A sheep who's without legs

posted on 05 Oct 2009 20:23 by shikak






-A sheep who’s without legs-

ผมเข้ามาทำงานในสถาบันวิจัยสัตววิทยาได้เป็นเวลาเก้าปีแล้ว พอมานั่งคิดพินิจดู
เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็ว เร่งเร้า และแสนจะไร้ค่า เพราะเหตุมันไม่ได้ช่วยเยียวยาอะไรผมเลย
ผมก็ยังคงเป็นผมจนวันยันค่ำ วันนี้ผมก็ยังคงสวมเสื้อกราวน์กางเกงสแลคสีดำ
กฏการแต่งตัวของนักวิทยาศาสตร์ในสถาบันวิจัยสัตววิทยามันทำให้ผมนึกถึง
ช่วงที่ผมยังเป็นนิสิตในมหาวิทยาลัยรัฐอันดับหนึ่ง
ผมก็ต้องแต่งตัวตามนโยบายของมหาวิทยาลัยทุกระเบียบนิ้ว
ห้ามต่อต้าน ห้ามมีปากเสียง รวมถึงห้ามสงสัย
เราไม่รู้เลยว่า เราทำ เราสวมใส่ตามๆกันทำไม รู้เพียงว่า เราต้องใส่ ต้องทำแบบนี้
                ผมเดินไปตามทางในส่วนของสำนักงานประจำ
พนักงานงานทุกคนจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำตัวอยู่ทุกโต๊ะแต่มันไม่ใช่เรื่องน่าประแปลกใจ
ที่น่าประหลาดใจสำหรับผมก็คือ ทุกคนล้วนใช้รูปหน้าจอคอมพิวเตอร์
เป็นรูปสัตว์น้อยใหญ่ต่างๆ บ้างเป็นยีราฟ เป็นนกแก้ว เป็นสิงโต ม้าลาย ตลอดจนจิงโจ้น้ำตัวเล็ก
ผมไม่รู้ว่าวัฒนธรรมการตั้งรูปหน้าจอแบบนี้เริ่มมาได้อย่างไร ผมไม่อาจทราบได้
มันมีมาตั้งแต่ผมเข้ามาในสถาบัน เพียงแต่ผมสงสัย นี่ก็เก้าปีแล้วตามการรับรู้ของผม
หากมันยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกหน่อยมันจะกลายเป็นอารยธรรมในห้องสถาบันวิจัยสัตววิทยาที่ต้องสืบต่อ
ต่อเนื่องกันต่อไปหรือไม่
                ผมเดินจนสุดห้องเปิดประตู พลางขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นสิบสอง เดินออกทางซ้าย
ประตูตรงหน้าเขียนไว้ว่า
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย
ผมเคาะประตูก่อนเข้าห้องเป็นมารยาท พิธี หรือขนบทำเนียม ผมไม่รู้ รู้แต่ผมต้องทำ
เข้ามาได้ เสียงจากข้างใน ผมเปิดประตูเข้าไป พร้อมปิดมันเบาๆ
นั่งลงสิ
หัวหน้าเรียกผมมาพบมีอะไรหรือเปล่าครับ ผมขอริอาจเริ่มบทสนทนาก่อน
ก็ไม่มีอะไรมากแค่นายต้องออกเดินทาง
ออกเดินทาง
ใช่ นายได้รับมอบหมายจากสถาบันให้ไปประจำสถานีทดลองที่สองสองศูนย์
หา สถานีทดลองนั่นมันเป็นสถานีเก่าๆในต่างจังหวัดนี่ครับ
อย่าตกใจไป มันไม่ใช่การรับโทษทัณฑ์ แต่เป็นเรื่องปิติน่ายินดีต่างหาก
ทางสถาบันเห็นฝีมือในเรื่องการโคลนนิ่ง ตลอดจนการทดลองการกลายพันธุ์ของนาย
ก็เลยจะส่งนายไปทำหน้าที่ที่นั้น แต่นายไม่ได้ไปคนเดียว มีคนที่จะไปร่วมกับนายอีกคน

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ก่อนที่จะมีผู้ชายสวมเสื้อกราวน์อีกร่างเข้ามา
นี่ไงมาพอดี คนที่จะไปกับนายผมหันไปมองใบหน้าของเขา แต่ผมไม่คุ้นเคยเลย
ผมจำได้ลางๆว่าคงเคยเห็น แต่ไม่เคยสนทนาด้วย
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกในสถาบันสัตววิทยาขนาดใหญ่ลำดับที่สามของโลก
ที่มีหลากแผนกและเต็มไปด้วยพนักงาน นักทดลอง นักวิทยาศาสตร์ นักสัตววิทยา
เราเหมือนกองทัพมดขนาดย่อมกองหนึ่ง
แล้วหัวหน้าจะให้เราสองคนทดลองอะไรที่นั่นเหรอครับ

*
*

ผมขึ้นรถของสถาบันร่วมกับชายอีกคนซึ่งจะไปร่วมกับผม
รอบข้างยังคงมืดสนิทตามเวลาตีหนึ่ง ตลอดทางเราไม่ได้เอ่ยปากทักหรือพูดคุยกัน
เราเพียงต่างคนต่างนั่งพิงกระจกมองออกไปนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพรอบข้างพลันเปลี่ยนไปทุกสามสิบนาที
มันคงเป็นความตื่นเต้นในการนั่งรถในประเทศกำลังพัฒนากระมั้ง เรานั่งรถร่วมสิบสองชั่วโมง
คนขับรถแวะให้เรากินข้าว เข้าห้องน้ำเป็นเวลาตรงเป๊ะอย่างกับเป็นนาฬิกาปลุกซึ่งจะส่งเสียงร้องทุกสามชั่วโมง

เราใกล้ถึงที่หมายแล้วในเวลาประมาณบ่ายสอง
ผมมองไปรอบๆบริเวณมีเพียงทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่ไพศาล
ผมไม่รู้จะอธิบายความใหญ่ของมันอย่างไรดี รู้เพียงมันสุดลูกหูลูกตา
รถแล่นต่อไปสักพักก็เห็นสิ่งก่อสร้างด้วยปูนลางๆ ผมชะเง้อมองอย่างสงสัย
ก่อนที่คนขับจะให้สัญญาณบอกว่า นั่นคือที่หมายของพวกเรา
สถานีทดลองสองสองศูนย์เป็นหนึ่งในสถานีทดลองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง
มันมีข่าวจะทุบทิ้ง สร้างใหม่ ตลอดจนย้ายที่หลายต่อหลายครั้งแล้วแต่ก็เงียบไป
สถานีทดลองเป็นตึกสามชั้นดูมอมๆ จะรู้ว่าเป็นสถานีทดลองได้ก็คงเพราะป้ายปักหน้าสถานีเท่านั้น

ผมลงจากรถ ไม่สิเราทั้งสามคน
ผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นคนทำความสะอาดอยู่ภายในอาคาร
เธอรีบเดินออกมาด้วยขาอันอวบใหญ่
นี่ใช่นักทดลองจากสถาบันใหญ่หรือเปล่าคะ เสียงเธอดูใสเกินอายุอานาม
ใช่ครับ พวกเรามาจากสถาบันใหญ่ คนขับรถตอบให้เสร็จสรรพ
งั้นเชิญค่ะ ช่วยถือสัมภาระของพวกคุณเองด้วยได้มั้ยคะ ที่นี่ไม่มีใครเลย มีแต่ฉันคนเดียว
เดี๋ยวดิฉันจะพาไปยังที่พักของพวกคุณค่ะ
เหลือเชื่อนี่ผมถูกส่งมาทำอะไรที่นี่
มันช่างกลับตาลปัตรพลิกผันอะไรขนาดนี้
จากสถาบันวิจัยสัตววิทยาใหญ่อันดับสามของโลกที่เต็มไปด้วยผู้คน
กลับกลายต้องย้ายมาทำงานทดลองที่สถาบันมอซอไร้ผู้คนแบบที่นี่
ผมถือสัมภาระอย่างจำยอม
รวมถึงชายที่มาพร้อมกับผม เราเดินตามหญิงวัยกลางคน ไปสักพัก
ก่อนจะได้ยินเสียงคนขับรถกล่าวลาและเสียงรถแล่นค่อยๆไกลห่างออกไป

                หญิงวัยกลางคนพาเรามาถึงห้องนอนที่เหมือนเตียงคนไข้ไม่มีผิด
แถมเป็นเตียงเดี่ยวสองเตียงวางใกล้ๆกันผมคงต้องนอนกับเจ้าหมอนี่ที่มาด้วย
เราต่างวางสัมภาระของตัวเอง
วางของเสร็จแล้ว ให้ดิฉันแนะนำห้องต่างๆในอาคารมั้ยคะ
เอ่อไม่เป็นไรครับ ผมคิดว่าเราคงจะทราบได้เองจากการสังเกต ชายที่มากับผม พูดออกมาเป็นครั้งแรก
เอ่องั้นไม่เป็นไรค่ะ แต่จะบอกว่านี่เป็นเพียงอาคารที่พักกับที่เก็บอุปกรณ์
หากคุณทั้งสองจะไปส่วนทดลองต้องเดินไปทางตะวันออกเฉียงเหนือตามทุ่งหญ้าอีกสองกิโลเมตรนะคะ

อ่อขอบคุณมากครับ เขาตอบแทนผมเสร็จสรรพ
แต่ต้องเดินอีกสองกิโลโดยไม่มีรถหรืออะไรนี่มันออกจะมากไป
ส่วนน้ำและอาหาร ดิฉันจะนำมาให้พวกคุณทั้งสามมื้อในห้องนี้นะคะ
หรือวันไหนพวกคุณยังอยู่ในส่วนทดลองดิฉันก็จะนำไปให้ที่นั่นค่ะ

เธอเดินจากไปหลังพูดจบ บังเกิดความเงียบไปนานเกือบสิบนาที ก่อนที่จะมีคนทำลายมันขึ้น

เราไปดูส่วนทดลองกันเลยดีกว่ามั้ย ชายคนนั้นเอ่ยขึ้น
หา ไปสิไป ผมตอบกลับไป เหมือนเด็กที่ตอบตามพี่ชาย

หลังจากนั้นเราออกจากตัวอาคาร
เดินไปตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือผ่านทุ่งหญ้าสีเขียวที่ไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด
ลมพัดโชยเข้ามาตลอดเวลา รอบตัวหากสังเกตจะเห็นแมลงน้อยใหญ่
บอกตามตรงว่าผมไม่เคยได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้เลยตั้งแต่เกิดมาร่วมสามสิบปี
ผมใช้ชีวิตอยู่ในเมืองตลอดตั้งแต่เกิดมา ไม่นานนักเราก็เริ่มเห็นสิ่งก่อสร้างชั้นเดียว
แต่มีขนาดกว้างประมาณร้อยตารางวา ส่วนหลังมีรั้วล้อมได้ยินเสียงแกะร้อง
ตัวอาคารภายนอกเห็นได้ชัดเจนจากระยะไกล เพราะทาด้วยสีดำ
พอเดินเข้าไปใกล้ตัวอาคารและเห็นได้ชัดเจนถึงรู้ว่ามันดูสกปรกโสมม       มากกว่าจะถูกทาด้วยสีดำ
มันเคยมีคนมาดูแลรักษาที่นี่บ้างมั้ยนี่ ผมเอ่ยขึ้นมา
คงไม่มีหรอก ส่วนทดลองนี่ปิดมาร่วมสองปี นี่เพิ่งเปิดมาให้เราใช้ทดลอง
แล้วทำไมต้องให้เรามาทดลองในที่แบบนี้วะ ผมเริ่มอารมณ์เสีย
ไม่รู้ เขาตอบผมกลับมา
แล้วรู้หรือยังว่าเขาให้เราทดลองอะไร ผมถามชายไร้นามข้างตัวผมกลับไป
รู้แล้ว
ทำอะไรวะ ทำไมผมไม่รู้ รู้แต่ว่ามันเกี่ยวกับแกะจากการได้ยินเสียงร้องและมีแกะอยู่ที่นี่
ก็เป็นแกะนั่นแหละ เราจะทดลองแกะไม่ให้มีขา
หา บ้าหรือเปล่า แล้วมันจะเดินยังไง จะให้มันพิการเหรอ ผมตกใจสวนกลับทันควัน
ไม่มันจะไม่มีขาแบบของมัน เพียงแต่มันจะมีขาที่สามารถวิ่งได้รวดเร็วดุจดั่งเสือชีตาห์
นี่เป็นเหตุผลที่เรียกนายกับฉันมาในสถานีทดลองนี้
ทำไปเพื่ออะไรวะ ให้แกะมีขาแบบเสือชีตาห์ มันจะเอาแกะไปวิ่งโอลิมปิกหรือไง
ไม่รู้สิ
เห้ย อย่ากวนตีนได้มั้ย รู้อะไรก็บอกมาให้หมด
ก็ไม่รู้จริงๆ รู้แต่ต้องทำ ต้องทดลองแบบที่บอก รู้แค่นี้ ต้องทำแบบนี้
ผมนิ่งกับประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับผม ก่อนจะพูดพึมพำออกมาเบาๆ
ต้องทำ ต้องทำ เพราะต้องทำ
*
*

หลังจากการสนทนาที่ไม่มีทีท่าจะได้มาซึ่งคำตอบจบลง
เราเปิดประตูและเดินเข้าไปในส่วนทดลอง ภายในไม่ต่างจากภายนอก
แม้จะมีการจัดเครื่องมือตลอดจนเครื่องใช้อย่างเป็นระเบียบแต่มันก็ดูดำด่างดูมอซอ
ไม่ต่างจากข้างนอกนี่ผมต้องมาทดลองในที่นี่จริงหรือนี่
ว่าแต่นายน่ะชื่ออะไร ผมนึกได้ว่าผมยังไม่ถามชื่อเขาเลย
มุม เขาตอบสั้นๆ
ว่าแต่เราจะเริ่มเตรียมตัวทดลองกันเลยมั้ย เขาถามผมกลับ
หา ทำไมต้องรีบขนาดนั้น เราพึ่งเดินทางมาสิบสองชั่วโมง….”
อืม แต่เห็นท่าทางนายไม่ค่อยอยากจะอยู่ที่นี่นาน ก็เลยกะจะช่วยเร่งให้มันจบเร็วๆ
เออจริงอย่างที่นายว่า ถ้าเราทดลองสำเร็จเร็วเท่าไร ก็จะได้กลับไปสถาบันวิจัยใหญ่เร็วเท่านั้น
เขาเดินเข้าไปคลำๆที่ผนัง ก่อนจะกดบางสิ่งบางอย่าง บังเกิดแสงขึ้นบริเวณเพดาน
นายไปตรวจดูอุปกรณ์เคมี เดี๋ยวทางนี้เราจะดูพวกเครื่องฉายรังสีเอง

ผมเดินไปตรวจอุปกรณ์เคมีที่เขาให้ผมตรวจ
ทุกอย่างสารเคมีที่จำเป็นสำหรับการทดลองการกลายพันธุ์อย่างเช่น สารโคลซิซิน สารอะฟลาทอกซิน
ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆมีอยู่ในตู้ตลอดจนรอบข้างอย่างครบครัน
รวมถึงเซลล์และดีเอนเอของเสือชีตาห์ที่ทางสถาบันใหญ่คงจัดการมาให้ 
ถึงในบริเวณที่ทดลองจะมอซอขนาดไหนแต่มันก็ยังสามารถใช้การได้มีคุณภาพในแบบของมันอยู่
ผมมัวแต่เพลิดเพลินกับการดูอุปกรณ์ ก่อนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากอีกฝั่ง
ใช่แล้วที่ฉายรังสีเพื่อเป็นตัวกระตุ้นหรือชักนำทำให้เกิดการกลายพันธุ์นี่เอง ผมเดินไปอีกฝาก
ก่อนจะเห็นมุมกำลังจับจ้องแสงสีเหลืองเข้มที่เปล่งออกมาจากเครื่องฉายรังสีขนาดใหญ่
ที่จับแกะใส่ลงไปตามช่องได้ถึงสามตัวพร้อมกัน สายตาเขาดูล่องลอยไปกับมัน เปล่งประกายภายในดวงตา
นายชอบแสงจากเครื่องนี้เหรอมุม
เปล่า แค่ชอบดู มันเพลินตาดี
แล้วทางฝั่งอุปกรณ์เคมีใช้ได้มั้ย
โอเคเพอร์เฟคเหมือนที่สถาบันใหญ่ทุกอย่าง
เราจะเริ่มทดลองกันเลยมั้ย เราคงต้องจับแกะมาทดลองฉีดเพิ่มความแข็งแกร่งของส่วนขา
รวมถึงใส่เซลล์ของเสือชีตาห์ลงไป คงจะประมาณนี้ ดูไม่ซับซ้อน แต่ยากและใช้เวลากว่าจะได้สำเร็จ

หลังจากนั้นมุมกับผมเดินออกไปทางประตูหลังใช้ยาสลบฉีดที่ลูกแกะตัวหนึ่ง
รอจนมันสลบ ก่อนจะอุ้มมันเข้ามาในห้อง
ถ้าจะให้มันเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่นก็คงต้องเปลี่ยนแปลงมันที่เซลล์สืบพันธุ์สินะ ผมเอ่ยขึ้นมา
ใช่ต้องเป็นแบบนั้น ไม่เช่นนั้นมันก็จะวิ่งแข่งโอลิมปิกได้ตัวเดียว เขาเล่นมุกเสริมท้าย มันทำให้ผมขำออกมา

ผมส่งชุดปลอดเชื้อที่เหมือนชุดหมีสีเขียวรวมถึงผ้าปิดปากให้เขา
เราต่างหันหลังสวมใส่ ก่อนจะเริ่มผ่าตัดทดลอง
ทำไมนายถึงมาเป็นนักสัตววิทยาทดลอง เขาเอ่ยถามขึ้นเสียงของเขาอู้อี้เพราะผ้าปิดปาก
เรื่องมันยาว ผมตอบเขากลับไป ก่อนจะเอาเข็มฉีดยาฉีดลงไปที่ขาแกะข้างหนึ่ง
ตอนแรกเราไม่ได้อยากเป็นสัตววิทยาทดลองหรอก เราอยากเป็นอะไรที่นายคงคิดไม่ถึง
อะไร ผู้กำกับหนังโป๊เหรอ เขาแหย่ผมกลับ
บ้า เราอยากเป็นนักเขียน
อ่าวจริง แล้วทำไมมาเป็นนักสัตววิทยาทดลองซะละ
ทำไมไม่เป็นนักเขียนหรือตอนนี้ก็ยังคงเขียนไปด้วย

ไม่ เราเลิกเขียนไปนานแล้ว เราว่าเราไม่แกร่งพอ
ผมตอบเขาพลางเอาผ้ามาเช็ดบริเวณที่ใช้เข็มฉีดของขาแกะแต่ละข้าง
เราเหนื่อย เหนื่อยเกินไปที่จะทำงานเขียน เรารู้สึกยิ่งเขียนเท่าไร
เราก็ดันตัวเองให้เราอยากวิ่ง อยากประสบความสำเร็จเร็วเท่านั้น
และยิ่งเขียนเท่าไรก็รู้สึกเหมือนกำลังทำลายตัวตนข้างในของเรา
มันค่อยๆถูกทำลายไปจากการที่เราอ่านมากขึ้น โ
ดนวิจารณ์เยอะขึ้น เราไม่รู้จะบอกยังไง แต่เรารู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเอง

อืม แล้วกับการมาเป็นนักสัตววิทยาทดลองมันไม่ต้องวิ่งต้องเหนื่อยเหรอ
มันไม่ใช่ความฝันไง มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องหวัง ต้องคาดคั้นไม่เหมือนงานเขียน
สำหรับเรางานสัตววิทยาทดลองก็เหมือนการทำงานแบบพวกมนุษย์เงินเดือน

ผมตอบไปพร้อมทำการฉีดสาร ทำการทดลองกับเซลล์ของเสือชีตาห์
นายก็เลยละทิ้งมันมาทำงานด้านนี้ทั้งๆที่ไม่ได้อยากทำ ไม่ได้รักอะไรเลย
ใช่แบบนั้นล่ะ หลังจากการล้มเหลวทำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับงานเขียน
ที่ยิ่งเขียนเหมือนยิ่งทำลายตัวตนของเราไปเรื่อยๆ
เราก็เลยลองหันมาสนใจด้านนี้ดูตอนนั้นเราก็เลยเลือกเข้าคณะทางนี้เลย

คิดว่าเป็นการทำตามคนอื่นหรือกระแสรอบข้างบ้างมั้ย มุมถามผมกลับมา
ภายใต้ผ้าปิดปากและสายตาที่ยังคงมองลงไปยังแกะ
ไม่รู้ดิ แล้วนายคิดว่าทำอย่างไรคนเราถึงจะเป็นตัวของเรามากที่สุด
คิดต่างและไม่ทำอะไรตามกระแส

อืม สำหรับมุม มุมคิดว่า คนเราตอนแรกเกิดมาก็ทำตามๆกันหมดนั่นแหละ
ก็ต้องกินตามกัน เข้าห้องน้ำ จับดินสอปากกาวิธีเดียวกัน จนเราเจอเหตุการณ์อะไรบางอย่างมั้ง
ที่จะทำให้เราฉุกคิดว่าจะทำอะไรตามคนอื่นเขาไปทำไม
ละนั่นก็คงเป็นจุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ของการออกจากคอกละมั้ง
เราดูนาย เราว่านายก็เป็นตัวของตัวเองนะ
ทำไมต้องคิดต้องเพ่งเล็งไปที่งานเขียน ความฝัน ความสำเร็จมากขนาดนั้น

ไม่รู้ดิ ผมตอบเพียงสั้นๆ ก่อนที่เราจะยกร่างของลูกแกะเข้าไปในเครื่องฉายรังสี
แสงสีเหลืองเข้มปรากฏตรงหน้า
นายคิดว่าแค่นี้ จะทำให้มันวิ่งได้แบบเสือชีตาห์หรือเปล่า มุมถามผม
คงไม่ได้มั้ง ดูมันง่ายเกินไปอีกอย่างครั้งแรกมันเป็นก้าวที่พลาดพลั้ง ผมตอบกลับ

เรานิ่งเงียบท่ามกลางเสียงเครื่องฉายรังสีอันแปลกหู
ที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นเสียงจากการพูดหรือการเขียนได้ เราเงียบอยู่อย่างนั้น
ในใจของผมรู้สึกเริ่มร้าวรานกับสิ่งที่ผมทำ
อาจเป็นเพราะเขามากระตุกจิตวิญญาณในการเป็นนักเขียนช่างวิ่งของผมก็ได้
เราต่างมองไปที่แสงสีเหลืองเข้มเหมือนไฟจากหลอดนีออนที่ส่องแสงอย่างแรงกล้า
จากภายในที่เป็นลูกแกะอย่างไม่มีหยุด
ผมอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปหามุมและจ้องไปยังดวงตาล่องลอยเป็นประกายอีกครั้ง
*
*

                การทดลองวันแรกล้มเหลวไม่เป็นท่าไม่ใช่เพียงแค่ลูกแกะไม่มีท่าทีวิ่งเหมือนเสือชีตาห์
แต่มันเดินไม่ได้เลยต่างหาก คืนนั้นเราก็เลยถอยทัพกลับมาที่พัก
เรากินอาหารที่หญิงวัยกลางคนเตรียมไว้ให้
อาหารพื้นๆเพียงไม่กี่อย่าง หลังจากนั้นเราลงไปนอนเอนหลัง
นายชอบอ่านหนังสือเหรอ มุมเอ่ยถามผม
อืมก็ชอบ ชอบมากเวลาที่เราร่วงหล่นลงมา เวลาที่เจ็บ
และต้องการใครคอยรับสักคน ก็จะมาอ่านหนังสือนี่แหละ

ทำไมนายดูมีเรื่องเศร้าอะไรมากมาย นายมีปมอะไรหรือเปล่า
เปล่า ไม่ได้มีอะไร เราก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
บางทีเอะอะมันจะเศร้ามันก็เศร้าของมัน ส่วนใหญ่มันจะไม่มีสาเหตุรู้แต่มันจะเศร้าก็ต้องเศร้า
….”
ผมพูดออกไป ในใจผมรู้สึกว่างเปล่า
“Catcher in the Rye ใช่มั้ย ไอ้ร่วงหล่นอะไรที่นายว่า เขาหันมายิ้มกับผม
อะนายอ่านด้วยเหรอ เวลาที่เราเศร้าทีไรเราก็จะนึกถึงหนังสือเล่มนี้ มันมีอะไรบางอย่างที่ช่วยดึงเรากลับมา
พร้อมกับถีบเราให้จมลงไปในความเจ็บพร้อมๆกัน อย่างแรกมันช่วยให้เราเข้มแข็ง
อย่างที่สองเราโหยหาคนที่จะมารับเราเวลาร่วงหล่นสักครั้ง แต่มันไม่เคยมี
….”
อืม บางทีอาจเป็นเพราะนายยังร่วงหล่นน้อยเกินไปมั้ง
บางทีถ้านายร่วงลงมาจากที่สูงกว่านี้ นายอาจจะยับเยินไปเลย
พอนายลุกขึ้นอีกครั้งนายก็จะรู้ว่า นายยับเยิน เกินที่จะเยียวยาแก้ไขแล้ว นายก็คงจะไม่กล้าริอาจไปที่สูงอีก

ผมขำในสิ่งที่เขาพูด มันตลกร้ายมากสำหรับผม สำหรับคนที่อยากจะยับเยินแต่ยังไม่กล้า
ว่าแต่ทำไมมุมถึงรู้เรื่องอะไรไปหมด เราถามอะไรมุมก็เหมือนมุมจะให้คำตอบกับเราได้หมดเลยวันนี้
ไม่รู้ดิ ก็เคยมีคนชอบว่าเราตั้งแต่เรายังเด็กแล้ว
ตอนเราสิบแปดก็บอกเราไม่เหมือนเด็กสิบแปดบอกเราเหมือนคนยี่สิบแปดยี่สิบเก้า
ตอนนี้มุมสามสิบเอ็ดแล้วมุมก็คงจะสี่สิบแล้วถ้าคนพวกนั้นมาบอกมุมอีกที

ผมหัวเราะออกมา ภายในรู้สึกแปลกประหลาด
มันรู้สึกเหมือนกับตอนที่กำลังจ้องสายตาของมุมยามมองไปที่แสงสีเหลืองเข้มนั้น
มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก บอกไม่ถูกเลยจริงๆ รู้เพียงแต่รู้สึกแบบนั้น
*
*

                กิจวัตรของเราเป็นเช่นนี้ทุกวัน ตื่นเช้ามากินข้าวอาหารพื้นๆ
ก่อนจะเดินผ่านทุ่งหญ้าสีเขียวไปยังส่วนทดลอง
เราก็คงต้องเดินผ่านทุ่งหญ้าสีเขียวนี้อีกนานเท่านานจนกว่าการทดลองจะสำเร็จ
เราเข้าไปจับแกะมาอีกที่นี่เราเอามาสามตัวเลย เราทดลองและจบลงที่การฉายรังสี
ผมกับมุมยังคงชอบจ้องไปที่แสงสีเหลืองเข้ม ผมหยุดจ้องมันไม่ได้แม้จะรู้ว่ามันเป็นอันตรายเพียงใด
รู้แต่ว่าแสงสีเหลืองเข้มยามจ้องโดยที่มีมุมอยู่เคียงข้าง มันรู้สึกเติมเต็ม
ร่วงหล่นอย่างมีคนรับอย่างบอกไม่ถูก บางทีผมรู้สึกว่า
ผมไม่อยากให้แกะตัวใดตัวหนึ่งวิ่งเร็วได้เลย
ผมอยากจะอยู่ที่นี่พูดคุยกับเขาและมองดูแสงสีเหลืองเข้มจากเครื่องฉายรังสีอยู่ข้างๆเขา

ถ้าหลังจากการทดลองนี้สำเร็จ เราอยากให้นายกลับไปเขียนเรื่องสักเรื่อง
ทำอย่างที่นายอยากทำได้มั้ย
เขาเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังทำการทดลองเฉกเช่นทุกวัน
วันเวลาผ่านเลยไปกับการสนทนากับเขาร่วมเดือนแล้ว
หา ก็อยากทำแต่ไม่รู้จะเขียนได้มั้ย ไม่ได้จับปากกาเขียนอะไรมาสิบปีได้แล้ว
มันคงจะฝืดน่าดู คงจะวิ่งแข่งกับใครเขาไม่ไหว

เราว่ามันคงไม่ฝืดหรอก
ดูจากที่คุยกับนายมาเราว่านายมีอะไรบางอย่างที่มันทะลักล้นอยากจะระบายออกมามากเหลือเกิน
บางทีนายอาจจะเขียนเรื่องอะไรที่ไม่ต้องมีอะไรเลย ไม่ต้องมีพลอตไม่ต้องมีจุดหักเห
อาจจะมีเพียงบทสนทนาของคนสองคน แล้วนายอยากจะระบาย อยากจะระเบิดตัวตนอะไรของนาย
อยากจะจบมันเมื่อไหร่ก็ได้
ไม่ต้องยึดถึงกรอบ องประกอบค์ หรือคุณค่าใดๆ แค่มันเติมเต็มนายได้ก็เพียงพอแล้ว

อืม เราจะกลับไปเขียน ผมตอบมุมและอะไรบางอย่างเริ่มปะทุขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

วันนั้นการทดลองเราคืบหน้ามากขึ้นแกะของเราวิ่งเร็วขึ้น
แต่มันยังไม่เร็วเพียงพอตามที่กำหนด
แกะทั้งสามตัวออกวิ่งท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียวและแสงแดดยามใกล้มอด

แล้วเราจะจับแกะเข้ามาในรั้วยังไงล่ะ ผมเอ่ยถามมุม
ไม่ต้องจับหรอก ปล่อยมันทั้งสามให้มันวิ่งแล้ว
ก็ควรให้มันวิ่งไปตามเส้นทางของมัน เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันอีก
ยกเว้นแกะตัวนั้นเป็นแกะที่ทดลองสำเร็จตามที่เราต้องการ

แล้วถ้าทดลองแบบนี้มันจะมีความสำเร็จเหรอ
ในเมื่อเราปล่อยตัวที่เข้าขั้นไปไม่จับมันมาทดลองต่อ

ไม่รู้ดิ คงจะยากมั้ง หรือว่านายอยากจะกลับไปที่สถาบันใหญ่แล้ว
“…..เปล่า ผมตอบและจบบทสนทนาเพียงสั้นๆ

คืนนั้นเราไม่ได้กลับไปนอนที่ที่พัก ความจริงเป็นผมเองที่ไม่อยากกลับ
ผมอยากที่จะคุยกับมุมโดยที่ยังมีแสงสีเหลืองเข้มอยู่เบื้องหน้า
ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงอยาก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะเป็นอย่างไร
เรานอนลงบนพื้นแข็งๆของห้องทดลอง
มองดูแสงไฟสีเหลืองเข้มที่ภายในปราศจากวัตถุใดๆ เรานอนดูอยู่แบบนั้น
ก่อนที่ผมจะเริ่มบทสนทนา

มุมหลังจากที่เราได้คุยกับนายมาเดือนหนึ่งเราอยากจะบอกอะไรนายสักอย่าง
ผมเอ่ยไป แต่เขายังเงียบ
สายตาของเขาเป็นประกายจ้องโผบินไปตามเส้นแสง

มุมทำให้เรารู้สึกว่า ยามที่เราอยู่เดียวดาย
มันเหมือนเรากำลังอยู่ในสนามรบต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่างข้างในตัวเรา แต่การพบใครที่เข้าใจ
ได้เพียงแค่พูดคุย อยู่ใกล้ๆ มันคือการพักรบจากตนเองที่เราปรารถนาที่สุด


   เขายังคงไม่ตอบผม ปล่อยให้ผมพูดอะไรไปคนเดียว
ตาของเขาเป็นประกายเหมือยดวงดาวที่ไม่มีที่ท่าจะหยุดเปล่งแสง
ตาของผมค่อยๆหนักขึ้นๆ ก่อนที่มันจะปิดลงพร้อมดวงดาวอันเปล่งปลั่งท่ามกลางท้องฟ้าสีเหลือง
*
*
*

                ผมตื่นขึ้นด้วยเสียงดังอะไรบางอย่าง กึก กึก ผมลุกขึ้นพบว่าข้างตัวไม่มีใคร
มุมคงจะตื่นก่อนผม ผมเดินไปที่ประตูที่มาของเสียง
พลางกระเด็นไปข้างหลังด้วยแรงของอะไรบางอย่าง
แกะ แกะทั้งสามตัวมันกลับเข้ามา ผมลุกขึ้นไปลูบหัวพวกมัน
กลับมาได้ยังไงกันนะ

ผมนำมันทั้งสามมาทำสัญลักษณ์ที่ตัว ก่อนจะนำมันไปไว้ที่รั้วด้านหลัง
และเดินผ่านทุ่งหญ้าเพียงลำพัง เมื่อไปถึงที่พักก็ยังไม่มีร่องรอยของมุม
ผมตกใจในสิ่งที่เกิดขึ้น มุม มุมหายไปไหน หายไปได้อย่างไร
รู้เพียงไม่มีเขาในที่นี่ ในบริเวณนี้ และในที่นี่
ผมเอ่ยถามหญิงวัยกลางคนแต่เธอก็ไม่เห็นมุมมาที่นี่เช่นเดียวกัน
มีเพียงกับข้าวและข้าวสองจานที่ยังไม่มีการตักกินใดๆ
ผมนั่งลงน้ำตาเอ่อไหลล้นออกมา มันเป็นแบบนี้ได้อย่างไรกัน ผมไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรจริงๆ
ผมนี่ช่างเป็นคนโง่เง่าที่ไม่รู้อะไรเสมอมา ผมร้องไห้อยู่ได้สักพักก่อนที่จะลุกขึ้น
เดินออกไปมุ่งหน้าตรงไปยังส่วนทดลองอีกครั้ง เดินไปยังรั้วของแกะ
ผมมองพวกมัน ในใจสงสัยกับคำที่มุมพูดถึงแกะทั้งสาม มันออกไปวิ่งเพียงแค่ค่ำคืนเดียวเองนะ
ทำไมมันถึงรีบกลับเข้ามาอยู่ในรั้วในคอกเร็วนัก
ผมไม่เข้าใจพวกมันเลยจริงๆ รวมถึงไม่เข้าใจในการที่มุมหายตัวไปด้วย
*
*

                ผมไม่ค่อยรู้สึกเสียใจอะไรกับการที่มุมหายไปเท่าที่ควรจะเป็น
นี่เป็นวันที่สามแล้วที่เขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาไม่ปรากฏตัวที่ไหนทั้งที่นี่และที่สถาบันใหญ่
เขาหายไปเลย บางทีผมอดคิดไม่ได้ว่า เขาอาจจะออกไปวิ่งเหมือนพวกแกะทั้งสามตัว
แล้วอีกไม่กี่คืน เขาก็จะมาเคาะประตูที่หน้าส่วนทดลองปลุกผมตื่นขึ้นจากการเฝ้ามองแสงสีเหลืองเข้ม
แล้วเราก็จะกลับมาอยู่ มาทดลองด้วยกันเหมือนเดิม ตอนนี้ผมจะไม่ทำอะไร
จะไม่แม้แต่ทดลองอะไรทั้งนั้น การทดลองเป็นเรื่องที่ผมกับเขาต้องทำด้วยกัน
เมื่อเขาหายจากไป ผมก็เหลือเพียงแขนข้างเดียวมันไม่เพียงพออะไรกับสิ่งที่ต้องทำ เพราะต้องทำ

ผมเข้าไปต้อนพวกแกะทั้งสามตัวออกมาจากรั้ว
พวกมันวิ่งออกมา คราวนี้ผมสังเกตได้ว่าพวกมันวิ่งได้เร็วเหลือเกิน
จนผมอดคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะเร็วเกินสิ่งที่ทางสถาบันต้องการอีกด้วย
พวกมันวิ่งไปข้างหน้าท่าวกลางทุ่งหญ้าสีเขียวซึ่งตัดกับขนสีขาวบริสุทธิ์ของมัน
ก่อนที่พวกมันจะวิ่งวนกลับมาทางเดิมอีก วนไปแล้วก็วนกลับมา
ก่อนที่มันจะหยุดลงที่เบื้องหน้าผม พวกมันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่จะยกขาของมันขึ้นข้างหนึ่งอย่างช้าๆ และก้าวเดินออกไปทีละก้าว ทีละก้าว

ที
ละ
ก้าว

ช้า

ช้า

อย่างมั่นคง

---------------------------------------------




ขอเอาเรื่องนี้แทรกอีกสองเรื่องใน ep ก่อนนะครับ
มันจะได้เป็นอารมณ์เดียวกันกับเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นปีไล่มาตั้งแต่ V
ผมเขียนเรื่องนี้ออกมาจากใจที่เหนื่อยและสับสนเหลือเกิน
มันอาจไม่สมควรเรียกเป็นเรื่องสั้น มันอาจจะเป็นเพียงแค่การระบายของผม
แต่อย่างไรก็


ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องครับ



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

(ขี้เกียจ login เข้า id ผมนะคะ)

...กรี๊ดดดดด เรื่องปลายเปิด

อ่านแล้วค้าง

มุมหายไปหน๊ายยยย!!!???


...แต่เขียนดี ในแง่สัญลักษณ์นะคะ

แกะ มันเกิดมา เิดินช้า, แต่มนุษย์ สร้าง ให้มัน เดินเร็ว
นั่นคือการ "สลัด" สิ่งที่เป็น, แล้วเป็นสิ่งใหม่...

แต่เราก็ยังไม่ได้ถามแกะเลยว่า "มึงอยากวิ่งเร็วหรือวิ่งช้า" (เพราะสุดท้าย มันก็กลับมา เดินช้าๆอย่างมั่นคง)

...โว้ว *0*

รอคอย EP คะ (_ _)

#1 By Icia (124.120.43.23) on 2009-10-05 21:59

แกะ แบะๆๆๆ
มุมหายไปไหนอ่ะ embarrassed embarrassed

#3 By V@R on 2009-10-08 13:51

แง ๆ เขียนยาวอีกแล้ว

ยังติดสอบอยู่เลย อยากอ่านมากมาย

จำได้ว่าเอนทรี่นึง เม้นท์ไปในเรื่องที่ชิเขียน
แล้วเพื่อนชิก็แอบด่าพี่ใช่มั้ย แอบด่าทางอ้อมน่ะ

ฮือ ๆ เค้าน้อยใจมากเลยนะตัวเอง
เค้าไม่ใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย
เค้ารักตัวเองยังกะอะไรดี
ตัวเองให้เค้าอ่านให้ ให้เค้าช่วยวิจารณ์
เค้าก็พยายามเต็มที่เท่าที่ความสามารถเค้าจะมี

แต่โดนว่าโดยโต้ตอบไม่ได้ เค้างอน

ฝากบอกน้องคนนั้นด้วย พี่ไม่เคยอยากเป็นคนหนึ่ง
ที่ทำให้ชิเสียความมั่นใจในตัวเอง

และพี่เป็นคนหนึ่งที่ชิเอื้อมมือถึงเสมอ
เอื้อมมาเลย ๆ รอจับอยู่ question

ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร
พยายามเต็มที่แล้ว ไม่ต้องเสียใจ
จะลูกผู้ชาย ลูกผู้หญิงหรือลูกครึ่งก็เข้มแข็ง แกร่งได้พอกัน

เราล้วนเป็น "มนุษย์" หนึ่งเดียวเท่านั้น

อย่ากลัว

คิดถึงชิเสมอ ตามหาพี่ได้ที่เอ็ม
เพราะพี่ยุ่งอยู่กับภาษาจีนแถวเอ็ม

ไว้สอบเสร็จ จะพยายามอ่าน ๆ ทุกเรื่องเลยนะ

เฮ้อ เบื่อจัง รู้งี้ไม่เรียนเสียก็ดี พอเรียนแล้วกดดันตัวเองสุด ๆ
อีโก้สูงเหมือนกันนะ แอบไว้ไม่ให้ใครเห็นน่ะ
แก่แล้ว เลยแอบ ๆ อะไรเป็น อิอิ question

อ้อ ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ด้วยนะ รู้มั้ย
แล้วจะแอบภาษาจีนมาหาใหม่ sad smile
เขียนเก่งจังวะ กุลืมพาสแหละ นึกม่ายออกสักที- - อ่านอยากเขียนบ้าง

#5 By Leon (113.53.123.57) on 2009-10-15 14:41

ช่วงแรกทำได้ดีแล้ว
ไม่รู้สึกเยิ่นเย้อ มีเสียดสีนิด ๆ เป็นสีสัน
ใช้คำดี เรียงประโยค ลำดับเรื่องดี
มีการทิ้งท้ายช่วงแรกให้น่าติดตามด้วย-ทำได้ดี

ขอชมอีกนิดสิ เรื่องใช้คำ เรียงประโยค
มันบอกให้รู้ว่า ตั้งใจและใส่ใจ
ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งซึ่งรักภาษา
ต้องขอชมเยอะ ๆ หน่อย

(โอเค ไปอ่านช่วงที่สองต่อ)
ยังอ่านช่วงที่สองไม่จบ

แต่อยากพูดก่อน ไม่พูดเดี๋ยวจะลืม แก่แล้ว sad smile

คือใจจริงอยากฉีกให้ดูทุกประโยคที่ชอบ
ว่าทำไมถึงชอบ

แต่นักเขียนและนักอยากเขียนจำนวนหนึ่ง
มาขอให้อ่านให้แก้ไขงานให้
เหมือนที่พยายามทำกับงานของชิ

ก็เลยเหนื่อย sad smile

ชิก็ตรวจแก้เรื่องคำผิดอะนะ ท่อนแรกก็ดี
ท่อนสองเท่าที่อ่านไปหน่อยนึง ก็ยังดีอยู่
เรื่องพิมพ์ผิดนี่ แก้เองได้อยู่แล้วเนอะ
ใช้ภาษาไทยเก่งขนาดนี้ big smile
ท่อนสองก็ยังทำได้โอเคอยู่
ไม่มีปัญหาอะไร

นอกจากปัญหาที่ตัวพี่

พี่ง่วงแล้ว วันนี้เหนื่อยมาก

ค่อยมาอ่านต่อนะ

sad smile
ใช้ว่า... ผมใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาโดยตลอด ดีกว่ามั้ย

สายตาเขาดูล่องลอยไปกับมัน เปล่งประกายภายในดวงตา --- มันขัดแย้งกัน เปลี่ยนเป็น
สายตาเขาเหมือนจะล่องลอยไปกับมัน ทว่าดวงตากลับ
เปล่งเป็นประกาย อะไรทำนองนี้หรือคิดอะไรดีกว่านี้ได้
ก็โอเค

ว่ากันตามจริง ล่องลอย มักไม่เปล่งประกาย

อืม อ่านจบไปอีกท่อน ชอบพล็อตเรื่องมาก
น่าติดตาม ชอบที่ใส่ความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ
โดยเฉพาะเรื่องที่อยากเป็นนักเขียน
แต่เลิกเพราะอะไรต่อมิอะไร

จุดนี้ไม่พูดแล้ว เพราะพูดกันเยอะแล้วในเอ็ม

สรุปท่อนที่อ่านจบไปก็ยังดีขึ้นเรื่อย ๆ อยู่

โอ๊ะโอ

อย่างที่สองเราโหยหาคนที่จะมารับเราเวลาร่วงหล่นสักครั้ง แต่มันไม่เคยมี

ตอนพี่พูดในเอ็ม พี่ยังไม่อ่านนะ น่ากลัวเนอะ อิอิ question

อืม เขียนได้ดีมาก ดีมาก ๆ

ไม่รู้จะพูดยังไง มันดีจริง ๆ แต่ยังอดเดาไปจริงจังไม่ได้ว่า

มุมหายไปไหน มุมทำอะไรกับแกะพวกนั้น
แกะพวกนั้นกินมุมเข้าไปเลยวิ่งได้เร็วขึ้นเหรอ ฯลฯ

จงใจให้ผู้อ่านเดาหรือเปล่า

และเช่นเคย แก้คำผิดเองนะ

เรื่องนี้ดีมากตุลย์ น้องอย่าดูถูกตัวเองให้มากเกินไป

พล็อตเรื่องดี บทสนทนาทำได้คมคาย
อย่าไปเร่งเร้าตัวเองมาก

น้องเก่งพอ สู้ ๆ นะ big smile
เห็นปากหวานว่า ชอบที่พี่วิจารณ์

แต่อ่านเรื่องนี้แล้ว เค้าแอบกลัวอะตัวเอง question


อย่าท้อ ๆ
อดมาชื่นชมอีกรอบไม่ได้

คืองี้ เวลาคลั่งไคล้ชื่นชม จะพูดไม่หยุดปากน่ะ sad smile

งานโตตามวัยดีจริง ๆ

คือการแสดงความคิดเห็นที่สอดแทรกในตัวละคร
มันทำได้ไม่เลวเลยจริง ๆ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ทำไงถึงจะติดหน้าแรกได้นะ มันน่าอ่านนี่ big smile