทียมทั้งสามบนอวกาศ
ตัวของมันเต็มไปด้วยจุดเล็กจุดน้อยประกอบกันจนเป็นรูปเป็นร่าง
เนื่องจากมัน ถูกพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์ราคาถูก
ผมนำมันไปติดที่ผนังห้องเช่นเดียวกับภาพก่อนหน้า

ผมชักจะสนุกแล้วสิ บทสรุปของดาวเทียมทั้งสามนี้ จะเป็นอย่างไรกันนะ
ผมอยากจะรู้คำตอบ จนความใคร่รู้ของผมแทบจะปริทะลักออกมาเต้นระบำนอกร่าง

 สักพักผมคว้าโทรศัพท์ โทรออกไปหาพี่ของผม
ผมโทรไปหาพี่เขาสัปดาห์ละครั้งเป็นประจำอยู่แล้ว
และบทสนทนาก็เริ่มขึ้น บทสนทนาระหว่างเรา ไม่ใช่ของพวกคุณ
*
*
  คืนนั้นน่าแปลกที่ ชายหนุ่ม คนรักของพี่ที่ผมรัก เขากลับมาหาผมอีก
ปกติเขาไม่เคยมาหาผมสองคืนติดกันแบบนี้
“วันนี้มึงมาหากูมีเรื่องอะไร เมื่อวานมึงก็พึ่งมา มึงให้กูมีโลกส่วนตัวของกูบ้างเหอะ”
“กูก็แค่อยากฟังเรื่องเล่าต่อ”
“เรื่องเล่าที่ฟังไปแล้วสามสี่รอบนี่นะ มันสนุกตรงไหนวะ”
“ไม่รู้สิ กูก็ไม่รู้ว่าทำไม ถึงชอบฟังเรื่องราวระหว่างพี่เขากับมึง”

 ทุกอย่างเหมือนเช่นคืนที่ผ่านมา หากเป็นเรื่องแต่งในเรื่องสั้นหรือนวนิยาย
ก็คงสามารถคัดลอกข้อความอธิบายภาพประกอบฉากจากคืนก่อนหน้านั้นมาวางไว้ที่
ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งได้เลยโดยไม่ต้องแก้ไข หรือขัดเกลาใดๆ
เขานั่งอยู่บนเตียง ควันบุหรี่พุ่งออกมาจากมวนเป็นสายโค้งพริ้วคล้ายวงกระเพื่อมบนผิวน้ำ
ก่อนที่มันจะค่อยๆแตกตัวเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ดั่งต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขา
และเผยเหล่าดอกไม้สีสดบานสะพรั่งในที่สุด

“เล่าต่อจากเมื่อคืนสิ”
“อืม หลังจากนั้นอีกประมาณสองปีกว่าๆ กูลองโทรออกไปยังเบอร์เดิมของพี่เขา
แล้วปรากฏว่า ดันมีคนรับ เสียงใหญ่ๆอันคุ้นเคยดีเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าเป็นพี่เขาอย่างแน่นอน
ความฝันกูเป็นจริงอีกครั้ง ตลอดเวลาที่พี่เขาหายไป ไม่มีวันไหนเลยที่กูจะไม่คิดถึงเขา
แต่แม่งพี่เขาทำเนียนว่ะ คุยกับกูเฉย อ่อไอ้คนที่ชอบโทรมาหากูแล้วร้องไห้น่ะเหรอ กูจำได้ๆ
แถมบอกด้วยว่าโชคดีที่กูโทรไปตอนนั้น เนื่องจากเบอร์พี่เขาจะหมดอายุแล้ว
กูติดต่อทันแบบฉิวเฉียด หลังจากนั้นกูก็คุย
ถามสับเพเหระเกี่ยวกับตัวเขา สิ่งที่กูพบคือ
พี่เขาระลึกถึงความทรงจำระหว่างกูกับเขาได้น้อยมาก เหมือนพี่เขาทิ้งมันไปเสียหมดแล้ว
คุยไปคุยมา ตอนนั้นเท้ากูอยู่ไม่สุขเลย
อยู่ไม่นิ่งเพราะมันกำลังเต้นระบำเป็นจังหวะด้วยความสุข
แล้วยิ่งตอนที่พี่เขาบอกกับกูว่า กูเลิกกับแฟนเขาแล้ว
รู้มั้ยกูแทบจะลงสนามแข่งเต้นบัลเลย์ได้เลย”
“ทำไมเขาเลิกกับแฟน”
“พี่เขาบอกแฟนเขาเปลี่ยนไป เฉยๆนิ่งๆ เหมือนกับอารมณ์รักระหว่างพวกเขาขาดหาย
เขาก็โทษตัวเองอีกแหละว่าเพราะเขาไม่ดี ไม่มีงานทำ ห่วย หน้าตาก็ไม่ดี ไม่มีอะไรดี
ก็ดีแล้วที่แฟนเขาจะได้พบคนใหม่ๆที่ดีกว่าเขา”
“พระเอกเอ็มวี”
“หลังจากนั้น กูก็เว้นช่วงในการโทร กูโทรหาพี่เขาประมาณสัปดาห์ละครั้งได้
เพื่อความพอดีไม่ให้เหมือนกูไปติดในวงโคจรของเขาอีก
แต่ทีนี้กูสู้ตายแบบแก้ผ้าประจันหน้าเลย
กูบอกเขา กูแซว กูหยอดพี่เขาตลอดว่า กูชอบ กูรักเขา กูยอมเขาได้ทุกอย่าง ด้วยมุกตลก
ตอนนี้กูกับเขาก็กวนตีนกันไปกันมา เหมือนตลกคาเฟ่ไปเสียแล้ว
แต่เขาก็อ้างอีกแหละ มึงกับกูบ้านไกลกัน อายุก็ห่างกัน เก็บชีวิตมึงไว้เถอะ
เป็นข้ออ้างดีๆนี่เองแหละ”
“อืมนะ”
“ต่อจากนั้น กูก็พยายามโชว์ด้านดีของกูสุดฤทธิ์ ประมาณว่ากูได้ที่หนึ่งของสาขาคณะที่กูเรียน
เรื่องนู้นเรื่องนี้ ทั้งๆที่กูไม่ใช่คนที่ชอบอวดเลย กูออกจะรังเกียจคนประเภทนี้ด้วยซ้ำ
แต่กูอยากให้พี่เขาเห็นว่า กูมีคุณค่า กูล่ะโคตรละอายตัวเอง กูทำไปได้อย่างไรก็ไม่รู้
กูก็ถามแหละว่าขอเจอพี่สักครั้งหนึ่งได้มั้ย พี่เขาก็บอกได้เจอแน่
แต่เจอครั้งนี้นี่ก็จะเว้นช่วงไม่ได้เจออีกสิบปีนะ กูก็ยอม กูขอแค่ได้เจอ ได้เห็นหน้าเขาสักครั้ง”
“แล้วก็ได้เจอสินะ”
“อืมก็เป็นแบบที่เขาว่า พี่เขาแก่แล้วอายุประมาณสี่สิบ หน้าตาเหมือนหมอเนิร์ดๆในโรงพยาบาล
วันนั้นเขาเอาเด็กอีกคนอายุเท่าๆกูที่นัดซ้อนกูมาด้วย ที่จริงน่าจะเป็นกูนะ
ที่นัดซ้อนระหว่างพวกเขามากกว่า ถ้าพี่เขาไม่มารับเด็กคนนั้น กูก็คงไม่ได้เจอพี่เขา ลืมบอก
การนัดครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พี่เขาเป็นฝ่ายโทรหากูก่อน เพราะทุกทีกูเองทั้งนั้นที่เป็นฝ่ายโทรหา
แต่วันนั้นกูก็สู้ไม่ถอยคุยแหลกลาน กวนตีนพี่เขาไม่หยุด
พี่เขาพาไปเที่ยวตลาดน้ำใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล
จอดรถปุ๊บ ก็มีผู้หญิงอุ้มลูกมาขายตั๊กแตนสานปั๊บ
พี่เขาก็ซื้อมาหนึ่งตัว ซื้อแบบง่ายๆทันที
ตอนนั้นกูโคตรประทับใจเลย พี่เขาไม่มีเงิน ไม่มีรายได้แล้ว แต่ก็ยังช่วยคนอื่น
มันเป็นการให้ที่กูรู้สึกดีแบบบอกไม่ถูกว่ะ พี่เขามอบตั๊กแตนสานตัวนั้นให้กู
บอกว่า เป็นของขวัญในการเจอกันครั้งแรก
ต่อจากนั้นเวลาเจอขอทานกูก็เห็นพี่เขาให้สตางค์ตลอด
ตอนนี้เวลากูมองตั๊กแตนสานตัวนั้น
กูก็บังเกิดความคิด ความรู้สึกขึ้นมาเลยว่า
กูควรจะให้อะไรกับคนที่ลำบากกว่ากู ช่วยเหลือพวกเขาบ้าง
หลังจากเที่ยวตลาด พี่เขาก็พาไปทำบุญไหว้พระ แล้วก็ส่งกลับแถวบ้าน
ถามความกับคนที่ร่วมทริปนี้ไปด้วย เขาบอกว่าพึ่งคุยกับพี่เขาได้สักสองอาทิตย์เอง
แต่ไอ้เราคุยมาห้าปีพึ่งได้เจอวันนี้  กูรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างบอกไม่ถูก”

“หลังจากนั้น อาการของกูก็เริ่มแย่ลง ความกลัว อาการทางจิตกูครอบงำตัวกู
แบบไม่เคยเป็นมากเท่านี้มาก่อน พี่เขาก็เล่าให้กูฟังว่าตอนเขาเลิกกับแฟนใหม่ๆ
เขารู้สึกแย่มากตอนนั้น วันๆเอาแต่กินเหล้านั่งซึมทั้งวัน เสียใจมาก
แล้วก็เลยเริ่มมาศึกษาธรรมมะ ให้รู้สึกตัวว่าร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ ให้เรามอง
และแยกความทุกข์ออกจากตัวเรา ให้คิดว่ามันไม่ใช่เรา มันเป็นอย่างอื่น พี่เขาบอกอีกว่า
วิธีนี้มันจะช่วยหั่นความคิดหมุนวนซ้ำซากของกูออกเป็นชิ้นๆ ให้ขาดช่วงได้ อาการจะได้ดีขึ้น
เขายังถามต่ออีกว่า กูรู้สึกถึงก้อนที่หน้าอกบ้างมั้ยตอนเวลาเป็นทุกข์
ถ้ารู้สึกมันจะปฎิบัติรู้ตัวได้ง่ายขึ้น ตอนนั้นกูไม่รู้นะ เพราะกูไม่เคยเป็น
แต่หลังจากนั้นกูก็เริ่มสังเกตตัวเอง และค้นพบว่า
กูจะเป็นตอนที่กูคิดถึงพี่เขาทุกครั้ง เป็นกับเขาเพียงคนเดียว และเรื่องเดียว”

“แต่ตอนนี้มึงคิดถึงพี่เขาก็ไม่รู้สึกถึงมันอีกแล้วนี่ ไอ้ก้อนความเจ็บปวดนั่น” เขาแทรกขึ้นมา

“กูพยายามทำตามที่พี่เขาบอก แต่กูทำได้อยู่ไม่ถึงนาที ความคิด ความกลัว
ก็เข้ามาจับจองพื้นที่ในสมองของกูอีกครั้ง มันยากเหลือเกินสำหรับกู
ในการต่อสู้กับความคิดของตัวเอง”

“แต่หลังๆกูก็เริ่มรู้สึกนะว่า ความอบอุ่นที่กูเคยสัมผัสได้จากพี่เขา
มันค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดทีละนิดทีละหน่อย
กูคิดว่าถ้าสักวันหนึ่งกูได้คบกับเขาจริงๆขึ้นมา กูคงจะรู้สึกว่างเปล่าแน่ๆ มันคงจะไม่รู้สึกอะไรเลย
เพราะการรอคอยอันนานแสนนาน มันคงเปลี่ยนความรักที่กูมีต่อเขาให้กลายเป็น
ความอยากครอบครอง ความอยากเอาชนะไปมากพอควร
กูรู้สึกว่าความรักมันมีอายุขัยของมันว่ะ หากมันไม่ได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ
มันจะแปรผันเป็นสิ่งอื่น หรือไม่ก็ค่อยๆหมดไป กูคิดแบบนั้นนะ”

“แต่กูเสียใจมากอย่างหนึ่ง เขาเคยบอกกูว่า
กูเป็น หมาน้อยหน้าบ้าน แปลความหมายได้ว่า
เจ้าของมีหมาที่เลี้ยงไว้อยู่แล้วตัวหนึ่ง ให้ความรัก ความอบอุ่นมันอย่างดี
แล้วบังเอิญมีหมาจรจัดพลัดหลงเข้ามาบริเวณบ้าน เจ้าของบ้านเจอก็เลยสงสาร
เอามันมาเลี้ยงให้แต่เพียงอาหาร แต่ไม่ให้เข้าบ้าน กูรู้ว่าเขาล้อเล่น
แต่มันทีเล่นทีจริงมากเกินไป แล้วกูก็รู้สึกว่ากูเป็นแบบที่เขาว่าจริงๆ
กูเสียน้ำตาแรกให้เขาเพราะวลีนี้นี่แหละ เสียเป็นลิตรเลยด้วยซ้ำ”

“แล้วเขาก็มาเจอกู คบกับกู กูได้กับพี่เขา อยากเจอ อยากคุยได้ตามที่กูต้องการ”
เขาพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
“ประมาณนั้น”
“แต่พี่เขาเคยบอกกูนะ ว่ากูกับมึงต่างกันสุดขั้วทุกอย่าง
ทั้งหน้าตา รูปร่าง นิสัย ทัศนคติ การใช้ชีวิต
เหมือนเป็นด้านตรงข้ามซึ่งกันและกัน
แต่เขากลับรู้สึกว่าลึกๆแล้วมีอะไรบางอย่างที่กูกับมึงคล้ายกัน”
“อืม เขาก็บอกกู แบบนั้น แต่เขาก็เลือกที่จะรักมึง กูเข้าใจ” ผมตอบเขากลับไป

 หลังจากนั้นร่างของเราทั้งสองก็แนบไขว้กัน ผมสัมผัสได้ถึงพี่เขาเหมือนทุกครั้ง
แต่ครั้งนี้ผมไม่อาจนอนหลับได้สนิท มันบอกไม่ถูกเหมือนว่าผมได้นอนหลับไปแล้ว
แต่ความคิดในหัวยังคงหมุนวนไม่ยอมหยุด ผมมองไปยังอีกร่างข้างกาย
เขาดูคล้ายหลับสนิท ผมแกะมือ และผละตัวออกจากเขาเบาๆ
ลุกขึ้น พลางนั่งลงที่เก้าอี้มีพนักพิงตรงข้ามเตียง และหลับตา

 ครุ่นคิดถึงดาวเทียมทั้งสาม พลางสงสัยว่ามันส่งต่อถ่ายทอดรังสีให้แก่กันได้อย่างไร
ถ้าพวกสิ่งของวัตถุ ซึ่งมนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นมา สามารถทำแบบนี้ได้
แล้วตัวมนุษย์ล่ะถ้าไม่ใช่การพูด การเขียน การแสดงท่าทางที่เห็นแจ้งแล้ว
แต่อยู่ในความเงียบงันเหมือนที่ดาวเทียมทั้งสามล่องลอยห่างกันอยู่ในอวกาศ
เราจะสามารถถ่ายทอดอะไรถึงกันได้มั้ย ไม่จำเป็นต้องเป็นสารที่เข้าใจ
แต่อาจจะรู้สึกถึงได้ ถ่ายทอดกันไปเรื่อยๆ จากคนหนึ่ง สู่อีกคนหนึ่ง ไปยังอีกคน

 แล้วดาวเทียมทั้งสาม ถ้ามันรู้สึกได้ มันจะรู้สึกอย่างไรกันนะ
ในเมื่อมันลอยอยู่ในละแวกนั้นกันแค่สามดวง ติดต่อสื่อสารกันเองแค่นั้น
พวกมันมีโลกภายนอกอื่นๆอีกบ้างมั้ย นอกจากโลกส่วนตัวที่มันทั้งสามช่วยกันสร้างขึ้น

คิดไปคิดมาสักพักหนึ่งผมก็รู้สึกถึงความฟุ้งซ่าน ไร้สาระของตนเอง
ผมค่อยๆลืมตา ลุกขึ้น หวังจะกลับไปล้มตัวลงนอนที่เดิม
แต่ก็ต้องนิ่งเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ร่างอันเปลือยเปล่าอีกร่างอยู่ตรงหน้าผม
สายตาของเขาดูล่องลอยไร้ชีวิตจิตใจ

“เห้ยมึงทำอะไร ลุกขึ้นมาทำไมวะ”

ร่างที่เปลือยเปล่ายังคงเงียบงัน  มีเพียงเสียงลมหายใจเข้า และออกเท่านั้นที่ได้ยินจากเขา
เขาเอามือข้างหนึ่งเข้ามาจับ หน้าอกด้านซ้ายของผม

“ช่วยกระทำชำเรา ผมที”

ผมตกใจกับคำพูดของเขา
“ช่วยกระทำชำเรา ผมที ผมอยากถูกกระทำชำเรา”

“เห้ยมึงเป็นอะไร ปกติมึงน่าจะไปกระทำเขาสิ เป็นอะไรวะ ผีเข้าเรอะ”
“ผมอยากถูกกระทำชำเรา ผมอยากเป็นบุคคลที่ถูกกระทำ อยากจะเจ็บปวดมากกว่านี้
อยากจะเป็นที่ระบายอันจะรับการกระทำจากใจอันบริสุทธิ์”

 ผมพยายามดึงมือ เอามือของเขาออกไป แต่เขากำ และบีบหน้าอกด้านซ้ายผมแน่นมาก
จนรู้สึกบอบช้ำผมยังจ้องสายตาเขา
สายตาของเขายังคงเหม่อลอย ไร้จุดหมายดั่งหมอกควัน  
ยิ่งผมจ้องสายตาเขาเท่าไร ตัวผมก็รู้สึกเบาขึ้นๆ
พร้อมกับความมืดค่อยๆบังเกิดขยับขยายจนเต็มสองตา
สักพักผมก็ไม่รู้สึกถึงความคิด
และตัวเองรู้สึกเพียงประสาทสัมผัสจากอวัยวะร่างกายตามหลักธรรมมะ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยจะทำมันได้เลย แต่ตอนนี้ผมกลับไม่มีความคิดใด
มีเพียงความรู้สึกที่ได้จากประสาทสัมผัสทางร่างกายเท่านั้น
ตอนนี้ผมรู้สึกว่าองคชาติโด่ดันอย่างที่สุด ตรงข้ามกับกลุ่มโลมาที่สั่นไหวแผ่วเบา
สักพักผมก็รู้สึกหนักที่แขนทั้งสองข้าง เหมือนมีอีกร่างมากดทับ รู้สึกแบบนั้นอยู่สักห้านาที
ผมพยายามรวมพลังทั้งหมดที่ผมเหลืออยู่ไปยังดวงตาทั้งสอง บังเกิดเห็นภาพที่ติดผนัง
ดาวเทียมดวงที่สาม ผมฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว สีดำกำลังจะกลับมา
ภาพดาวเทียมยังติดตาผมในขณะหนึ่ง
หลังจากนั้น มันก็ค่อยๆเลือนลาง เหลือเพียง ความมืดมิดอันว่างเปล่า
*
*
 รุ่งเช้าทุกอย่างเงียบงัน อยู่ในภาวะปกติ รวมถึงร่างกายของผมด้วย
และคงปกติกับเขาเช่นกัน เขาหายตัวไปเฉกเช่นทุกเช้า

“ตอนนี้ทางนาซ่ากำลังประชุมกันถึงเรื่องดาวเทียมทั้งสาม
ว่าผลสรุปในตอนนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง
แต่ตอนนี้แหล่งข่าวยังไม่ให้ข้อมูลใดๆ”

เขาหายไปแล้ว เขาหายไปจริงๆ ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหนเสียแล้ว

นี่คือคำพูดในสายโทรศัพท์ของผู้ชายที่ผมรักมาตลอดห้าปี

 หลังจากคืนที่เหตุการณ์ประหลาดนั้นเกิดขึ้น เขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย 
ไม่มีกลิ่นแม้จะให้สุนัขตำรวจดมตามค้นหา

 พี่พึ่งเข้าใจความรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เราหวงและรัก
แต่มันได้จากเราไปอย่างไร้สาเหตุ หายไปอย่างไม่มีคำอธิบายใดๆ มันเป็นเช่นนี้เองสินะ
ที่ผู้คนเขาเจ็บปวดกัน

วินาทีที่ได้ยินพี่เขาพูดประโยคนี้ 
ผมก็เริ่มสัมผัสก้อนความทุกข์ที่หน้าอกได้อีกครั้ง
มันได้กลับมาประจำการที่เก่าเสียแล้ว

ผมจะช่วยตามหาเขาอีกแรง พี่อย่าคิดมาก เขาจะกลับมาแน่นอน ขอให้พี่เชื่อผม
*
*
 หนึ่งสัปดาห์กับอีกสี่วันต่อมา ผมก็ยังคงนิ่งเฉยกับเรื่องที่เกิดขึ้น
แต่ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ หรือมีความคิดเกี่ยวกับพี่เขาขึ้นมาในหัว
ผมจะรู้สึกเจ็บก้อนที่หน้าอก บางทีมันทรมานผมเสียจน
ผมต้องล้มตัวนั่งแล้วกดมันไว้สุดแรง
ผมคงต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเสียแล้ว
การไม่เลือกทำอะไรสักทาง อยู่ตรงกลางแบบนี้
มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด มันจะกัดกร่อนผมไปเรื่อยๆ จนผมหมดลมหายใจ
และที่สำคัญ ผมกำลังจะหมดเวลาสนุก

สิบนาทีต่อมาผมหยิบโทรศัพท์ กดโทรออก

“พี่ครับ ขอที่อยู่ได้มั้ย ผมมีอะไรสำคัญจะไปมอบให้”
 
ผมจดที่อยู่ของพี่เขา
หลังจากวางสาย  ผมเปิดลิ้นชัก หยิบริบบิ้น และโบว์สีแดงสำหรับห่อของขวัญ
ออกเดินทางไปยังจุดหมาย
*
*
บ้านทาวน์เฮ้าส์เก่าๆสองชั้นบริเวณชานเมืองอยู่เบื้องหน้า
ประตูรั้วหน้าบ้านไม่ได้ใส่กุญแจ ผมถือวิสาสะเข้าไป เคาะประตูบ้าน สักพักมันถูกเปิดออก

เสียงจากโทรทัศน์ที่พุ่งเล็ดลอดออกมา

“ขณะนี้นาซ่าได้ประกาศเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า จะถอนดาวเทียมดวงที่สามลงมา
ให้เหลือเพียงสองดวงซึ่งจะมีการแก้ไขปรับระบบให้ทำงานร่วมกันเพียงสองดวงเท่านั้น
แต่ก่อนจะจบการประกาศนาซ่ายังคงทิ้งทวนไว้ว่า อนาคตเรายังคงไม่แน่นอนกับเรื่องนี้
บางทีอาจจะมีดาวเทียมดวงที่สาม สี่ ห้า หรืออาจจะเหลือเพียงดวงเดียวก็ได้
ทางเราจะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ขอบคุณครับ”


                                                   ---------------------------

ขอบคุณสำหรับการเเสดงความคิดเห็น และคอมเม้นต่อเรื่องสั้นครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยังอ่านสนุกเหมือนเคยนะครับ ผมชอบไซไฟแบบนี้แหละconfused smile ลุ้น+ได้อารมณ์ครับ

เมื่อไหร่รวมเล่มอีก ประกาศด้วยนะครับ big smile

#1 By on 2009-06-16 18:47

สนุกดี จนแอบคิดว่าเป็นเรื่องจริงรึเปล่าวะเนี่ย sad smile

#2 By nunu (125.24.24.4) on 2009-06-16 19:50

กลับมาพร้อมงานเขียนที่แหวกแนวbig smile

#3 By V@R on 2009-06-16 19:55

ครึ่งแรกเกือบคิดว่าเป็นเรื่องจริงซะแล้ว

#4 By talalan on 2009-06-16 20:52

embarrassed embarrassed embarrassed
เรื่องสั้นตอนนี้พี่แอบโง่อ่ะน้องคร้าบ

ทำไมพี่อ่านแล้วไม่เข้าใจอ่ะเนี่ย พี่ยังงงอยู่เลยว่าเกี่ยวพันกับดาวเทียมยังไงอ่ะครับ

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการดำเนินเรื่องพี่ว่ากรัชับได้ใจความดีนะ อ่านแล้วจินตนาการเห็นภาพชัดดีครับ
แต่พี่หาอะไรที่ซ่อนอยู่ไม่เจอจริงๆ
สงสัยพี่แก่ไปแล้วอ่ะ EMS มาใบ้หน่อยก็ดีนะครับ

#5 By ลิงกับหมู on 2009-06-16 21:26

ร้อนนนนนนน(HOT)!!

....พี่ชิกลับมา
return พร้อมกับเรื่องสุดๆๆๆ และสุดๆๆๆ


เรื่องนี้เปรียบเปรยดีมากๆๆๆ(มากแบบสุดๆ), ผมว่าพี่ลองส่งไปยัดลงหนังสือพวก a day หรือหนังสือรุ่นใหม่วัยมันส์บ้่างไหมอะคะ - -?

ยังไงก็ตาม, เรื่องนี้เริศมากกกกกก, ในหลักภาษาไทย ก็คือการใช้ "อุปมาโวหาร" บรรยายความรู้สึก(ใช้ดาวเทียมแทนความรู้สึก) @.@ อันโดดเด่น

กรี๊ด >< จะรอติดตามต่อไปคะ *0*

#6 By Icia (124.122.246.147) on 2009-06-16 22:57

เปรียบเทียบสวยงาม เล่าเรื่องได้เป็นธรรมชาติ
บอกความเป็นตัวของตัวเองได้ดี
อืมมม... ยกนิ้วให้กับเรื่องนี้ฮับ
ถึงจะทำให้อ่านจนตาแฉะไปนิดก็เหอะ question

#7 By DDP on 2009-06-17 00:29

ชอบที่ใช้ภาษาได้ดีอ่ะ อ่านแล้วลื่น สละสลวย เข้าขั้นเลย

อ้อ ถ้าจำไม่ผิด "กระทำชำเลา" ต้องเขียนเป็น "กระทำชำเรา" นะbig smile พอดีคำนี้มันใช้บ่อยในเรื่อง แล้ว(ถ้า)สะกดผิด บางทีมันทำให้การอ่านมันสะดุดได้น่ะ

#8 By boatz (58.8.236.85) on 2009-06-17 10:15

ชอบเรื่องนี้มากครับ


ความรู้สึกเหมือนได้อ่านงานชิเรื่องแรกๆ


เป็นงานเขียนที่ให้ความรู้สึกตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมสุดๆ

#9 By pw. on 2009-06-17 16:56

ภาพประกอบชี้นำแนวคิดของเรื่องต่อได้ดี open-mounthed smile
ขอติ ไม่ชมอย่างคนอื่นนะ double wink
บางส่วนใช้คำโอแล้ว แ่ต่ก็ยังมีขาด ๆ เกิน ๆ อยู่ดี
แต่ถ้านับว่าเป็นเีรื่องแบบตามใจคนเขียนเองก็พอเข้าใจ

อีกอย่าง ต้องยอมรับว่าอันนี้ม่ายใช่แนวกุหง่ะ แฮะ ๆ

#11 By Lydia Deetz on 2009-06-17 19:25

เก็บไว้อ่านตอนเสียตังค์ดีมั้ยอิๆ

#12 By ทอม on 2009-06-19 09:23

แก เรื่องนี้เราอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจง่ะ

ย่อหน้านี้ "ผมพยายามดึงมือ เอามือของเขาออกไป.."
เราอ่านแล้วไม่เข้าใจอ่ะ

แต่ชอบที่เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของคนทั้ง3กับดาวเทียมนะ จบไ้ด้โอเคดี

#13 By +Bloodyberry : MUKURO ADDICTION*+ on 2009-06-20 02:39

แอบน้ำตาซึมว่ะ

แนวคิดจิตแตกเหมือนเดิมนะ

เป็นสิ่งที่เป็นข้อดีสุด ๆๆๆ ของแกเลยอ่ะ

#14 By ก๋วย (118.174.21.94) on 2009-06-21 00:10

ขอให้พัฒนาต่อไป
ได้ 5 คะแนนสำหรับเรื่องนี้

#15 By (58.64.104.234) on 2009-06-21 21:26

เรื่องราวเฉียบขาดขึ้นเรื่อย ๆ นะ

อ่านแล้วก็ยังหวาด ๆ วูบ ๆ question

หัวใจของชิน่ากลัวเนอะ น่ากลัวว่ามันจะแหลกสลาย
ไปง่าย ๆ ต้องพยายามประคองมันไว้บ้าง...นะ

สำหรับอะไมอิ บอกเขาได้เลย ไม่มีอะไรต้องกังวล
เพราะพี่ นอกจากจะเป็นคนง่าย ๆ แล้ว
พี่ยังเข้าใจบางความแปลกในบางคนมากมายด้วย

question
http://www.ireallyhost.com/forums.php?p=topic&tid=147

#17 By shikak on 2009-07-06 13:24