Tear of Butterfly -mimic’09 rewrite-
posted on 17 Aug 2009 19:21 by shikak

ร่างกายอันแสนบอบบาง
ดวงตากลมโตใหญ่ภายในเต็มไปด้วยหลากเหลี่ยม
ปากผิวเรียบดุจดั่งผ้าแพรสีฟ้าอ่อน ผมตรงยาวดำสยาย
เบื้องหน้าของผมคือผู้หญิงซึ่งสวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาทั้งชีวิต
แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา
เธอเป็นผู้หญิงซึ่งมีลักษณะคล้ายผีเสื้อ
เธอมีปีกสีทองดำยามต้องแดดจะสะท้อนแสงระยิบระยับ
พร้อมขนตาและหนวดยาวเรียวสีเดียวกัน
ผมค่อยๆเอามือไปจับหน้าอกซ้ายของผม
หัวใจของผมเต้นระรัวดั่งไม้กระทบกลองเป็นจังหวะอึกทึก
พร้อมกับที่เธอค่อยๆเอามือขึ้นมาบรรจงกรีดกราย
แล้วเอานิ้วชี้แนบชิดริมฝีปาก
บังเกิดเสียงที่พอได้ยินแล้วต้องรู้สึกเย็นยะเยือก “เราจะรู้กันแค่สองคน” “เราจะรู้กันแค่สองคนเท่านั้น”
*
*
ผมฝันถึงเธออีกแล้ว
เธอผู้มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ มันเป็นเช่นนี้มาตลอดสามเดือน
ผมมักจะฝันถึงเธอบ่อยครั้งจนแทบจะเรียกได้ว่า
เธอเป็นนางในฝันยามนิทราของผม
ในฝันทุกครั้งเธอจะทำเฉกเช่นฝันเมื่อครู่นี้และผมจะรู้สึกเหมือนเป็น
ครั้งแรก
มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดสำหรับเด็กอายุสิบสี่ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกอันคับแคบอย่างผม
และมันก็เป็นประเด็นที่ผมอยากได้มาซึ่งคำตอบเหลือเกิน
ผมค่อยๆพับผ้าห่มจัดเตียงนอนขนาดใหญ่เกินตัวอย่างเป็นระเบียบ
และไปที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งขนาดเล็กซึ่งอยู่ตรงข้าม เบื้องหน้ามีกระจกเงา
ผมยืนจ้องมันอย่างแน่นิ่งเผยให้เห็นรอบดวงตาอันหมองคล้ำ
ความรู้สึกบอกผมคล้ายมีกรงเหล็กปิดกั้นอยู่รอบๆดวงตาทั้งสองข้าง
แล้วกรงเหล็กที่ปิดกั้นก็ไม่ใช่เพื่อกักขังอะไรอื่นใด นอกจาก อิสรภาพของตัวผมเอง
ผมเกิดมาร่วมสิบสี่ปีและถูกกักขังอยู่ในคฤหาสน์โบราณขนาดใหญ่กินพื้นที่ร่วมสิบไร่
ตัวคฤหาสน์สร้างจากหินอันเก่าแก่ทว่าแข็งแกร่งทนทานยิ่ง
เหตุที่ผมโดนกักขังนั้นก็เพราะคนอีกคนที่อาศัยร่วมกับผม
ไม่สิต้องเป็นผมที่ไปอาศัยร่วมอยู่กับเขาที่นี่
ชายวัยกลางคนผู้มีนามเรียกขานว่า
ศาสตราจารย์ผีเสื้อ
เขาผู้นี้ที่ผมอาศัยอยู่ร่วมมาตั้งแต่จำความได้
เขาเป็นคนเลี้ยงดูผมมา เขาผู้กักขังอิสรภาพของผม
ผมไม่เคยได้ย่างกายออกไปนอกคฤหาสน์
ไม่เคยแม้ได้ดูโทรทัศน์หรือภาพจากหนังสือสวยๆสักเล่ม
ครั้นเมื่อยังเด็กผมเคยแอบศาสตราจารย์ไปหยิบหนังสือรวมภาพผีเสื้อกับท้องฟ้า
ออกมาจากตั่งหนังสือ
ผมเปิดมันภาพท้องฟ้าอันแสนสวยงามจากหลายมุมมองจากหลากสถานที่
ซึ่งไม่ใช่มุมมองจากคฤหาสน์หลังนี้
มันช่างเป็นท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งให้ความรู้สึกสดชื่นเมื่อยามมอง
เฆฆสีฟ้าครามก้อนน้อยใหญ่มันลอยละล่องอยู่ในภาพ
ตัดกับสีแดงส้มจากปีกของผีเสื้อซึ่งกำลังเชยชมความหอมหวานจากดอกไม้
แต่ผมก็สามารถสัมผัสความงามของมันได้เพียงชั่วครู่
เพราะศาสตาจารย์ได้เข้ามากระชากหนังสือภาพไปจากมือ
พร้อมดุด่าอย่างแรงเกี่ยวกับข้อห้ามไม่ให้จับหนังสือพวกนี้
ผมมีสิทธิอ่านเพียงหนังสือทางวิชาการซึ่งมีเพียงตัวอักษรเท่านั้น
แม้ในบางครั้งในหนังสือจะมีการบรรยายฉากท้องฟ้าเอาไว้บ้าง
แต่ผมก็ไม่สามารถวาดมโนภาพของท้องฟ้าให้เกิดขึ้นได้
หนึ่งในความฝันของผมก็คือ
ผมอยากจะมีกล้องสักตัว ไว้ถ่ายเก็บภาพท้องฟ้าจากหลายมุมมองจากสถานที่ต่างๆทั่วทุกมุมโลก
โลกที่ผมไม่เคยได้ออกไปสัมผัส
หลังจากการจดจ้องตัวเอง ผมก็ลงมานั่งรับประทานอาหารเช้าร่วมกับศาสตราจารย์
ศาสตราจารย์ผู้เงียบงัน เขาจะไม่พูดอะไรกับผมเลยหากไม่จำเป็นหรือถ้าไม่ใช่ในรูปของประโยคคำสั่ง
“เดี๋ยววันนี้ฉันจะออกไปข้างนอกสักหน่อย คงรู้นะว่าอย่าละเมิดกฏที่ฉันได้ตั้งไว้
และที่สำคัญห้ามย่างก้าวออกไปจากคฤหาสต์นี้แม้แต่เพียงก้าวเดียว”
ข้างนอกเป็นคืนที่ฝนตกกระหน่ำเพราะพายุได้เข้าถาโถมทั่วบริเวณ
ใบหน้าของผมแนบชิดติดกระจกเฝ้าเพ่งมองดูละอองสายฝนซึ่งพัดไปตามแรงลมอันเกรี้ยวกราด
ลมหายใจออกทำให้เกิดฝ้าบนกระจก ซึ่งมันทำให้ผมต้องคอยเช็ดมันอยู่บ่อยครั้ง
“สายการบิน T507
ที่จะบินไปยังดินแดนอันไกลโพ้น
พร้อมแล้วสำหรับการออกบิน…………………………………………………………….นี่ฟังฉันอยู่หรือเปล่า ไอ้เด็กจอมเหม่อลอย”
เสียงอันแหบแห้งทะลุทะลวงเข้าสู่โสตประสาทถาโถมทำลายมโนภาพซึ่งผมวาดฝันจนหมดสิ้น
มันทำให้ผมสะดุ้งตกใจ
“เอ้าตกใจอีก นี่วันนี้ฉันจะออกไปข้างนอกนานหน่อยเพราะสถานที่ๆฉันจะไปนั้นมันอยู่ห่างไกลเป็นร้อยกิโล
และอีกอย่างฉันต้องนำน้ำสีน้ำเงินพวกนี้ไปรดเหล่าดอกไม้หน้าคฤหาสน์เหมือนทุกวัน”
“ครับ ผมจะทำตามกฏที่ศาสตราจารย์ตั้งไว้ทุกอย่าง
พักนี้ศาสตราจารย์ไม่สบายหรือเปล่าครับเสียงดูแหบมาก”
“หุบปากจะมายุ่งอะไรกับเรื่องของฉัน” เขาตะวาดกลับและลุกออกจากบริเวณห้องกินข้าว
เป็นสัญญาณว่าเขาได้ไปจากคฤหาสน์แล้ว
ที่จริงมีเรื่องที่ผมสงสัยอีกเรื่องหนึ่งนอกจากความฝันของผม
นั่นก็คือเรื่องน้ำสีน้ำเงิน ศาสตราจารย์ต้องถือขวดแกลอนซึ่งบรรจุน้ำสีน้ำเงินเอาไว้จำนวนสองขวด
เพื่อเอาไปรดเหล่ามวลดอกไม้หน้าคฤหาสน์ทุกเช้าซึ่งพวกมันกินพื้นที่ร่วมร้อยไร่
ตอนนี้เหล่าดอกไม้ยังคงหุบอยู่ไม่เบ่งบาน
ดอกไม้จะเบ่งบานเพียงสองวันในช่วงสองปีเท่านั้นและในสองวันนั้นจะบังเกิดสิ่งอันแสนสวยงาม
ชนิดถ้าคุณมาเห็นคุณจะไม่มีวันลืมมันไปชั่วชีวิต
พวกดอกไม้หลากสีจะเบ่งบาน พร้อมด้วยผีเสื้อซึ่งโบยบินมานับแสนตัว
เพื่อมาเชยชมน้ำหวานในความงามของดอกไม้เหล่านั้นให้รัญจวนใจ
และตอนนี้ก็เหลือเวลาเพียงสัปดาห์เดียวก็จะถึงช่วงสองวันนั้นแล้ว
แต่ที่ผมสงสัยก็คือน้ำแค่สองสามแกลอนจะเพียงพออะไรกับการรดลงไปบนดอกไม้ซึ่งกินพื้นที่มหาศาล
หลายปีก่อนผมเคยเอ่ยถามศาสตราจารย์แต่เขาก็ตะวาดผมกลับอย่างแรง
จนทุกวันนี้ผมเองก็คงยังหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จผมเข้าไปล้างจานในห้องครัว
ซึ่งเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำสีเขียวแนบติดกับผนังและพื้นของห้อง
หลังจากนี้ผมคิดว่าผมจะไปหาหนังสือเกี่ยวกับการลอกเลียนแบบของผีเสื้อมานั่งอ่านสักเล่ม
ตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมา
ศาสตราจารย์ได้แต่หมกมุ่นอยู่กับประเด็นการลอกเลียนลายหรือแบบของผีเสื้ออย่างมาก
ถึงขนาดทำห้องสมุดการลอกเลียนแบบของผีเสื้อแยกกับหนังสืออื่นๆ
ผมก็พึ่งรู้จากการมีห้องสมุดแยกออกมาแหละว่า
ผีเสื้อนั้นมีการลอกเลียนแบบลายของกันและกัน
โดยลายที่ผีเสื้อจะลอกเลียนนั้นจะเป็นลายของผีเสื้อซึ่งมีพิษ
หรือไม่ก็ยามที่เป็นตัวอ่อนผีเสื้อเหล่านั้นก็กินใบไม้ที่มีสารพิษเป็นอาหาร
พวกมันลอกเลียนแบบลายเพื่อให้ตัวเองรอดจากการเป็นเหยื่อทางบ่วงโซ่อาหาร
ซึ่งพวกมันทำได้แนบเนียนอย่างเหลือเชื่อ เหมือนอย่างหมดจดกระทั่งสีของปีก
แต่ก่อนที่ผมจะไปนั้น
ผมก็ต้องตกใจกับอะไรบางอย่างเหม็นฉุนเหมือนกลิ่นน้ำหอมที่ฉีดมากเกินไป
แต่ทว่ามันมีกลิ่นคาวแทรกผสมอยู่ด้วย มันโชยเข้ามาได้อย่างไร
ทั้งที่บริเวณห้องครัวก็ปิดหน้าต่างอย่างมิดชิดทุกบาน
ผมสูดกลิ่นนั้นไปสักพักในหัวของผมเริ่มมีภาพอะไรบางอย่าง
ภาพของเธอ เธอคนนั้น เธอผู้คล้ายผีเสื้อ มันตีกันทับซ้อนกันไปหมดในหัว
ขาของเธอทับกับหนวดสีทอง ขนตาเรียวยาวแทรกเข้าไปในซอกเล็บอันยาวเรียว
เสียงของเธอดังก้องขึ้นในหู “เราจะรู้กันแค่สองคน” “เราจะรู้กันแค่สองคนเท่านั้น”
ผมพยายามควบคุมสติให้ภาพซึ่งตีกันบนหัวหยุดลง
ก่อนที่ผมจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง
ผมจะตามกลิ่นนี้ไป
*
*
ผมตามกลิ่นไปจนถึงหน้าประตูคฤหาสน์
ภาพละอองฝนจากภายนอกสนามบินก็บังเกิดในหัวอีกครั้ง
มันยิ่งทำให้ผมตัดสินใจแหกกฏ
ผมเปิดประตูออกไปอย่างแรง
หลังจากนั้นแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
วันนี้ท้องฟ้าช่างดูหม่นหมองเพราะเต็มไปด้วยเมฆสีเทาดำ
ผมลัดเลาะไปตามเหล่ามวลดอกไม้หลากสีน้อยใหญ่
เดินไปร่วมครึ่งชั่วโมงก็เจออุโมงค์ขนาดเล็กอยู่ตรงหน้า
ผมค้นพบว่ากลิ่นคาวนั้นถูกปล่อยออกมาจากภายในอุโมงค์นี้
ผมชั่งใจว่าจะมุดเข้าไปดีไหม
แต่เมื่อผมมาถึงขนาดนี้แล้ว คงต้องถึงไหนถึงกัน
ผมย่อตัวจนอยู่ในท่าคลานและค่อยๆคลานเข้าไป
ภายในอุโมงค์มีแสงเรืองๆพอให้เห็นรอบตัวซึ่งเต็มไปด้วยน้ำหนืดๆ
แต่มันกลับยังไม่ใช่ต้นตอของกลิ่นเหม็นนั้น
ผมคลานไปอย่างช้าๆร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำหนืดใส
ผมพ้นออกมาอุโมงค์มันถูกเชื่อมต่อกับห้องขนาดใหญ่
เพดานห้องเป็นกระจกใสท้องฟ้ายังคงหมองหม่นเฉกเช่นบริเวณหน้าคฤหาสน์
เบื้องหน้าผมเป็นโต๊ะไม้สีเลือดหมูยาวประมาณสามสิบเมตร
บนโต๊ะไม้เต็มไปด้วยผัก
ผลไม้ ใบเขียวที่กองอยู่บนถาดจานลายสีทองเงินแลดูโบราณปรัมปรา
บนโต๊ะท่ามกลางผักผลไม้มีอะไรบางอย่างสะดุดตาผม
นั่นก็คือ ผีเสื้อสตาฟสีฟ้าซึ่งอยู่ภายในอิฐใสซึ่งตั้งอยู่หลายอันบนโต๊ะไม้
“ท่านจะมากระทำหรือกักขังหน่วงเหนี่ยวอะไรฉันอีก
แค่นี้มันยังไม่สาแก่ใจท่านอีกหรือ”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากบริเวณภายในห้อง
“คุณคือใคร คุณอยู่ข้างในสุดห้องนั้นเหรอ” ผมเอ่ยถามกลับไป
“ใช่ฉันอยู่ที่นี่มาร่วมยี่สิบปี ฉันคือเทพธิดาผีเสื้อ ชายวัยกลางคนผู้มีเสียงแหบแห้งกักขังฉันไว้
เขาทำกับฉันอย่างกับของสะสมเป็นดั่งผีเสื้อสตาฟที่ไร้ชีวิตแล้ว”
“………….” ผมไม่รู้จะตอบอะไรเธอกลับไป ไ
ด้แต่นิ่งเงียบน่าแปลกที่หัวของผมมีภาพในสนามบินอีกครั้ง
พร้อมกับเท้าซ้ายก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
“เธอช่วยเข้ามาใกล้ฉันมากกว่านี้ได้มั้ย
แต่อย่าใกล้มากจนเห็นร่างตัวอ่อนอันแสนน่าเกลียดของฉันนะ”
หลังจากเธอพูด ผมก้าวเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น
“ขอบคุณเธอที่กรุณากับฉันมากขนาดนี้ อยู่ในนี้ฉันรู้สึกเหงาเหลือเกิน
ไม่ได้พบใครเลยนอกจากชายวัยกลางคนๆนั้น เธอเป็นคนแรกในรอบยี่สิบปีที่ฉันได้เจอ”
“เป็นเกรียติอย่างยิ่งครับ ว่าแต่มีทางไหนที่ผมพอจะช่วยคุณได้บ้าง”
“มันก็มีทางแต่ต้องรอเวลาที่ดอกไม้เหล่านั้นเบ่งบานเสียก่อน” เธอตอบกลับมาเสียงเธอสั่น
“อีกสัปดาห์เดียวก็จะถึงเวลานั้นแล้วครับ”
“เธอจะช่วยฉันแน่นอนใช่ไหม ช่วยฉันให้รอดพ้นจากน้ำมือของชายชั่วคนนั้น”
วินาทีนั้นภาพละอองฝนตีทับซ้อนไปมาในหัวผมอย่างรุนแรง สนามบิน สนามบิน ไปสนามบิน
ไปสิ ไป
ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ผมพูดกับตัวเอง สติพลันกลับมาอีกครั้ง
“ครับผมจะช่วยคุณอย่างสุดความสามารถ
ผมจะไม่ยอมให้เขามากักขังใครได้อีกนอกจากตัวผม”
“ขอบคุณความมีเมตตาของเธอมากจ๊ะ
แต่ก่อนจะถึงวันที่ดอกไม้เบ่งบานเธอช่วยมาหาฉันบ่อยๆได้มั้ย
ฉันเหงาจนแทบทนไม่ไหวดั่งดอกไม้ดอกเดี่ยวซึ่งกำลังโรยราถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน”
“ได้ครับ ผมจะพยายามมาหาคุณทุกวันแต่ตอนนี้ผมคงต้องไปแล้ว
ผมเกรงว่าชายคนนั้นจะกลับมาก่อนที่ผมจะเข้าไปในคฤหาสน์”
“แล้วเจอกันจ๊ะ เธอคือความหวังของฉันนะ”
ผมหันหลังและเดินไปจากเธอ
เดินผ่านโต๊ะไม้ยาวสีเลือดหมูตัวเดิม
ลอดอุโมงค์ออกทางเก่า
แต่ผมยังไม่รีบกลับคฤหาสน์หรอก
เพราะผมรู้ว่าวันนี้ศาสตราจารย์คงไม่กลับมาง่ายๆ
*
*
หลังจากวันนั้นผมก็ไปหาเธอทุกวัน
เรามักจะคุยกันเรื่องครอบครัวตั้งแต่วันต่อมาที่ผมไปหาเธอ
เธอก็เริ่มต้นประเด็นด้วยการถามผมว่า
พ่อกับแม่ของผมเป็นคนที่ไหน
ผมตอบเธอกลับไปว่าผมก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่ผมอยู่ที่ไหน
ตั้งแต่เกิดมาผมถูกเลี้ยงดูอยู่ที่นี่ ผมไม่เคยไปไหน ไม่เคยไปจากคฤหาสน์เลย
การที่ผมออกมาหาคุณ นี่คืออิสรภาพครั้งแรก เป็นการตัดสินใจด้วยตนเองครั้งแรกของผม
แล้วเธอก็มักจะถามผมด้วยคำถามที่เสียดแทงความรู้สึกภายในประมาณว่า
ถ้าเธอเลือกได้เธออยากจะพบพ่อแม่ของเธอไหม
ซึ่งผมจะตอบเธอกลับทันทีว่า
ผมอยากเจอเป็นที่สุด แล้วคำถามต่อมาก็คือ
ถ้าเธอเจอพ่อแม่เธอแล้ว เธอจะทดแทนบุญคุณที่เขาให้กำเนิดเธอขึ้นมาบนโลกใบนี้หรือไม่
ซึ่งผมจะเงียบไม่ตอบเพราะภายในใจของผมนั้นยังลังเลอยู่ระหว่าง
ความเห็นแก่ตัวของผมเองกับความกตัญญูซึ่งลูกทุกคนควรจะมอบมันให้พ่อแม่ของตน
วันนี้ผมก็มาหาเธอเฉกเช่นทุกวัน
เป็นวันก่อนหน้าดอกไม้จะเบ่งบาน
เบื้องหน้าผมยังคงมีผ้าขาวที่ปกคลุมร่างของเธออย่างมิดชิด
แต่ก็ยังมีช่องโหว่ให้เห็นน่องขาหรือแขนของเธอซึ่งเปรอะเลอะไปด้วยน้ำหนืดๆสีน้ำตาล
ซึ่งก็คือที่มาของกลิ่นคาวนั้น
“พรุ่งนี้เหล่าดอกไม้จะเบ่งบานแล้วครับ
ถึงเวลาที่คุณต้องบอกวิธีที่จะช่วยปลดปล่อยคุณแล้ว”
“มันมาถึงแล้วหรือ มันมาถึงแล้วจริงๆรึ เวลาที่ฉันจะได้เป็นอิสระออกจากห้องแคบๆห้องนี้”
“ครับ ผมจะพยายามเต็มที่เพื่อช่วยคุณออกไปให้ได้”
“ภารกิจที่จะช่วยฉันนั้นมีสามภารกิจด้วยกัน
ซึ่งภารกิจแรกที่ฉันต้องการจากเธอก็คือ
ในวันพรุ่งนี้เหล่าดอกไม้หลากสีจะเบ่งบาน
ฉันขอให้เธอช่วยไปเด็ดกลีบดอกไม้เหล่านั้นมาสักสองกำมือแล้วนำมันมาให้ฉัน”
“ได้ครับ ผมจะทำหลังจากที่ศาสตราจารย์ออกไปจากคฤหาสน์แล้ว
หมู่นี้เขาออกไปตั้งแต่เช้าแล้วกลับเข้ามาดึกเหลือเกิน
ผมคงนำมาให้คุณได้ในช่วงสายๆพรุ่งนี้
แล้วภารกิจที่สองล่ะครับ”
“ขอให้เธอจงทำภารกิจแรกให้สำเร็จลุล่วงเสียก่อน
แล้วภารกิจที่สองจะบังเกิดตรงหน้าเธอเอง”
นั้นคือประโยคสุดท้ายจากเธอ
หลังจากนั้นผมออกจากที่นั่นรีบเข้าคฤหาสน์
ขึ้นห้องนอนและพยายามข่มตาจมลงสู่นิทราให้เร็วที่สุด
*
*
วันรุ่งขึ้นผมยังคงรับประทานอาหารเช้ากับศาสตราจารย์
เขากับผมก็ยังคงเหมือนเดิมเราต่างไม่พูดไม่จา เขาก็รีบออกจากคฤหาสน์เหมือนทุกวัน
หลังจากนั้นผมเดินไปหน้าคฤหาสน์เปิดประตู
พร้อมภาพตรงหน้าเหล่าผีเสื้อน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนกระพือปีกบินมุ่งหน้ากันมา
เพื่อลิ้มรสชาติอันหอมหวานของเหล่าดอกไม้
มันเป็นภาพที่สวยงามแบบละลานตาเหลือเกิน
หลายสีหลายสิ่งขยับไปมาบนผืนดอกไม้ดุจดั่งผ้ากำมะหยี่ไหวไปตามลม
แต่ผมไม่มีเวลาที่จะมาสุนทรีกับความงามตรงหน้า
เพราะผมต้องทำภารกิจของผมให้สำเร็จ
ผมตรงเข้าไปในทุ่งเด็ดกลีบดอกไม้ทีละกลีบพยายามเลือกเด็ดให้ได้กลีบหลากสีมากที่สุด
จนกระทั่งมันเต็มไปทั้งสองกำมือ
ผมมุ่งหน้าไปทางเดิม มุ่งไปหาเทพธิดาผีเสื้อตนนั้น
*
*
“เทพธิดาผีเสื้อ ผมนำของมาให้คุณแล้ว
ของจากภารกิจแรกซึ่งจะช่วยปลดปล่อยคุณ”
“โอ้ขอบคุณมาก เธอช่างดีกับฉันเหลือเกินโปรดวางกลีบดอกไม้ไว้บนพื้นเบื้องหน้าเถิด
หลังจากนั้นเธอจงหลับตา”
“ทำไมต้องหลับตาด้วย” ผมถามออกไปทันทีด้วยความสงสัย
“เพราะมันจะมีแสงสว่างจ้าบังเกิดขึ้นน่ะสิ….”
เธอพูดพร้อมค่อยๆคืบคลานยื่นมือที่เต็มไปด้วยเมือกสีน้ำตาล
คว้าเอากลีบดอกไม้ไปเสียหมด
ผมหลับตาแล้วก็บังเกิดแสงจ้าอย่างที่เธอได้บอกผม
“ลืมตาได้แล้วหนุ่มน้อย” ผมลืมตา ตรงหน้าผมบังเกิดร่างของหญิงสาวดูปราดเปรียว
สัดส่วนเอวองได้รูปยิ่งนักแต่เธอถูกพันไปด้วยเส้นใยสีขาวเส้นบางแต่หลากเส้น
ใบหน้าของเธอถูกปิดด้วยผ้าสีขาวซึ่งเธอถือมันไว้เองด้วยการยกมือทั้งสองข้างขึ้นไขว้กัน
“คุณเป็นดักแด้”
“ใช่แล้วตอนนี้ฉันเป็นดักแด้ อีกไม่ช้าฉันก็จะได้เป็นผีเสื้อ ซึ่งต้องอาศัยภารกิจที่สอง”
“ให้ผมทำอะไรครับ” ผมถามกลับอย่างรวดเร็ว
“ภารกิจที่สองเป็นภารกิจซึ่งง่ายที่สุด เพียงเธอช่วยยกร่างของฉันไปไว้ในที่มืดและอับ
มันจะเป็นสภาวะที่ดีที่สุดสำหรับดักแด้
ซึ่งรอคอยที่จะโบยบินออกไปเป็นผีเสื้อ”
“แล้วต้องใช้เวลาเท่าไหร่คุณถึงจะกลายเป็นผีเสื้อ”
“เพียงแค่ช่วงข้ามคืน ขอให้พรุ่งนี้เธอมาหาฉันตอนประมาณบ่ายสองโมง
มาหาฉันที่เดิมในห้องนี้แล้วเจ้าจะพบกับภารกิจที่สาม”
หลังจากเธอพูดจบ
ผมแบกร่างของเธอ ร่างอันเบาหวิว ผมวางเธอไว้ข้างๆทางลอดอุโมงค์
ผมสอดตัวเข้าไปก่อน แล้วลากร่างของเธอมาปิดเอาไว้บริเวณปากอุโมงค์
ผมคิดว่ามันเป็นบริเวณอันเหมาะสมที่สุดแล้วกับสิ่งที่เธอต้องการ
หลังจากนั้นผมค่อยๆคลานถอยหลังออกไปจนสุดอุโมงค์และเดินทางเข้าคฤหาสน์
*
*
รุ่งเช้าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมคล้ายเปิดเทปม้วนเดิมเรื่องเดิมซ้ำอีกรอบ
แต่มันแตกต่างจากวันอื่นในอาทิตย์นี้เพราะผมต้องไปหาเธอในช่วงบ่าย
ผมจึงเข้าไปห้องสมุด เข้าไปค้นหนังสืออะไรบางอย่าง
ผมค้นอยู่ประมาณสามสิบนาทีก็เจอหนังสือที่ผมหมายปอง หนังสือท้องฟ้ากับผีเสื้อ
หนังสือเล่มนี้ที่ติดตาฝังลึกในความทรงจำของผมตั้งแต่เด็ก
ผมหยิบมันขึ้นมานั่งลงบนเก้าอี้พลิกดูทุกหน้าของหนังสือ
ผมเองก็อยากจะถ่ายรูปทำหนังสือเก็บภาพท้องฟ้าแบบนี้บ้างถ้าผมมีโอกาส
แต่มันคงใช้คำว่าถ้าไม่ได้เพราะมันแทบจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว
คิดแล้วก็เป็นการกระตุ้นภาพและเรื่องราวของสนามบินในมโนภาพให้บังเกิดอีกครั้ง
ผมควรจะเลือกทางไหนดีแต่ผมจะไม่คิดแบบนี้อีกเพราะตลอดเวลา ผมได้เลือกแล้ว
เวลาประมาณบ่ายสองผมตรงไปหาเธอ
ผมคลานลอดเข้าอุโมงค์ แล้วก็เป็นแบบที่เธอว่า
เธอไม่ได้อยู่ตรงปลายอุโมงค์แล้ว
ผมพ้นจากอุโมงค์เห็นสองหนวดยาวเรียวสีแดงสลับทองมาแต่ไกล
เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะของโต๊ะไม้สีเลือดหมู
สายตาเธอดูเหม่อลอยบ่งบอกได้เลยว่าเธอรู้สึก
เศร้า
รูปร่างของเธอและใบหน้าของเธอไม่เหมือนกับนางผีเสื้อในฝันของผม
เธอไม่ได้สวยขนาดนั้น เธอมีรูปร่างที่ดีมีหน้าอกที่ใหญ่และเต่งตึง
แต่ปากของเธอไม่ได้เป็นสีฟ้าอ่อนแต่เป็นสีส้มอมแดงให้ความรู้สึกร้อนแรงแทน
ใบหน้าของเธอไม่ได้ตอบได้รูปแต่กลับดูมีน้ำมีนวลแบบสาวเจ้าเนื้อผิดกับขนาดตัว
ขนตาของเธอยาวทองดูสง่า
เธอสวมชุดเดรสสีเนื้อมันยาว
ปลายกระโปรงแตกออกเป็นเฉดสีต่างๆไม่ว่าจะ น้ำเงิน แดง
ม่วง เขียว และฟ้า
“คุณเป็นอะไร ทำไมวันนี้คุณดูเศร้าหมองเหลือเกิน”
“ฉัน…..ฉัน”
เธอเสียงสั่น น้ำตาไหลอาบแก้ม
“คุณกำลังเป็นอิสระแล้ว คุณจะมาเศร้าเรื่องอะไร
ได้โปรดบอกภารกิจที่สามมาเถอะครับ”
“มันไม่มีภารกิจที่สามหรอก ไม่มีอะไรจะช่วยฉันเป็นอิสระได้” เธอโอดครวญ
“ทำไมกัน ก็ผมทำให้คุณกลายเป็นผีเสื้อแล้ว
ทำไมจะไม่มีภารกิจที่สามเล่า”
“มันไม่มีตั้งแต่แรกแล้ว มีเพียงสองภารกิจเท่านั้น
ตอนนี้ฉันกลายเป็นเทพธิดาผีเสื้อตัวเต็มวัยแล้ว
แต่ฉันก็ไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้….แต่เธอช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม
ถือว่าทำมันแทนภารกิจที่สามก็แล้วกัน”
“อะไรครับ” ผมถามไปทั้งๆที่ผมไม่สงสัย
“หากฉันไม่ได้มาซึ่งอิสรภาพทางกาย ตัวฉันนั้นก็ขออิสรภาพทางใจเป็นการทดแทน”
เธอพูดจบ เธอก็กระพือปีกบินเข้ามาหาผม เธอจูบผมอย่างดูดดื่ม
ร่างกายของเรานัวเนียกัน
เธอค่อยๆปลดเสื้อผ้าซึ่งพันธนาการของรักของผม
ตอนนี้มันออกมาชูชันข้างนอกเสียแล้ว
เธอช่วยชักมันให้ผม หนวดของเธอซอกไซ้ไปตามผืนหลัง
มันทำให้ผมรู้สึกลอยๆแต่เต็มไปด้วยความรุ่มร้อน
“เธอช่วยสอดใส่ฉันได้มั้ย”
เทพธิดาผีเสื้อกล่าวอย่างอายๆ
เธอถกกระโปรงขึ้นเผยให้เห็นจุดลับพร้อมกับที่ผมใส่และกระแทกเข้าไปอย่างไม่ยั้ง
ผมรู้สึกเสียวซ่านล่องลอยในหัวของผมเต็มไปด้วยรูปท้องฟ้าเป็นสิบๆรูปที่ผมได้พลิกดูเมื่อสายนี้
ภาพในหัวผมค่อยๆชัดขึ้นเรื่อยๆเหมือนถูกซูมออก รู
ปท้องฟ้าเหล่านั้นกองกันอยู่บนเก้าอี้ภายในสนามบิน
ละอองฝนยังคงพัดกระหน่ำ
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก ครืดดดดด ฉันจะทำเพื่อเธอ ฉันจะปลดปล่อยเธอ
ที่รักคนเดียวของฉัน ฉันจะปลดปล่อยเธอเองโดยไม่ต้องพึ่งใคร”
เสียงบางอย่างดังแทรกเข้ามาในหัว
พร้อมผืนหลังของชายคนหนึ่ง เขากำเข็มฉีดยาเต็มกำมือและแทงมันเข้าที่หลังของเขา
เขาร้องโหยหวนเสียงแหบแห้ง
หลังจากนั้นหลังของเขาค่อยๆบังเกิดกลายเป็นลายสีเขียวอมน้ำเงิน
ลายของผีเสื้อ
ผมจะแตกแล้ว ผมกำลังจะเปียก
ภาพเครื่องบินตัดกับท้องฟ้าสีครามแทรกเข้ามา
ผมพยายามผละตัวเองออกมา ผมต้องผละ ผมจำเป็นต้องผละ
แต่มันไม่ทันแล้วน้ำอสุจิของผมหลั่งไหล่ออกมาเข้าไปในตัวเธอ
วินาทีนั้นเธอลอกคราบออกมาอย่างฉับพลันร่างของเธอพุ่งไปด้านหลัง
ร่างของมนุษย์หญิงสาว
อวัยวะเพศของผมยังคงเสียบคาไว้กับร่างเก่าคล้ายผีเสื้อของเธอ
“ลูกปลดปล่อยแม่แล้ว อสุจิจากผู้มีเชื้อสายเทพผีเสื้อ
คือภารกิจสุดท้ายที่แท้จริง”
เธอพูดเสียงดังน้ำตาของเธอไหลริน
ผมยังคงนิ่งเงียบต่อไป
ก่อนที่จะปรากฏร่างชายวัยกลางคนที่ผมคุ้นเคย
“แม่กับพ่อรอเวลานี้มาร่วมยี่สิบปี
เวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป
เราจะอยู่ร่วมห้องเดียวกัน
เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน มีกันและกันตลอดเวลา
ซึ่งมันคือความฝันสูงสุดของพ่อกับแม่
แต่เพราะแม่เป็นเทพธิดาผีเสื้อ
แม่ติดภารกิจที่จะต้องสืบทอดไว้ซึ่งเหล่าผีเสื้อทั้งมวล
นั่นก็คือการที่แม่ต้องรับน้ำสีน้ำเงินจากพ่อ
แล้วจัดการส่งมันไปยังรากของเหล่ามวลดอกไม้เพื่อให้มันอยู่รอด
รอจนทุกสองปีให้มันเบ่งบาน เพื่อให้ผีเสื้อทุกตัวบนโลกโบยบินมาดูดเชยชมน้ำหวาน
เพื่อให้มันสามารถคงอยู่สืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อได้….”
“ลูกโกรธพ่อกับแม่ไหม”
“…….” ผมยังคงเงียบ
“ผมไม่โกรธหรอกครับ เพราะการที่ผมตัดสินใจจะช่วยแม่
มันคือการตัดสินใจของผมเองครั้งแรก
มันเป็นความฝันของผมเสมอมาในการมีอิสระที่จะกระทำสิ่งใดตามเจตนาของตนเอง
แล้วตอนนี้ฝันของผมก็เป็นจริงแล้ว
มันจะเป็นความฝันเพียงฝันเดียวของผมซึ่งทำสำเร็จและจะเป็นความฝันที่อยู่ยงเป็นนิรันดร์”
ผมพูดพลางเส้นสายใยสีขาวจากทั่วทิศก็พุ่งเข้ามาพันธนาการร่าง
“โถ่ลูก ต่อจากนี้แม่จะเป็นคนยกน้ำ ยกข้าว
ตลอดจนนำน้ำสีน้ำเงินมาหล่อเลี้ยงลูกเอง
แล้วแม่จะไม่ให้ลูกรอนาน
แม่จะหาคนมาปลดปล่อยลูกดั่งเช่นที่ลูกปลดปล่อยแม่”
แม่พูดกับผมด้วยเสียงอันสั่น สัมผัสได้เลยว่า
แม่รู้สึกผิด
แต่ถ้าจะหาใครสักคนที่จะมาช่วยปลดปล่อยผมออกไป
คนๆนั้นก็คงต้องเป็นผู้มีเชื้อสายผีเสื้อซึ่งก็คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากน้องของผมหรือลูกของผมเอง
เพราะตอนนี้ผมได้ทำหน้าที่เป็นเทพบุตรผีเสื้อแทนแม่แล้ว
ผมต้องหล่อเลี้ยงเหล่ามวลดอกไม้เพื่อผีเสื้อทุกตัวบนโลก
และถ้าให้ผมตัดสินใจทำแบบที่แม่ทำกับผมกับน้องหรือลูกของผมนั้น
ผมทำไม่ได้จริงๆ ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ในความรู้สึก
ผมทำไม่ได้จริงๆมันเป็นบางสิ่งบางอย่างในใจ
มันทำให้ผมอึดอัดหัวใจของผมคล้ายร่วงหล่นตกจากร่าง
ก่อนที่น้ำตาของผมจะไหลแอบแก้มลงมา
น้ำตาของผีเสื้อ
เรื่องที่หลายคนบอกว่า มันเป็นเรื่องที่แรงและฉาวที่สุดของผม
เหตุที่ผมนำมันมาเขียนอีกรอบนั้นก็เพราะ สำหรับผม
ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเขียนเเล้ว
มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมาเรื่องหนึ่ง
และผมคิดว่าเรื่องที่ผมเขียนในอดีตนั้น ผมกลับไปอ่านหลายๆเรื่องในเวลานี้
แล้วรู้สึกไม่พอใจกับมัน เพราะมันยังคงไปได้อีก
ผมถือว่าเรื่องเก่าๆนับห้าสิบเรื่องของผมเป็นเสบียงในการนำมาเขียนหรือเล่าใหม่ได้อย่างดี
เฉกเช่นเรื่องนี้
พบกันใหม่กับเรื่องสั้นเรื่องต่อไปใน ep.
แต่อาจจะรอนานหน่อย เนื่องจากคนเขียนมีทั้งงานมากมายมหาศาล
สุดท้ายเช่นเคย
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องสั้ครับ

แต่แม่งเเรงที่สุดในสามโลก
ผีเสื้อตัวแม่เอากะลูก จารีตสั่นสะเทือน ห้า+
#1 By นิชตุล FC (118.173.71.25) on 2009-08-17 21:29